มนุษย์ ตัวการร้ายผู้บ่อนทำลายสภาพแวดล้อมโลก ตอนที่ 2

มนุษย์ ตัวการร้ายผู้บ่อนทำลายสภาพแวดล้อมโลก ตอนที่ 2

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าตอนที่โลกถือกําเนิดขึ้นตอนแรกๆเมื่อ 4,000 ล้านปีก่อนนั้น โลกเต็มไปด้วยน้ำและมหาสมุทร การเกิดขึ้นของน้ำบนโลกมีทฤษฎีที่แตกต่างกันไปมากมายเช่นกัน บ้างก็ว่าเกิดขึ้นจากการปลดปล่อยก๊าซของสสารที่อยู่ในชั้นใต้ผิวโลกขึ้นมาลอยอยู่เหนือพื้นผิวโลกก่อน เมื่อได้ รับอุณหภูมิที่พอเหมาะก็จึงแปรสภาพกลายเป็นน้ํา แต่บ้างก็ว่าเกิดขึ้นจากน้ำแข็งที่อยู่บนดาวหางบางดวงซึ่งเคยพุ่งชนโลกเมื่อพันล้านปีก่อน หรือบ้างก็ว่าเกิดขึ้นจากการระเบิดของภูเขาไฟจํานวนมากในช่วงที่โลกนี้ยังคงร้อนระอุอยู่

กำเนิดโลก (Origin of the earth)

กำเนิดโลก (Origin of the earth)

การระเบิดเมื่อครั้งนั้นได้ปลดปล่อยไอน้ำขึ้นไปลอยสะสมอยู่บนชั้นบรรยากาศ จนกระทั่งเมื่อโลกมีอุณหภูมิที่พอเหมาะ ไอน้ำจึงกลั่นตัวกลายเป็นฝนตกลงมา และยังมีอีกหลายๆทฤษฎีที่ยังหาข้อสรุปชัดเจนไม่ได้ โดยนอกจากทฤษฎีที่เชื่อว่าโลกในยุคแรกๆหลังจากเริ่มเย็นตัวลงจะเต็มไปด้วยน้ำและมหาสมุทรแล้ว ยังสันนิษฐานอีกด้วยว่าแผ่นดินในช่วงแรกๆนั้นเป็นเพียงทวีปแผ่นเดียวแล้วค่อยๆแยกตัวออกเป็นทวีปต่างๆ เมื่อโลกผ่านช่วงเวลาความเปลี่ยนแปลงต่างๆมาเป็นเวลานาน และถึงแม้โลกจะผ่านความเปลี่ยนแปลงต่างๆมานับพันล้านปีแล้ว โลกในยุคปัจจุบันนี้ก็ยังอุดมไปด้วยน้ำ โดยพบว่าพื้นผิวโลกประกอบไปด้วยน้ำมีจํานวนมากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่โลกทั้งหมด โดยนับรวมกันทุกแหล่งน้ำทั้งในทะเลมหาสมุทร บนแผ่นดิน บนภูเขา หรือน้ำที่อยู่ลึกลงไปใต้ผิวดินก็ตาม

แต่ในจํานวนน้ำที่มีอยู่อย่างมากมายมหาศาลทั้งหมดนั้นจะเป็นน้ำทะเลหรือเค็มที่ใช้บริโภคไม่ได้เสียเป็นส่วนใหญ่ โดยมีปริมาณมากถึง 97 เปอร์เซ็นต์ของน้ำทั้งหมด ส่วนน้ำจืดมีปริมาณอยู่เพียงแค่ 3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และในจํานวนน้ำจืดที่มีอยู่เพียงน้อยนิดนี้กลับอยู่ในรูปของน้ำแข็งถึง 68 เปอร์เซ็นต์อีกด้วย ปริมาณน้ำซึ่งสามารถนํามาใช้บริโภคได้จริงจึงมีอยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น หากเทียบกับน้ำที่ไม่สามารถบริโภคได้

กำเนิดโลก (Origin of the earth)

โลกหรือดาวเคราะห์ใดที่มีความสมบูรณ์จนทําให้เกิดสิ่งมีชีวิตขึ้นได้ต้องมีน้ำตามธรรมชาติ 2 ประเภทคือ น้ำจืด (Fresh water) และน้ำทะเล (Sea water) น้ำจืดที่ใช้บริโภคได้เกิดขึ้นได้อย่างไรนั้น มีทฤษฎีที่เชื่อถือกั อย่างมากว่าน้ำจืดในโลกนี้ทั้งหมดถือกําเนิดขึ้นจากไอน้ำ ซึ่งไอน้ำที่ลอยขึ้นบนชั้นบรรยากาศโลกจากการระเบิดของภูเขาไฟในโลกยุคเริ่มแรกนั้นเองที่ทําให้เกิดน้ำจืดขึ้น เมื่อมันกลั่นตัวกลายเป็นฝนตกลงมาขังอยู่ตามแหล่งน้ำต่างๆ บ้างก็ไหลลงไปในที่ต่ำกลายเป็นสายน้ำสายต่างๆ และเกิดเป็นแม่น้ำลําคลองขึ้น

ส่วนฝนที่ตกตามยอดเขาต่างๆหรือในที่ที่มีระดับสูงมากๆและมีอุณหภูมิต่ำก็จะกลายเป็นหิมะจับตัวกันจนหนาแน่นเกาะอยู่ตามยอดเขา หรือกลายเป็นธารน้ำแข็ง และฝนซึ่งตกลงตรงบริเวณขั้วโลกทั้งสองก็จะจับตัวจนหนากลายเป็นแผ่นน้ำแข็ง น้ำเหล่านี้มีคุณสมบัติเป็นน้ำจืด ส่วนการ เกิดขึ้นของน้ำทะเลนั้นก็มีการตั้งทฤษฎีเอาไว้เช่นกันว่าน้ำทะเลหรือน้ำเค็มในมหาสมุทรนั้น เกิดขึ้นจากการที่โลกเผชิญ สภาวะเรือนกระจก (Greenhouse Effect) หรือสภาวะที่โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น

วัฏจักรน้ำ (Water Cycle)

วัฏจักรน้ำ (Water Cycle)

เมื่อครั้งที่โลกถือกําเนิดขึ้นและเริ่มจะเย็นตัวลงใหม่ๆ โลกในยุคนั้นถูกปกคลุมไปด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จํานวนมากมายมหาศาล ก๊าซเหล่านี้ถูกปล่อยออกมาพร้อมกับการระเบิดของภูเขาไฟ และลอยขึ้นไปปกคลุมอยู่ทั่วไปจนหนาแน่นบนชั้นบรรยากาศโลก จึงทําให้อุณหภูมิบนพื้นผิวโลกร้อนขึ้นมาอีกคล้ายกับอยู่ในเรือนกระจก เมื่อโลกร้อนขึ้นน้ำแข็งบริเวณขั้วโลก ธารน้ำแข็ง และหิมะต่างๆซึ่งสะสมอยู่ตามยอดเขาสูงนี้จะละลายลง กลายเป็นน้ำจํานวนมหาศาล น้ำจํานวนมากมายนี้เมื่อไหลลงไปรวมกันก็จะชะเอาแร่ธาตุต่างๆที่อยู่ตามชั้นดินชั้นหินตามเส้นทางที่น้ำไหลผ่านปะปนมาด้วย ซึ่งเชื่อกันว่าแร่ธาตุต่างๆในโลกยุคเริ่มแรกมีความเข้มข้นกว่าในปัจจุบันหลายเท่าตัวเลยทีเดียว และน้ำที่มีแร่ธาตุอันเข้มข้นปะปนอยู่เหล่านั้นก็ได้ไหลลงไปรวมกันในที่ต่ำจนทําให้เกิดเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่ขึ้น

วัฏจักรน้ำ (Water Cycle)

เมื่อเวลาผ่านไปเป็นเวลานาน น้ำได้ไหลลงแอ่งน้ำเรื่อยๆและขยายอาณาเขตออกไปจนกว้างขวางขึ้นเรื่อยๆอย่างไม่สิ้นสุดจนกว่าการละลายของน้ำแข็งจะหยุดลงหรือโลกได้เริ่มเย็นลงอีกครั้ง และแร่ธาตุต่างๆที่ถูกชะมาผสมปนเปรวมกันอยู่ในแอ่งน้ำกว้างใหญ่นี้เองที่ทําให้เกิดความเค็มขึ้น จนเวลาต่อมาแอ่งน้ำต่างๆที่ขยายออกไปจนใหญ่โตกว้างขวางขึ้นเรื่อยๆอย่างไม่รู้จบนั้น ก็ได้มาบรรจบกันกลายเป็นมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาลนั่นเอง โดยธรรมชาติก็ยังได้สร้างระบบความสมดุลในการหมุนเวียนของวงจรน้ำจืดและน้ำทะเลขึ้นเพื่อใช้หล่อเลี้ยงระบบนิเวศให้ดํารงอยู่สืบต่อไปได้เรื่อยๆอย่างไม่มีที่สิ้นสุดอีกด้วย วงจรดังกล่าวนี้เรียกว่า “วัฏจักรน้ำ (Water Cycle)”

วัฏจักรน้ำ คือกระบวนการหมุนเวียนกันอย่างไม่รู้จบของน้ำวัฏจักร น้ำจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อโลกเริ่มมีสภาวะที่สมดุลของสภาพแวดล้อมขึ้นแล้วจึงจะเกิดกระบวนการหมุนเวียนของน้ำขึ้นได้ กระบวนการดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นมาจากความร้อนของแสงอาทิตย์ที่ส่องลงมาแผดเผาน้ำทะเลหรือน้ำจืดตามแหล่งน้ำต่างๆ น้ำทะเลเมื่อระเหยกลายเป็นไอน้ํานั้น แร่ธาตุต่างๆ เช่น เกลือ หรือแร่ธาตุอื่นๆซึ่งเจือปนอยู่ในน้ำทะเลจะไม่สามารถระเหยตามขึ้นไปกับไอน้ำได้ หรืออาจจะมีบ้างก็ในปริมาณแค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

วัฏจักรน้ำ (Water Cycle)

นอกจากไอน้ำจะระเหยจากแหล่งน้ำต่างๆแล้ว ไอน้ำยังระเหยจากพืชได้อีกด้วย และยังมีไอน้ำส่วนหนึ่งซึ่งอาศัยกระบวนการระเหิดจากการแผดเผาแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ หิมะบนยอดเขา และธารน้ำแข็งต่างๆด้วยเช่นกัน ไอน้ำทั้งหมดที่เกิดขึ้นจะลอยขึ้นไปในชั้นบรรยากาศเนื่องจากมีน้ำหนักเบา เมื่อไอน้ำลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศแล้วมันก็จะจับตัวกันเป็นกลุ่มก้อนกลายเป็นก้อนเมฆลอยไปในที่ต่างๆโดยมีกระแสลมพัดพาไป และเมื่อกลุ่มไอน้ำหรือกลุ่มเมฆลอยไปปะทะเข้ากับอุณหภูมิที่เย็นก็จะกลั่นตัวกลับกลายเป็นหยดน้ำหรือน้ำฝนที่มีคุณสมบัติเป็นน้ำจืดตกลงสู่พื้นดิน โดยบางส่วนก็จะตกลงในทะเลและแม่น้ำลําคลองต่างๆ บางส่วนก็จะไหลซึมผ่านผิวดินและชั้นหินไปเก็บกักเอาไว้ในชั้นใต้ดินกลายเป็นน้ำบาดาลด้วยเช่นกัน

น้ำต่างๆเหล่านี้รวมถึงน้ำใต้ดินที่ผุดขึ้นมาบนผิวดินบางส่วนก็จะถูกเผาผลาญกลับไปเป็นไอน้ำได้อีก เป็นเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่มีวันจบสิ้นตราบใดที่โลกยังคงมีความสมดุลและสมบูรณ์ วัฏจักรของน้ำก็จะดําเนินอยู่ต่อไปเช่นนี้ไม่เปลี่ยนแปลงชั่วกาลนาน น้ำจึงเป็นสิ่งสําคัญสิ่งแรกๆในการที่จะทําให้เกิดองค์ประกอบของการกําเนิดชีวิตขึ้นบนโลก และด้วยความสําคัญของน้ำเช่นนี้ น้ำจึงเป็นปัจจัยแรกๆที่นักวิทยาศาสตร์ใช้ในการสํารวจเพื่อค้นหาสิ่งมีชีวิตที่อาจมีอยู่บนดาวดวงอื่นอีกด้วย

สําหรับแร่ธาตุที่เจืออยู่ในน้ำทั้งสองชนิดคือน้ำทะเลและน้ำจืดนั้นจะมีความแตกต่างกันอย่างมาก โดยปกติคนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าน้ำทะเลจะประกอบด้วยปริมาณของเกลือเป็นจํานวนมากจึงทําให้เกิดความเค็มขึ้น แต่ที่จริงแล้วปริมาณของแร่ธาตุซึ่งเป็นเกลือจะมีอยู่ในน้ำทะเลจํานวนเพียงเล็กน้อย คือแค่ 3.5 เปอร์เซ็นต์ หรือน้ำทะเล 1 กิโลกรัมจะแยกเกลือออกมาได้เพียง 35 กรัม นอกจากนี้ในน้ำทะเลก็ยังมีน้ำจืดปะปนอยู่ด้วย โดยยังมีแร่ธาตุอื่นๆปนอยู่ด้วยมากมาย เช่น ออกซิเจน ไฮโดรเจน คลอรีน โซเดียม แมกนีเซียม กํามะถัน แคลเซียม โปแตสเซียม โบรมีน และ คาร์บอน

เกลือทะเล (Sea Salt)

การที่น้ำทะเลมีความเค็มก็เพราะแร่ธาตุต่างๆเหล่านี้เองที่รวมกันจนทําให้เกิดเป็น เกลือทะเล (Sea Salt) ขึ้น เกลือทะเลจึงเป็นเกลือจากธรรมชาติที่มีองค์ประกอบแตกต่างไปจากเกลือที่เกิดจากกระบวนการผลิตหรือเกลือซึ่งผลิตโดยกระบวนการทางเคมีเพื่อใช้ในการปรุงอาหาร เนื่องจากเกลือที่เกิดจากกระบวนการทางเคมีนั้นมาจากสารประกอบทางเคมีที่แตกต่างออกไป จากเกลือธรรมชาตินั่นเอง ส่วนน้ำจืดนั้นจัดเป็นน้ำบริสุทธิ์ หมายถึงน้ำที่ไม่มีสิ่งใดเจือปน แต่อันที่จริงแล้วน้ำจืดไม่ได้บริสุทธิ์เสียทีเดียวยังมีสิ่งอื่นๆเจือปนอยู่ด้วย โดยมีปริมาณของเกลือเจือปนอยู่ด้วย แต่ก็มีน้อยมากเพียงแค่ 0.5 ใน 1,000 ส่วนเท่านั้น จึงแทบไม่สามารถที่จะสกัดออกมาได้เลย

นอกจากนี้ยังมีแบคทีเรียเจือปนอยู่ด้วยเช่นกัน แต่ก็ยังมีปริมาณที่น้อยหากเทียบกับปริมาณของน้ำ ซึ่งความเข้มข้นของสิ่งที่เจือปนก็ยังแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่ของแหล่งน้ํานั้นๆอีกด้วย และด้วยปริมาณของแร่ธาตุที่ปนอยู่น้อยมากเช่นนี้ จึงทําให้น้ำจืดมีมวลหนาแน่นน้อยกว่าน้ำทะเลหลายเท่าตัวเลยทีเดียว โดยทั้งน้ำจืดและน้ำทะเลนี้ล้วนแต่มีประโยชน์ต่อการดํารงชีวิตของสิ่งมีชีวิตต่างๆบนโลกด้วยกันทั้งสิ้น เนื่องจากสิ่งมีชีวิตบนโลกมีทั้งที่ต้องพึ่งพาน้ำจืดและน้ำทะเล สัตว์น้ำจืดหรือพืชน้ำจืดซึ่งมีชีวิตอยู่ได้ด้วย น้ำจืดนั้นไม่สามารถจะอาศัยอยู่ในน้ำทะเลหรือบริโภคน้ำทะเลได้ ส่วนสิ่งมีชีวิตในทะเลและมหาสมุทรทั่วไปก็ไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ในน้ำจืด สิ่งนี้ก็คือระบบความสมดุลที่ชีวิตต่างๆได้ปรับตัวให้เข้ากับสภาพชีวิตตามแต่สภาวะแวดล้อมต่างๆได้อย่างลงตัวบนโลก

ระบบชีวิตต่างๆเช่นนี้ก็คือวงจรชีวิตที่มีการก่อกําเนิดและดํารงชีพด้วยการดิ้นรนปรับสภาพเพื่อความอยู่รอดของตนไปตามแต่ชนิดและเผ่าพันธุ์ของตน โดยกว่าที่สิ่งมีชีวิตจะมีวิวัฒนาการที่ จะทําให้ดํารงอยู่เช่นนี้ได้ก็ไม่ใช่จะเกิดขึ้นมาในช่วงเวลาอันสั้น แต่ผ่านช่วงเวลาต่างๆมานานนับเป็นพันเป็นล้านปีเลยทีเดียว กว่าจะมีความเหมาะเจาะลงตัวจนเกิดวงจรชีวิตรูปแบบเฉพาะของตนตั้งแต่การถือกําเนิด ขยายพันธุ์ และดํารงอยู่ตามสิ่งแวดล้อมนั้นๆจนเป็นระบบชีวิตที่สมบูรณ์ตามชนิดและสายพันธุ์ของตน และสืบพันธุ์ต่อไปได้เรื่อยๆโดยไม่สูญพันธุ์ลง

สภาพอากาศตามวัน (Weather) และสภาพอากาศตามฤดูกาล (Climate)

สภาพอากาศตามวัน (Weather) และสภาพอากาศตามฤดูกาล (Climate)

ความสมดุลที่เกิดขึ้นจนทําให้เกิดสิ่งมีชีวิตขึ้นบนโลกได้นี้ก็ยังต้องมีปัจจัยสําคัญอีกอย่างหนึ่งคือ มีสภาพอากาศที่เหมาะสม มีน้ำอย่างบริบูรณ์ จึงจะทําให้สิ่งมีชีวิตดํารงชีวิตเกิดขึ้นและดํารงอยู่ได้ การมีอากาศเหมาะสมไม่ได้หมายความแต่เพียงแค่การมีก๊าซที่จําเป็นต่อการหายใจอย่างเช่นก๊าซออกซิเจนเท่านั้น แต่หมายรวมไปถึงสภาพภูมิอากาศและฤดูกาลอันเหมาะสมอีกด้วย ถึงแม้ว่าน้ำจะเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตทั้งมวลบนโลก แต่น้ำเพียงอย่างเดียวก็คงไม่สามารถทําให้ชีวิตสามารถอยู่รอดได้ อากาศอันเหมาะสมและสภาพภูมิอากาศที่ดีจึงถือเป็นองค์ประกอบอันสําคัญอีกสิ่งหนึ่งที่ทําให้สิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นมาสามารถมีชีวิตอยู่รอดได้ ทั้งน้ำและอากาศจึงเป็นความสมดุลควบคู่กันเช่นนี้ตลอดมา ถ้าหากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือสิ่งใดเสียหายไป ความสมดุลคงไม่มีทางจะเกิดขึ้นได้ และสิ่งมีชีวิตทั้งหมดก็ไม่อาจจะอยู่รอดได้ด้วยเช่นกัน

โดยปกติแล้วธรรมชาติได้สร้างความสมดุลเอาไว้ในสภาพภูมิอากาศเพื่อให้สิ่งมีชีวิตสามารถอยู่รอดได้ โดยมีสภาพภูมิอากาศที่สมดุลขึ้นมา 2 ลักษณะ คือ สภาพอากาศตามวัน (Weather) กับ สภาพอากาศตามฤดูกาล (Climate) สภาพอากาศทั้ง 2 ลักษณะถือเป็นปัจจัยจําเป็นอย่างยิ่งที่ทําให้สิ่งมีชีวิตดํารงชีวิตและสืบเผ่าพันธุ์อยู่ต่อไปได้เป็นปกติ

สภาพอากาศตามวันหรือกลางวันกลางคืนนั้น ช่วงเวลากลางวันจะมีอากาศร้อนและอบอุ่น จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมแก่การทํางาน สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่จึงใช้ช่วงเวลานี้ในการออกหากิน พอถึงเวลากลางคืน อากาศก็จะเย็นลง จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะแก่การพักผ่อน สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่จะใช้ช่วงเวลานี้สําหรับการพักผ่อนนอนหลับ

ส่วนสภาพอากาศตามฤดูกาลนั้น เช่น ในฤดูร้อนจะมีสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวสิ่งมีชีวิตก็จะมีพฤติกรรมอันตอบสนองต่อความร้อนที่เกิดขึ้นกันไปต่างๆนานา อาหารการกินและชีวิตความเป็นอยู่ก็จะถูกปรับตัวให้เข้ากับอากาศที่ร้อนอบอ้าวนี้ หรือเมื่อถึงฤดูหนาว อากาศอันหนาวเย็นก็จะทําให้พฤติกรรมเปลี่ยนไปอีกแบบหนึ่ง อาหารการกินหรือความเป็นอยู่ก็ถูกปรับให้เหมาะสมกับความหนาวเย็นที่เกิดขึ้นด้วย ถือเป็นการดํารงชีวิตที่ถ่วงดุลกันไปเช่นนี้ ไม่ได้มีแต่ร้อนหรือเย็นเพียงอย่างเดียว เพราะถ้าหากมีสภาพอากาศอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว ชีวิตก็ไม่อาจดํารงอยู่ได้อย่างเป็นปกติสุข

สภาพอากาศตามวัน (Weather) และสภาพอากาศตามฤดูกาล (Climate)

สําหรับการเกิดปรากฏการณ์กลางวันและกลางคืนขึ้นนั้น ปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นจากการหมุนรอบตัวเองของโลก การหมุนรอบตัวเองครบ 1 รอบใน 1 วัน จะทําให้เกิดเป็นกลางวันและกลางคืนขึ้น โดยที่ซีกโลกด้านใดหมุนเข้าหาดวงอาทิตย์ ซีกนั้นก็จะเป็นช่วงเวลากลางวัน อากาศจึงร้อนเพราะได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์ ส่วนด้านที่หันออกจากดวงอาทิตย์ก็จะเป็นช่วงเวลากลางคืน อากาศเย็นลงเพราะไม่ได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์ และการหมุนรอบตัวเองของโลกที่หมุนจากทิศตะวันตกไปยังทิศตะวันออกเช่นนี้เสมอ ก็ยังทําให้เราเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้าทางด้านทิศตะวันออกและตกลงทางขอบฟ้าด้านทิศตะวันตก เป็นเช่นนี้ตลอดไปในแต่ละวันด้วยเช่นกัน

สภาพอากาศตามวัน (Weather) และสภาพอากาศตามฤดูกาล (Climate)

ส่วนสภาพภูมิอากาศตามฤดูกาลนั้น ฤดูกาลต่างๆเกิดขึ้นจากการที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์โดยสัมพันธ์กับแกนโลกที่เอียง ไม่ได้ตั้งฉากตรงดิ่งอย่างสมบูรณ์ การที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ด้วยแกนที่เอียงนี้เองจึงทําให้ภูมิภาคต่างๆบนโลกหันเข้ารับอิทธิพลของดวงอาทิตย์ไม่เท่ากัน โลกมีการโคจรรอบดวงอาทิตย์ครบ 1 รอบเฉลี่ย 365 วัน หรือ 1 ปี ช่วงเวลาที่ซีกโลกบนโคจรออกห่างจากดวงอาทิตย์ ซีกโลกบนก็จะเข้าสู่ช่วงฤดูหนาว ตรงกันข้ามหากซีกโลกล่างโคจรออกห่างจากดวงอาทิตย์ซีกโลกล่างก็จะเข้าสู่ช่วงฤดูหนาวแทน ส่วนซีกโลกที่หันเข้าหาดวงอาทิตย์มากกว่าก็จะอยู่ในช่วงฤดูร้อน และจากการที่แกนโลกเอียงเช่นกันจึงทําให้โลกต้องหมุนรอบตัวเองในลักษณะเอียงตามไปด้วย

ด้วยเหตุนี้บริเวณต่างๆของโลกจึงมีช่วงเวลาในการรับแสงอาทิตย์ไม่เท่ากัน ช่วงเวลากลางวันและกลางคืนในฤดูกาลต่างๆจึงมีจํานวนชั่วโมงไม่เท่ากันไปด้วย ในขณะที่บริเวณเส้นศูนย์สูตร ช่วงเวลาระหว่างกลางวันกับกลางคืนจะเท่ากันเสมอ คือมีจํานวน 12 ชั่วโมงเท่ากัน เนื่องจากเป็นบริเวณเดียวที่มีโอกาสรับอิทธิพลจากดวงอาทิตย์ได้เท่ากันหมด ไม่ว่าโลกจะโคจรไปอยู่ในตําแหน่งใดก็ตาม (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet