มนุษย์ ตัวการร้ายผู้บ่อนทำลายสภาพแวดล้อมโลก ตอนที่ 1

โลกเป็นดาวเคราะห์ที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่อย่างเกื้อกูลซึ่งกันและกัน มีความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตด้วยกันเองและธรรมชาติอย่างแนบแน่นจนแยกไม่ออก วงจรชีวิตต่างๆที่ดําเนินไปในแบบพึ่งพาอาศัยกันไปมานี้เองที่ทําให้โลกเกิดความสมดุล และจะสามารถรักษาความสมดุลนี้เอาไว้ต่อไปได้เรื่อยๆหากไม่มีสิ่งใดมาทําให้วงจรความสัมพันธ์นี้ล้มเหลวหรือหยุดชะงักลงโลกก็จะคงอยู่ไปได้ตราบนานเท่านานด้วยวงจรชีวิตที่สมบูรณ์นี้เช่นกัน

ระบบนิเวศ (Ecosystem)

ระบบนิเวศ (Ecosystem)

โลกจึงถูกเรียกว่า “ไบโอสเฟียร์ (Biosphere)” หรือ ทรงกลมชีวภาพ แม้โลกจะถือกําเนิดมาประมาณ 4 พันกว่าล้านปีมาแล้ว แต่การเกิดสิ่งมีชีวิตขึ้นบนโลกนี้สันนิษฐานกันว่าน่าจะเริ่มมีขึ้นเมื่อ 3.5 พันล้านปีเท่านั้นหลังจากโลกถือกําเนิดขึ้นและเริ่มเย็นตัวลง จากนั้นความสมดุลต่างๆจึงเริ่มเกิดขึ้นและเกิดสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆขึ้น ทั้งพืชและสัตว์ที่ปรับตัวปรับสภาพจนสามารถดํารงชีวิตอยู่ในสภาวะต่างๆได้

การที่สิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆบนโลกจะถือกําเนิดและดํารงชีวิตอยู่ได้ตามรูปแบบวงจรชีวิตของตนที่แตกต่างกันไปในแต่ละชนิดแต่ละสายพันธุ์นั้น สิ่งสําคัญที่สุดคือต้องมีความเหมาะสมของสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ (Natural Environment) ที่สมบูรณ์ อันหมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกทั้งที่ไม่มีชีวิต (Non-living) ได้แก่ ดิน หิน น้ำ อากาศ และ แสงอาทิตย์ เป็นต้น กับสิ่งที่มีชีวิต (Living) อันได้แก่ มนุษย์ สัตว์ พืช และสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กต่างๆ

นอกจากนี้ยังต้องมีสิ่งแวดล้อมที่สิ่งมีชีวิตเป็นผู้สร้างขึ้นอีกด้วยก็ได้แก่ ที่อยู่อาศัย สิ่งก่อสร้างต่างๆ รวมไปถึงสภาวะใดๆก็ตามที่เกิดขึ้นจากการกระทําของสิ่งมีชีวิตทั้งหมด สิ่งแวดล้อมทั้งหมดนี้จะมีความเกี่ยวพันกันอย่างแนบแน่นตลอดไป ความเกี่ยวพันกันระหว่างวงจรต่างๆเหล่านี้เองที่เรียกกันว่า “ระบบนิเวศ (Ecosystem)”

ระบบนิเวศ (Ecosystem)

ระบบนิเวศ คือระบบโครงสร้างที่มีความสัมพันธ์กันในระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อมที่สิ่งมีชีวิตต่างๆอาศัยอยู่ การที่สิ่งมีชีวิตต่างๆสามารถที่จะดํารงชีวิตอยู่ได้และสืบพันธุ์ต่อไปชั่วลูกชั่วหลานได้อย่างปกตินั้น ขึ้นอยู่กับระบบนิเวศที่มีความสมดุลและสมบูรณ์โดยไม่เกิดความบกพร่องใดๆขึ้น และการที่ระบบนิเวศจะเกิดความสมบูรณ์ได้นั้นก็จะต้องมีองค์ประกอบที่พร้อมมูล คือมีสิ่งมีชีวิต และมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดํารงอยู่ของสิ่งมีชีวิตนั้นๆ รวมไปถึงระบบที่เกื้อกูลกันและกัน ซึ่งไม่เพียงแต่ให้ชีวิตสามารถดํารงอยู่ได้เท่านั้น แต่หมายถึงจะต้องมีพัฒนาการที่ต่อเนื่องกันไปเป็นวงจรไม่สิ้นสุดอีกด้วย

โดยเมื่อสิ่งมีชีวิตได้อุบัติขึ้นบนโลกแล้วไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ สัตว์ หรือพืช หรือแม้แต่จุลินทรีย์ที่เป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่สุดก็ตามก็ล้วนแต่มีวงจรชีวิตเป็นของตนเองที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้วงจรต่างๆดําเนินไปในแบบหมุนเวียนกัน หากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือวงจรใดวงจรหนึ่ง เกิดความเสียหาย ระบบนิเวศก็จะไม่สมบูรณ์และจะยิ่งแย่ลงไปเรื่อยๆหากวงจรนั้นไม่ได้รับการแก้ไข หรือฟอกตัวให้กลับมาใหม่ได้ ก็จะเกิดวิกฤติทางสิ่งแวดล้อมต่อไปและจะลุกลามไปเรื่อยๆจนถึงระบบทั้งหมด คล้ายเชื้อโรคร้ายที่กัดกร่อนโลกให้เสียหายลงไปเรื่อยๆ

ระบบนิเวศ (Ecosystem)

ตัวอย่างของวงจรชีวิตที่สมบูรณ์อาจดูได้ง่ายๆจากวงจรชีวิตของพืช ในขณะที่พืชยังมีชีวิตอยู่นั้นจะผลิตก๊าซที่เป็นประโยชน์ต่อการอยู่รอดของตัวมันเองและพืชอื่นๆด้วย พอล้มตายลง ซากของมันก็จะเน่าเปื่อยกลายเป็นอาหารให้แก่พืชอื่นๆ และงอกเงยขึ้นมาเป็นพืชต้นใหม่ได้อีก แม้ในขณะที่มันยังไม่เน่าเปื่อยก็ยังเป็นอาหารของสิ่งมีชีวิตอื่นๆใช้ยังชีพอีกด้วยเช่นกัน

นับตั้งแต่ที่โลกอุบัติขึ้นกระทั่งมีสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นบนพื้นผิวโลกมาจนถึงช่วงก่อน 2-3 ศตวรรษที่ผ่านมานี้ โลกได้เกิดความเปลี่ยนแปลงและมีวิวัฒนาการไปตามวงจรธรรมชาติตลอดมา ถึงแม้ว่าในบางช่วงเวลาจะเกิดภัยพิบัติ เกิดวิกฤตการณ์รุนแรงจนทําให้สิ่งมีชีวิตหลายๆชนิดต้องสูญพันธุ์ไปจากโลกหลายครั้งแล้วก็ตาม แต่ก็ยังคงเป็นไปตามปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และธรรมชาติก็สามารถฟอกให้สิ่งแวดล้อมของโลกกลับฟื้นคืนมาสมดุลและสมบูรณ์จนมีสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ๆเกิดขึ้นและดํารงอยู่อย่างปกติได้อีกครั้ง

แต่นับจากเมื่อประมาณ 2-3 ศตวรรษที่ผ่านมานี้โลกได้เริ่มมีความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เลวร้ายลงเรื่อยๆจนวงจรธรรมชาติต่างๆเริ่มบิดฝันไปอย่างมาก และมีแนวโน้มว่าอาจทําให้เกิดวิกฤตการณ์และภัยพิบัติครั้งใหญ่ขึ้นมาอีกได้ที่จะทําให้สิ่งมีชีวิตบนพื้นผิวโลกหลายชนิดสูญพันธุ์ไปเป็นจํานวนมากได้อีกครั้งดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ซึ่งสิ่งที่กําลังทําให้เกิด วิกฤตการณ์ครั้งใหม่นี้ขึ้นไม่ใช่ธรรมชาติแต่เป็นฝีมือมนุษย์ สิ่งมีชีวิตที่ทรงภูมิปัญญาบนโลกใบนี้นั่นเอง

ช่วง 2-3 ศตวรรษที่ผ่านมามนุษย์ได้เริ่มใช้ภูมิปัญญาของตนสร้างสิ่งต่างๆขึ้นมามากมายเพื่อให้การดํารงชีวิตของตนดีขึ้น แต่สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นจํานวนมากกลับกลายเป็นความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เนื่องจากสิ่งที่สร้างขึ้นนั้นหลายอย่างได้ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติขึ้นจนทําให้สภาพแวดล้อมของโลกมีความเสียหายลงไปอย่างรวดเร็วกว่าที่เคยเกิดขึ้นมาครั้งไหนๆนับแต่ยุคดึกดําบรรพ์เลยทีเดียว

สิ่งนี้เริ่มต้นขึ้นจากเมื่อมนุษย์เริ่มมีวิทยาการก้าวหน้าขึ้นก็มีความต้องการมากขึ้นไม่สิ้นสุด ถึงกับต้องการเอาชนะธรรมชาติ จึงได้คิดนําความรู้ที่มีมากขึ้นนี้มาเปลี่ยนแปลงธรรมชาติ เปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมเพื่อให้ตนอยู่อย่างสุขสบายยิ่งขึ้น โดยที่ไม่คํานึงถึงผลเสียซึ่งอาจติดตามมา คิดประดิษฐ์สิ่งอํานวยความสะดวกต่างๆขึ้นอย่างไม่รู้จักหยุดจักหย่อน เมื่อร้อนก็เปลี่ยนสภาพอากาศให้เย็นลง พอหนาวเย็นมากๆก็ปรับสภาพอากาศให้อบอุ่นขึ้นได้ด้วยอุปกรณ์ที่มาจากภูมิปัญญาอัน เลอเลิศ

สิ่งนี้เป็นเพียงตัวอย่างเดียวเท่านั้นที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเอาชนะธรรมชาติของมนุษย์ แต่ความสามารถนี้กลับกลายเป็นสิ่งที่ส่งผลเสียหายอย่างต่อเนื่องไปถึงสภาพแวดล้อมโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของผู้ที่นําสิ่งเหล่านั้นมาใช้งาน เนื่องจากอุปกรณ์มากมายหลายชนิดซึ่งมนุษย์คิดขึ้นเพื่อที่จะเอาชนะธรรมชาติส่วนใหญ่นั้นล้วนแต่ส่งผลข้างเคียงต่อสภาพแวดล้อมทั้งสิ้น นั่นคือราคาที่ต้องจ่ายเป็นข้อแลกเปลี่ยนสําหรับสิ่งที่ทําให้ชีวิตสุขสบายขึ้น

แม้ว่ามนุษย์จะมีความเฉลียวฉลาดอย่างมากล้นที่สามารถจะเอาชนะธรรมชาติได้ แต่มันก็เกิดผลกระทบต่อวงจรธรรมชาติอย่างมากด้วยเช่นกัน ยิ่งนับวันสิ่งประดิษฐ์คิดค้นเพื่อเอาชนะธรรมชาติของมนุษย์นั้นมีมากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งสร้างผลเสียแก่ธรรมชาติมากยิ่งขึ้นเท่านั้น เรื่องนี้ทําให้มีความหวาดวิตกกันอย่างมากว่าสภาพแวดล้อมของโลกอาจถูกทําลายลงไปอย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้นเป็นทวีคูณควบคู่ไปกับความเจริญด้านวิทยาการของมนุษย์ที่ยิ่งเจริญรวดเร็วขึ้นไปทุกวันๆ โลกในอนาคตอาจไม่เหลือสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์อีกต่อไป และหากสภาพแวดล้อมย่ำแย่ลงจนถึงขีดที่อยู่กันอย่างยากลําบากแล้ว มนุษย์อาจจะกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่สูญพันธุ์ไปจากโลกดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นกับไดโนเสาร์ในโลกอดีตก็เป็นได้

ระบบห่วงโซ่อาหาร (Food Chain)

ระบบห่วงโซ่อาหาร (Food Chain)

เมื่อกล่าวถึงระบบนิเวศแล้วสิ่งที่มักถูกนํามากล่าวควบคู่กันไปด้วยก็คือ “ระบบห่วงโซ่อาหาร (Food Chain)” ระบบห่วงโซ่อาหารเป็นสิ่งที่แสดงถึงความสมดุลอีกสิ่งหนึ่งที่ธรรมชาติกําหนดขึ้น ระบบห่วงโซ่อาหารนี้มีความจําเป็นต่อระบบนิเวศเป็นอย่างมาก หากไม่มีสิ่งนี้แล้วระบบนิเวศจะไม่มีความสมดุลและสมบูรณ์เกิดขึ้นได้เลย หรือถ้าหากวงจรใดวงจรหนึ่งในระบบห่วงโซ่อาหารนี้ถูกตัดขาดหรือถูกทําลายลง วงจรชีวิตอื่นๆก็ต้องได้รับผลกระทบและอาจถูกทําลายติดตามกันไปเป็นลูกโซ่ด้วย และก็อาจลุกลามขยายวงไปกระทบถึงวงจรขนาดใหญ่ก็คือ โลกที่จะได้รับความเสียหายลงไปด้วยในที่สุด เนื่องจากวงจรห่วงโซ่อาหารนี้เป็นวงจรที่เกื้อหนุนซึ่งกันและกันอย่างแยกไม่ออก หากส่วนใดส่วนหนึ่งถูกทําลายลง ส่วนอื่นๆก็พลอยได้รับผลกระทบตามไปด้วยเป็นลูกโซ่ ระบบห่วงโซ่อาหารจึงถือเป็นวัฏจักรในการดํารงชีวิตเพื่อให้ระบบชีวิตต่างๆสามารถอยู่รอดได้

ตัวอย่างเช่น ระบบห่วงโซ่อาหารของสัตว์บก คือ เป็ด ไก่ โค กระบือ สัตว์เหล่านี้กินพืชเป็นอาหาร แต่ยังเป็นอาหารให้แก่สัตว์ที่กินเนื้อ เช่น เสือ สิงโต และสัตว์นักล่าเนื้ออื่นๆด้วยเช่นกัน หรือเมื่อสัตว์นักล่าเนื้อตายลงก็จะมีจุลินทรีย์หรือแบคทีเรียต่างๆใช้ซากของสัตว์เหล่านั้นเป็นแหล่งอาหารดูดกินเพื่อยังชีพอีกด้วย โดยจุลินทรีย์ก็จะทําปฏิกิริยากับซากสัตว์เหล่านั้นย่อยสลายให้กลายเป็นปุ๋ย เป็นธาตุอาหารให้แก่พืชต่างๆใช้ดูดกินเพื่อดํารงชีวิตต่อไป โดยที่พืชต่างๆก็ยังเป็นแหล่งอาหารของสัตว์กินพืชอีกทอดหนึ่งด้วย หมุนเวียนเช่นนี้ไปเรื่อยๆไม่รู้จบ

ระบบห่วงโซ่อาหาร (Food Chain)

ส่วน ระบบห่วงโซ่อาหารของสัตว์น้ำก็มีตัวอย่างเช่น ปลาชนิดต่างๆ ปลาเล็กในทะเลจะกินสิ่งมีชีวิตเล็กๆที่เรียกว่า แพลงตอน เป็นอาหาร และปลาเล็กก็จะถูกปลาใหญ่กว่ากินเป็นอาหารอีกทอดหนึ่ง ส่วนปลาใหญ่นั้นจะถูกปลานักล่าเนื้อต่างๆเช่น ฉลาม กินเป็นอาหารต่อไป ส่วนฉลามเมื่อตายลงก็จะกลายเป็นอาหารให้แก่ปลาเล็กปลาน้อยรวมไปถึงแพลงตอนด้วย ซึ่งจะกัดแทะซากและดูดเอาสิ่งที่ไหลออกมาจากซากของฉลามเป็นอาหารด้วยเช่นกัน ระบบห่วงโซ่อาหารยังไม่ได้จํากัดแค่เพียงเฉพาะสัตว์บกกินสัตว์บก หรือสัตว์น้ำกินสัตว์น้ำด้วยกันเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตในน้ำ บนบก หรือในอากาศก็ตาม ก็ยังมีการบริโภคข้ามสถานะกันได้ทั้งสิ้น เช่น หมีก็ยังสามารถจับปลากินได้ นกเหยี่ยวก็สามารถจะโฉบเหยื่อที่อยู่ในน้ํากินได้ หรือปลาบางชนิดยังสามารถจะกระโจนขึ้นไปงับแมลงที่หากินอยู่บนผิวน้ํากินได้ด้วยเช่นกัน

จากตัวอย่างเหล่านี้จะเห็นได้ว่าในระบบห่วงโซ่อาหารนั้น ชีวิตทุกชีวิตจะเป็นได้ทั้งผู้บริโภคและผู้ที่ถูกบริโภคทั้งสิ้น สิ่งเหล่านี้ก็คือรูปแบบของความสมดุลที่ธรรมชาติได้สร้างขึ้นเพื่อให้วงจรต่างๆเกิดการหมุนเวียนกัน หากไร้ซึ่งวงจรเหล่านี้ก็จะทําให้โลกไร้ซึ่งสมดุล อาจมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากจนเกินไป อันจะก่อให้เกิดปัญหาติดตามมาจนส่งผลเสียหายให้แก่ระบบทั้งหมดได้ เช่นถ้าหากไม่มีสิ่งมีชีวิตใดมากินแมลงเลยกระทั่งมีแมลงล้นโลก แมลงก็จะเข้ากัดกินพืชไร่จนส่งผลกระทบให้เกิดความขาดแคลนพืชพรรณธัญญาหารต่อไปได้

ในยุคดึกดําบรรพ์นั้นเคยมีสัตว์หลายชนิดทั้งสัตว์เล็กและสัตว์ใหญ่ที่สูญพันธุ์ลงไปเพราะขาดอาหาร ขาดปัจจัยสําคัญในการมีชีวิตรอดของตนหรือระบบห่วงโซ่อาหารของตนขาดลง และการสูญพันธุ์ของสัตว์เหล่านั้นก็ส่งผลกระทบให้สัตว์หลายๆชนิดต้องสูญพันธุ์ติดตามลงไปด้วย สิ่งนี้ก็คือผลติดตามมาของการที่ห่วงโซ่อาหารถูกทําลายลงไปจะโดยสาเหตุใดก็ตาม โซ่เพียงข้อเดียวที่ขาดก็จะส่งผลต่อโซ่ข้ออื่นๆต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ ซึ่งสิ่งนี้ไม่เพียงแต่เกิดขึ้นในยุคดึกดําบรรพ์เท่านั้น ห่วงโซ่อาหารที่ถูกทําลายลงไปจนทําให้วงจรชีวิตต่างๆเกิดความแปรปรวนจนถึงกับสูญพันธุ์นั้นยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องกันมาทุกยุคสมัยจนกระทั่งถึงยุคสมัยปัจจุบันก็มีสิ่งมีชีวิตนับจํานวนมากมายหลายสายพันธุ์ที่สูญหายไปจากโลกอยู่ตลอดมาด้วยเช่นกัน

ซึ่งในปัจจุบันมีการพบว่าวงจรของห่วงโซ่อาหารต่างๆได้ถูกทําลายในอัตราสูงขึ้นและรวดเร็วขึ้น จนน่าเป็นห่วงว่าการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆจะมีมากขึ้นตามไปด้วย และไม่เพียงแต่การสูญพันธุ์จะมีมากขึ้นเท่านั้น ยังพบอีกด้วยว่าสิ่งมีชีวิตจํานวนมากก็มีแนวโน้มว่าจะเกิดความเบี่ยงเบนทางสายพันธุ์ หรือกลายพันธุ์มากขึ้นเรื่อยๆด้วยเช่นกัน สิ่งที่เกิดขึ้นนี้อาจสร้างความวิบัติใหญ่หลวงให้แก่โลกในอนาคตอย่างไม่มีหนทางหลีกเลี่ยงได้เลยทีเดียว หากระบบห่วงโซ่อาหารต้องถูกทําลายจนร่อยหรอลงไปเรื่อยๆอย่างรวดเร็วเช่นนี้

ทฤษฎีการคัดสรรโดยธรรมชาติของ Charles Darwin

ทฤษฎีการคัดสรรโดยธรรมชาติของ Charles Darwin

จากสิ่งที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าการที่โลกของเรามีความสมดุลขององค์ประกอบต่างๆจนสามารถทําให้เกิดสิ่งมีชีวิตขึ้นมาได้นั้น ไม่ใช่จู่ๆก็มีชีวิตอุบัติขึ้นมาได้เองคล้ายกับถูกเนรมิตขึ้นมาแต่อย่างใด มันจะต้องผ่านกระบวนการต่างๆมาเป็นเวลานานกว่าที่จะเกิดความสมดุลจนเกิดสิ่งมีชีวิตขึ้นได้ และการที่โลกสามารถสร้างระบบต่างๆขึ้นมาจนเป็นโลกอย่างที่เป็นอยู่เช่นในทุกวันนี้ได้ก็ต้องผ่านอะไรมาอย่างมากมายกว่าที่จะมีระบบหรือวงจรต่างๆเกิดขึ้นมาได้ โดยเฉพาะการที่มีสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาอย่างเช่นมนุษย์เกิดขึ้นได้นี้ก็จะต้องมีความสมดุลและสมบูรณ์อย่างเหมาะเจาะ โดยผ่านวิวัฒนาการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ไม่ใช่เพียงชั่วข้ามคืนแน่นอน

การก่อกําเนิดสิ่งมีชีวิตขึ้นมาบนโลกตั้งแต่โลกในยุคเริ่มแรกนั้นได้มีการตั้งทฤษฎขึ้นมากมายหลายทฤษฎี ทฤษฎีที่เคยเชื่อกันอย่างมากในอดีตก็คือสิ่งมีชีวิตถือกําเนิดขึ้นด้วยตัวเองจาก สิ่งไม่มีชีวิต (Spontaneous Generation) เช่นสัตว์ต่างๆเกิดขึ้นมาจากดิน แมลงต่างๆเกิดจากของเน่า ของเสีย เป็นต้น แต่ในปัจจุบันทฤษฎีดังกล่าวนี้ถือเป็นเรื่องไร้สาระไปแล้ว

เมื่อ ชาร์ลส ดาร์วิน (Charles Darwin) ค้นพบทฤษฎีที่มีความเป็นไปได้จริงมากกว่าว่า สิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นจาก การคัดสรรโดยธรรมชาติ (Natural Selection) หมายถึงสิ่งมีชีวิตถือกําเนิดขึ้นตามธรรมชาติ และเกิดขึ้นต่อๆกันในชนิดและสายพันธุ์เดียวกัน เช่น พืชเกิดจากพืช ลิงเกิดจากลิง สุนัขเกิดจากสุนัข เป็นต้น แต่อาจมีความผันแปรกันขึ้นในระหว่างสิ่งมีชีวิตชนิดและสายพันธุ์เดียวกันได้ ซึ่งความผันแปรนี้จะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติที่ทําให้เกิดความแตกต่างกันขึ้นในสิ่งมีชีวิตชนิดและสายพันธุ์เดียวกัน เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมนั้นๆ ซึ่งสิ่งนี้เป็นสาเหตุที่มีสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ๆและมีความหลากหลายเกิดขึ้นมาเรื่อยๆนั่นเอง

ส่วนการถือกําเนิดของสิ่งมีชีวิตเริ่มแรกบนโลกนั้น มีทฤษฎีที่เชื่อกันมากที่สุดกล่าวว่า “สิ่งมีชีวิตถือกําเนิดขึ้นมาจากการทําปฏิกิริยาทางเคมีของธาตุต่างๆ” ตามทฤษฎีนี้กล่าวว่า เมื่อโลกเริ่มเย็นลง และเริ่มมีสภาวะที่สมดุลของสิ่งแวดล้อมต่างๆซึ่งอํานวยต่อการก่อกําเนิดสิ่งมีชีวิตขึ้นนั้น เชื่อกันว่าสิ่งมีชีวิตเริ่มแรกถือกําเนิดขึ้นในน้ำหรือในทะเลก่อนแล้วจึงขึ้นมาบนบก ตามทฤษฎีนี้สันนิษฐานว่าโลกในยุคเริ่มแรกนั้นเต็มไปด้วยก๊าซมีเทน แอมโมเนีย และไฮโดรเจน เมื่อเวลาผ่านไปก๊าซเหล่านี้ได้ทําปฏิกิริยากันจนทําให้เกิดสารเคมีสําคัญที่เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตขึ้นก็คือ กรดอะมิโน (Ameno Acid) และกรดอินทรีย์ (Organic Acid) โดยผ่านวิวัฒนาการมาอีกระยะเวลาหนึ่งจึงได้เกิดเป็นเซลล์เริ่มแรก (Protocell) ขึ้น

เซลล์ดังกล่าวถือเป็นต้นกําเนิดของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดจากเซลล์เริ่มแรกเซลล์เดียวก็วิวัฒนาการต่อๆมาจนกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีหลายเซลล์ จากสิ่งมีชีวิตที่มีรูปแบบไม่ซับซ้อนนักก็กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีรูปแบบซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ และจากสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในน้ําก็วิวัฒนาการขึ้นมา สู่บนบกและในอากาศ สิ่งมีชีวิตชนิดแรกสุดที่เกิดขึ้นบนโลกนั้นเชื่อกันว่าเริ่มจากสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวชนิดหนึ่งที่มีรูปแบบชีวิตใกล้เคียงกับ แบคทีเรียสีฟ้า (Cyanobacteria) ที่พบเห็นได้ในปัจจุบัน

โดยสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวชนิดนี้สามารถพัฒนาตัวเองให้ดํารงชีวิตและเจริญเติบโตขึ้นในน้ำที่มีสภาพเป็นน้ำแข็งหรือตามหินที่มีน้ำแข็งเกาะอยู่ในช่วงที่น้ำในโลกอยู่ในสภาพที่เป็นน้ำแข็งหรือยุคน้ำแข็งยุคแรกของโลก ภายหลังจากที่โลกเริ่มเย็นลงและมีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์อย่างหนาแน่นสะสมอยู่บนชั้นบรรยากาศจนบดบังแสงอาทิตย์ไม่ให้ส่องผ่านลงมาได้ จึงเกิดยุคน้ำแข็งขึ้น กระทั่งน้ำแข็งละลายลงและได้กลายสภาพไปเป็นน้ำทะเล สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวชนิดนี้ก็ยังสามารถปรับสภาพให้อยู่รอดได้ แล้วพัฒนาตัวเองผ่านวิวัฒนาการขั้นต่างๆและขยายสายพันธุ์ออกไปเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆไปเรื่อยๆ (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet