มนุษย์ ตัวการร้ายผู้บ่อนทำลายสภาพแวดล้อมโลก ตอนที่ 3

มนุษย์ ตัวการร้ายผู้บ่อนทำลายสภาพแวดล้อมโลก ตอนที่ 3

ในสภาวะปกตินั้นโลกจะเกิดฤดูกาลต่างๆขึ้น 3-4 ฤดูกาล จากการโคจรรอบดวงอาทิตย์ที่ทําให้พื้นผิวโลกบริเวณต่างๆได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์ไม่เท่ากันเสมอไปตลอดช่วงเวลา 1 ปี ซึ่งจากการที่พื้นที่ต่างๆได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์ต่างกันเช่นนี้ จึงทําให้เกิดสภาพอากาศแตกต่างกันไปด้วยและเกิดเป็นฤดูกาลต่างๆขึ้น ซึ่งตามปกติโลกจะมีฤดูกาลต่างๆแบ่งออกได้เป็น 3 หรือ 4 ฤดูกาลตามแต่ละภูมิภาค โดยภูมิภาคที่อยู่ในซีกโลกเหนือด้านทิศตะวันตกและอยู่นอกเขตลมมรสุม หรือบริเวณทวีปทางตอนเหนือของโลกนั้น ส่วนใหญ่จะมีฤดูกาลแบ่งออกเป็น 4 ฤดูกาล ดังนี

ฤดูกาลต่างๆของโลก

ฤดูใบไม้ผลิ (Spring)

ฤดูใบไม้ผลิ (Spring) เริ่มต้นในเดือนมีนาคมเมื่อแต่ละซีกโลกหันเข้าหาดวงอาทิตย์พร้อมกัน กลางวันจะนานเท่ากับกลางคืน

ฤดูร้อน (Summer)

ฤดูร้อน (Summer) เริ่มต้นในเดือนมิถุนายนเมื่อซีกโลกเหนือหันเข้าหาดวงอาทิตย์ กลางวันจะนานกว่ากลางคืน โดยจะมีพายุฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นได้ด้วยในฤดูนี้

ฤดูใบไม้ร่วง (Autumn)

ฤดูใบไม้ร่วง (Autumn) เริ่มต้นในเดือนกันยายนเมื่อแต่ละซีกโลกหันเข้าหาดวงอาทิตย์พร้อมกัน กลางวันจะนานเท่ากับกลางคืน

ฤดูหนาว (Winter)

ฤดูหนาว (Winter) เริ่มต้นในเดือนธันวาคมเมื่อซีกโลกเหนือหันออกจากดวงอาทิตย์ กลางคืนจะนานกว่ากลางวัน

นอกจากฤดูกาลจะเกิดขึ้นได้จากวงโคจรระหว่างโลกกับอิทธิพลของดวงอาทิตย์แล้ว อิทธิพลของสภาพภูมิอากาศบนโลกเองก็ยังสามารถทําให้เกิดฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลงไปได้อีกด้วย ก็คืออิทธิพลของลมมรสุม (Monsoon) ซึ่งเกิดขึ้นจากการถ่ายเทความร้อนจากแสงอาทิตย์ระหว่างแผ่นดินกับน้ำในมหาสมุทร ทําให้เกิดกระแสลมหมุนเวียนซึ่งพัดผ่านไปในทิศทางที่คงที่อย่างสม่ำเสมอ กระแสลมดังกล่าวก็คือลมมรสุม กระแสลมมรสุมนี้จะพัดไปในทิศทางที่แน่นอนและสม่ำเสมอไม่เปลี่ยนแปลง จึงเกิดเป็นฤดูกาลที่สม่ำเสมอขึ้นด้วยเช่นกัน

สําหรับในภูมิภาคที่อยู่ในเขตเส้นศูนย์สูตรนั้นจะมีสภาพอากาศที่ร้อนกว่าภูมิภาคอื่นๆ เพราะเป็นบริเวณที่รับแสงอาทิตย์ได้โดยตรงมากกว่าพื้นที่อื่นๆ แต่สําหรับในย่านที่ลมมรสุมพัดผ่านแล้ว ภูมิภาคนั้นก็จะมีความชุ่มชื้นกว่า เพราะมีกระแสลมมรสุมซึ่งจะทําให้เกิดมีปริมาณฝนที่ตกชุกกว่าในย่านอื่นๆ ฤดูกาลในภูมิภาคที่มีกระแสลมนี้จึงเกิดฤดูกาลแบ่งออกได้เป็น 3 ฤดู คือ

ฤดูร้อน (Summer) เริ่มต้นในเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม

ฤดูฝน (Rain) เริ่มต้นในเดือนมิถุนายนถึงเดือนตุลาคม

ฤดูหนาว (Winter) เริ่มต้นในเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์

กระแสลมมรสุมนี้เกิดจากอุณหภูมิที่แตกต่างกันของสภาพอากาศเหนือแผ่นดินกับน้ำในมหาสมุทร จึงได้เกิดการถ่ายเทความร้อนระหว่างกันขึ้น เช่น ในฤดูหนาวนั้นอุณหภูมิบนแผ่นดินจะมีอุณหภูมิเย็นกว่าหรือต่ำกว่าอุณหภูมิของน้ำในมหาสมุทร บนแผ่นดินจึงมีสภาวะ “ความกดอากาศสูง” อากาศเหนือผิวน้ำในมหาสมุทรที่ร้อนกว่าหรือมีอุณหภูมิที่สูงกว่าจึงได้เกิดสภาวะ “ความกดอากาศต่ำ” ขึ้นบริเวณที่เกิดความกดอากาศสูง หมายถึงบริเวณที่มีมวลอากาศหนาแน่นกว่า ส่วนบริเวณที่มีความกดอากาศต่ำก็จะมีมวลอากาศที่เบาบางกว่า

โดยธรรมชาติแล้วอากาศจะมีการเคลื่อนที่และถ่ายเทไปมาอยู่ตลอดเวลา อากาศตรงบริเวณที่มีมวลหนาแน่นกว่าก็จะเกิดแรงกดอากาศสูงกว่าจึงไหลไปสู่บริเวณที่มีแรงกดอากาศต่ำกว่า หรือที่ที่มีมวลอากาศเบาบางกว่าเป็นการทดแทนกันเช่นนี้เสมอตามกฎของธรรมชาติ การเคลื่อนที่ของมวลอากาศที่ถ่ายเทกันไปมาเช่นนี้เองที่ทําให้เกิดกระแสลมขึ้น กระแสลมมรสุมก็เช่นกัน เมื่ออากาศที่อยู่เหนือแผ่นดินซึ่งมีความกดอากาศสูงกว่าได้เกิดการถ่ายเทและไหลไปแทนที่อากาศเหนือมหาสมุทรที่มีความกดอากาศต่ำกว่า

ปรากฏการณ์เช่นนี้จึงทําให้เกิดกระแสลมพัดออกจากแผ่นดินไปสู่มหาสมุทรในฤดูหนาว แต่พอฤดูร้อน อุณหภูมิบนแผ่นดินจะร้อนกว่าอุณหภูมิของน้ำในมหาสมุทร จึงเกิดความกดอากาศที่ต่ำกว่า ซึ่งอุณหภูมิเหนือน้ำในมหาสมุทรที่เย็นกว่าก็จะเกิดเป็นความกดอากาศสูง จึงทําให้มีการถ่ายเทอากาศจากบริเวณเหนือมหาสมุทรไหลไปแทนที่อากาศบนแผ่นดินเป็นการกลับกัน ปรากฏการณ์เช่นนี้จะทําให้เกิดมีกระแสลมพัดกลับทิศทางกัน โดยพัดจากมหาสมุทรเข้าไปในแผ่นดินแทน

ปรากฏการณ์ทั้งสองนี้เองที่ทําให้เกิดกระแสลมมรสุมพัดกลับไปกลับมาระหว่างแผ่นดินกับมหาสมุทร สําหรับทิศทางการพัดของกระแสลมมรสุมที่มีอิทธิพลสําคัญต่อสภาพภูมิอากาศโลกนั้นจะมีกระแสลมที่พัดกลับไปกลับมาอยู่ 2 ทิศทาง คือ ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ และลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้

ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือคือกระแสลมที่พัดจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือลงไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ กระแสลมนี้มีแหล่งกําเนิดขึ้นจากบริเวณที่มีความกดอากาศสูงในฤดูหนาวบริเวณซีกโลกเหนือ หรือตรงแถบประเทศมองโกเลียและจีน จึงเกิดเป็นกระแสลมที่พัดพาเอามวลอากาศเย็นจากบริเวณนั้นลงมาจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือลงสู่มหาสมุทรอินเดียทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งมีมวลอากาศร้อน และมีความกดอากาศที่ต่ำกว่า ซึ่งตามเส้นทางที่กระแสลมนี้พัดผ่านก็จะเกิดความเย็นขึ้นเมื่อมาปะทะเข้ากับมวลอากาศขึ้นบริเวณใกล้กับมหาสมุทรก็จะเกิดเป็นลมพายุขึ้น มีฝนตกชุกกลายเป็นฤดูฝนในช่วงเวลาที่กระแสลมนี้พัดผ่าน หรือที่มักเรียกกันว่า “ฤดู มรสุม” จนเมื่อสิ้นสุดอิทธิพลของลมมรสุมลงแล้ว บริเวณนี้ก็จะเกิดความหนาวเย็นขึ้น และเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวต่อไป

ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้คือลมที่พัดจากบริเวณมหาสมุทรอินเดียที่อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ขึ้นไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เกิดขึ้นจากอากาศบริเวณที่มีความกดอากาศสูงในซีกโลกใต้บริเวณมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งมีอากาศที่เย็นกว่าบริเวณแผ่นดินในช่วงฤดูร้อน จึงเกิดเป็นกระแสลมพัดจากมหาสมุทรอินเดียขึ้นไปบนแผ่นดินทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเส้นทางที่กระแสลมนี้พัดผ่านก็จะทําให้เกิดฝนตกชุกโดยทั่วไปด้วยเช่นกัน แต่ช่วงเวลาการเกิดลมมรสุมทั้งสองนี้อาจผันแปรไปได้โดยขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการเกิดฤดูหนาวและฤดูร้อนในแต่ละปีที่อาจมีความคลาดเคลื่อนไปด้วย

นอกจากฤดูกาลต่างๆบนโลกจะเกิดจากอิทธิพลของพลังงานความร้อนที่ได้รับจากดวงอาทิตย์เป็นหลักแล้ว ยังมีตัวแปรสําคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลาบนโลก รวมไปจนถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบนชั้นบรรยากาศโลกอีกด้วยที่สามารถทําให้ฤดูกาลต่างๆบนโลกเกิดเป็นปกติหรือผิดเพี้ยนไปได้ เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศโลกหรือก๊าซชนิดอื่นๆก็ตาม หากมีปริมาณของสิ่งต่างๆนี้เป็นจํานวนมากจนเกินไปก็จะทําให้พื้นผิวโลกเกิดความร้อนหรือหนาวเย็นจนเกินไปได้ หรือเกิดฤดูกาลที่ผิดเพี้ยน เกิดสภาพอากาศที่วิปริตผิดไปจากปกติ ซึ่งจะส่งผลให้สภาพแวดล้อมต่างๆบนพื้นผิวโลกแปรเปลี่ยนไปในทางที่เลวร้ายลงได้เช่นกัน

สภาพอากาศและฤดูกาลต่างๆที่เกิดขึ้นนี้ผูกพันกับวิถีชีวิตของสิ่งมีชีวิตบนโลกอย่างแยกกันไม่ออก เนื่องจากสภาพอากาศตามฤดูกาลต่างๆนี้ก็คือระบบความสมดุลซึ่งเกิดขึ้นเพื่อให้ชีวิตต่างๆสามารถที่จะดํารงอยู่ได้ และโลกก็ยังจะมีอายุอยู่ได้อย่างยั่งยืนอีกด้วยถ้าหากมีสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์และสมดุล ระบบนิเวศก็จะสมดุลไปด้วย วงจรชีวิตต่างๆก็จะสามารถดําเนินชีวิตไปได้อย่างสมดุล ระบบห่วงโซ่อาหารก็จะเกิดความสมดุลด้วยเช่นกัน ทุกสิ่งทุกอย่างจะสามารถพึ่งพาอาศัยหมุนเวียนกันไปมาอย่างสมบูรณ์เช่นนี้ได้ก็ด้วยธรรมชาติสร้างสรรค์ขึ้นมาเช่นนี้เอง แม้ในบางครั้งจะเกิดภัยพิบัติร้ายแรงใหญ่หลวง แต่ธรรมชาติก็จะฟอกฟื้นสิ่งเหล่านั้นกลับขึ้นมาใหม่ได้เองโดยไม่ต้องมีใครเป็นผู้มาช่วยกระทํา

สมมติฐานกายอา (Gaia Hypothesis)

สมมติฐานกายอา (Gaia Hypothesis)

จากการที่โลกมีวงจรต่างๆเหล่านี้ขึ้นมาเพื่อรักษาความสมดุลของตัวเองให้สามารถดํารงอยู่ได้ และเพื่อให้ทุกชีวิตบนโลกได้อยู่อาศัยและสืบเผ่าพันธุ์ไปชั่วกาลนานได้ จึงมีการเสนอแนวคิดขึ้นมาว่าโลกน่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่เหนือสิ่งมีชีวิตทั้งมวลบนโลก เป็นสิ่งมีชีวิตที่จะคอยควบคุมและปกปักรักษาทุกๆชีวิตบนโลกและตัวของโลกเอง แนวคิดเช่นนี้ได้รับความสนใจและเป็นที่ยอมรับกันอย่างมากในปัจจุบัน

ยิ่งเมื่อโลกกําลังเผชิญกับสภาวะโลกร้อนที่เลวร้ายมากขึ้นจนส่งผลให้เกิดภัยธรรมชาติที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น และบ่อยครั้งขึ้นเช่นในทุกวันนี้ก็ยิ่งมีผู้หันมาให้ความสนใจในแนวคิดเช่นนี้กันมากยิ่งขึ้นทุกที เพราะเชื่อว่าสิ่งที่กําลังเกิด ขึ้นนี้เป็นเพราะโลกนั้นมีชีวิตและกําลังปรับตัวปรับสภาพ ช่วยเหลือตัวเองให้กลับมามีความสมดุลได้ใหม่ คล้ายกับระบบชีวิตชีวิตหนึ่งเช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บนโลกทั่วๆไป ซึ่งสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปเพื่อปกป้องตัวเองได้ จึงมีการตั้งสมมติฐานขึ้นมาเพื่อใช้อธิบายถึงการเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งของโลกขึ้นมาให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น โดยมีชื่อเรียกสมมติฐานนี้ว่า “สมมติฐานกายอา (Gaia Hypothesis)”

สมมติฐานดังกล่าวนี้ตั้งขึ้นจากความเชื่อที่ว่าโลกก็คือสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งจึงต้องมีวงจรชีวิตของตนเพื่อการดํารงชีวิตให้อยู่รอดได้ โดยจากสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสภาพภูมิอากาศ ระบบนิเวศ หรือการเกิดขึ้นของวงจรน้ำก็ตาม ก็คือวงจรชีวิตของโลกนั่นเอง และเพื่อให้โลกสามารถดํารงชีวิตสืบต่อไปได้เรื่อยๆจนกว่าจะสิ้นอายุขัยลง จึงจะต้องมีการปรับตัวปรับสภาพของตนเองให้เกิดความสมดุลอยู่ตลอดเวลา และการเกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติต่างๆขึ้น เช่น การถ่ายเทกระแสลม การเกิดลมพายุ หรือแม้แต่ปรากฏการณ์แผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิดก็คือการปรับสภาพตัวเองให้เกิดความสมดุลขึ้นของโลกนั่นเอง

หรืออีกปรากฏการณ์หนึ่งที่จะเปรียบให้เห็นว่าโลกมีชีวิตก็คือ เมื่อโลกได้รับอิทธิพลความร้อนจนมากเกินไป โลกก็จะมีระบบระบายความร้อนออกไปเพื่อให้กลับคืนมาอยู่ในระดับที่สมดุลได้ ด้วยระบบสําหรับระบายความร้อนของโลกที่มีอยู่มากมายหลายทาง คล้ายกับระบบรักษาอุณหภูมิภายในร่างกายมนุษย์ที่จะต้องคอยปรับระดับอุณหภูมิไม่ให้สูงเกินปกติอยู่เสมอ ซึ่งมนุษย์นั้นมีกระบวนการถ่ายเทความร้อนเพื่อรักษาระดับอุณหภูมิได้หลายทาง เช่น การขับเหงื่อ และการ ระบายออกทางระบบขับถ่ายต่างๆ เป็นต้น

แต่สําหรับโลกแล้ว การถ่ายเทของกระแสลมและกระแสน้ำในมหาสมุทรต่างๆที่ไหลเวียนไปมาอย่างต่อเนื่องไปทั่วทุกย่านมหาสมุทรก็คือระบบรักษาสมดุลของโลกระบบหนึ่งด้วยเช่นกัน หรือปรากฏการณ์ธรรมชาติต่างๆที่เกิดขึ้น เช่น ลมพายุ หรือแม้แต่การเกิดแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิดขึ้นก็สามารถเปรียบเทียบได้กับการระบายลม การพลิกตัว และการปลดปล่อยพลังงานซึ่งอัดแน่นออกมา เพื่อให้ตนเองมีสภาวะที่สมดุลอยู่ได้ตลอดเวลา ก็เช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตที่มีระบบ การหมุนเวียนของเลือดและลม มีระบบขับถ่ายต่างๆ เพื่อจะให้ร่างกายเกิดความสมดุลนั่นเอง

โดยปกตินั้นโลกมีกระแสลมที่หมุนเวียนไปมาอย่างเป็นระบบอยู่แล้ว และการเกิดพายุฝนฟ้าคะนองหรือพายุรุนแรงขึ้นก็เป็นวงจรปกติของโลกเช่นกัน ไม่ใช่ปรากฏการณ์วิปริตผิดธรรมชาติแต่อย่างใด และก็ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างรุนแรงบ่อยครั้งจนเกินไป แม้จะสร้างความเสียหายขึ้นก็เป็นไปตามวงจรที่จะต้องเกิดหรือที่การเกิดแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิดขึ้นก็ตามก็ยังเป็นปรากฏการณ์ปกติที่โลกต้องการปลดปล่อยพลังงานที่อัดแน่นอยู่ออกมา

ซึ่งถ้าหากโลกอยู่ในสภาวะปกติหรือไม่มีอะไรไปกระตุ้นให้เกิดอาการเจ็บป่วยแล้ว ปรากฏการณ์ดังกล่าวก็จะเกิดขึ้นไปตามวงจรปกติของมันเอง ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้งจนเกินไป ก็เช่นเดียวกันกับร่างกายมนุษย์ที่หากไม่มีอาการเจ็บป่วยแล้ว ระบบต่างๆหรือกระบวนการปรับตัวเพื่อให้เกิดความสมดุลก็จะดําเนินไปอย่างปกติ แต่หากเกิดการเจ็บป่วยขึ้น ระบบต่างๆก็จะไม่เป็นปกติ และจะแสดงอาการแปรปรวนออกมาตามแต่อาการป่วยที่เกิดขึ้นได้

เมื่อปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นเป็นวงจรตามปกติ มันก็จะเป็นเช่นนี้อยู่ชั่วนาตาปี ซึ่งมนุษย์ก็คุ้นเคยกับปรากฏการณ์เหล่านั้นมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว และปรากฏการณ์ส่วนใหญ่ก็มักจะมีฤดูกาลและช่วงเวลาในการเกิดที่สามารถคาดการณ์ได้ แม้ในบางปรากฏการณ์เช่นแผ่นดินไหวกับภูเขาไฟระเบิด เราจะไม่สามารถคาดการณ์ได้ก่อนล่วงหน้าก็ตาม มันก็ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้งนัก และเราก็ยังสามารถคอยเฝ้าสังเกตการณ์และคอยระแวดระวังในสัญญาณที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยคอยเฝ้าระวังในบริเวณที่มักจะเกิดขึ้น หรือตรงที่เป็นจุดเสี่ยงต่างๆได้

แต่โลกในทุกวันนี้เริ่มเปลี่ยนแปลงไป เราไม่อาจคาดการณ์ใดๆได้เลย แม้แต่ปรากฏการณ์ธรรมชาติซึ่งเคยเกิดขึ้นเป็นปกติ เช่น ฤดูกาลต่างๆก็กลับวิปริตผิดไปจากที่เคยเป็น สิ่งที่เคยเกิดก็เกิดขึ้นบ่อยครั้งและรุนแรงกว่าเดิม สิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยก็กลับเกิดขึ้นให้เห็นได้ สิ่งเหล่านี้ทําให้เราต้องหันกลับมาให้ความสนใจกันมากขึ้นแล้วว่ากําลังเกิดอะไรขึ้นกับโลกเรากันแน่

การตั้งสมมติฐานกายอาขึ้นมาก็เพื่อจะให้เห็นถึงสิ่งที่กําลังเกิดขึ้นกับโลกให้ชัดเจนขึ้นว่าทุกวันนี้โลกน่าจะเดินมาถึงจุดวิกฤติที่วงจรต่างๆไม่เป็นไปตามธรรมชาติอย่างที่เคยเป็นอีกต่อไป การเกิดปรากฏการณ์ต่างๆที่ผิดปกติขึ้นในทุกวันนี้ก็คือการที่โลกกําลังแสดงอาการออกมาให้เห็นเพื่อจะตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมซึ่งกําลังเลวร้ายลงไปเรื่อยๆหรืออย่างไร และที่โลกแสดงอาการเช่นนี้ขึ้นมาเป็นเพราะต้องการจะสื่อสารอะไรหรือไม่

จากแนวคิดนี้เชื่อว่าปรากฏการณ์ต่างๆที่กําลังเกิดอย่างบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้นจนผิดปกตินี้ ก็คือการที่โลกกําลังพยายามปรับสภาพหรือฟอกตัวเองเพื่อให้สามารถดํารงชีวิตอย่างเป็นปกติต่อไปได้ และกลับคืนสู่ความสมดุลดังเดิมอีกครั้ง

โลกดอกเดซี (Daisy World)

โลกดอกเดซี (Daisy World)

เรื่องของโลกที่ปรับสภาพด้วยตัวเองนี้ได้มีการยกตัวอย่างหนึ่งขึ้นมาเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นได้อย่างชัดเจนด้วยทฤษฎี “โลกดอกเดซี (Daisy World)” ที่สร้างโลกสมมติขึ้นมาใบหนึ่งซึ่งมีเพียงแค่เฉพาะดอกเดซี 2 สายพันธุ์เท่านั้น คือ เดซีดํา และ เดซีขาว เดซีทั้งสองชนิดนี้จะมีคุณสมบัติต่างกันอยู่อย่างหนึ่งคือ เดซีดํา มีคุณสมบัติดูดซับแสงอาทิตย์ได้ดี ส่วน เดซีขาว นอกจากจะดูดซับแสงอาทิตย์ไม่ได้แล้ว ยังมีคุณสมบัติสามารถสะท้อนแสงอาทิตย์กลับออกไปอีกด้วย

คุณสมบัติในการดูดซับแสงอาทิตย์ได้ดีของเดซีดําจึงทําให้มันสามารถสะสมพลังงานความร้อนเอาไว้ได้มาก ถ้าหากว่าโลกมีจํานวนของดอกเดซีดํามากๆโลกก็จะร้อนขึ้น ส่วนดอกเดซีขาวซึ่งไม่สามารถดูดซับพลังงานความร้อนได้เลย แล้วยังสะท้อนความร้อนกลับออกไปอีกนั้น หากมีดอกเดซีขาวมากกว่าดอกเดซีดํา โลกเดซีก็จะเย็น หรือหากดอกเดซีดํามีมากกว่าเดซีขาว โลกก็จะร้อนขึ้น ด้วยคุณสมบัติที่แตกต่างกันเช่นนี้ จึงทําให้เดซีทั้งสองมีอุณหภูมิภายในตัวที่ต่างกันด้วย อันจะส่งผลให้โลกเกิดสภาวะที่แตกต่างกันออกไปด้วยถ้าหากว่าดอกเดซีทั้งสองมีสัดส่วนไม่สมดุลกัน

ตามทฤษฎีนี้กล่าวถึงจุดกําเนิดของโลกดอกเดซีไว้ว่า เมื่อโลกเดซีได้ถือกําเนิดและเย็นตัวลงจนมีสภาพสมดุลพอที่จะมีชีวิตถือกําเนิดขึ้นได้แล้ว ดอกเดซีทั้งสองสายพันธุ์ต่างก็เจริญพันธุ์ขึ้นไปตามสัดส่วนของตนไปเรื่อยๆ เดซีดําซึ่งสามารถดูดซับความร้อนได้ดีจึงมีพลังงานสะสมมากกว่า และยังสามารถเจริญงอกงามได้รวดเร็วกว่าอีกด้วย ทําให้โลกเดซีนี้มีจํานวนเดซีดําที่มากกว่าเดซีขาวหลายเท่าตัว จึงส่งผลให้โลกเดซีมีอุณหภูมิที่สูงขึ้นเรื่อยๆตามสัดส่วนของเดซีดําที่งอกงามขึ้นเรื่อยๆไม่สิ้นสุด จนเมื่อความร้อนได้ทวีมากขึ้นๆจากเดซีดําที่ทวีจํานวนขึ้นเรื่อยๆนี้ ทําให้ดอกเดซีขาวที่ไม่สามารถจะทนต่อความร้อนที่สูงขึ้นนี้ได้ค่อยๆทยอยแห้งตายลงไปจนเกือบหมดสิ้น และโลกดอกเดซีก็ยิ่งทวีอุณหภูมิสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ขณะที่เดซีดําก็ยังคงดูดซับ ความร้อนไปเรื่อยๆไม่ยอมหยุด จนเมื่อความร้อนถูกสะสมเอาไว้มากๆ แม้แต่เดซีดําเองก็อยู่ไม่ได้ จึงเริ่มแห้งตายตามเดซีขาวลงไปเช่นกัน

เมื่อเดซีดําลดจํานวนลงแล้ว โลกดอกเดซีก็เริ่มมีอุณหภูมิลดลงตามไปด้วย จนกระทั่งสภาพอากาศเริ่มทรงตัวกลับสู่ความสมดุลได้ใหม่จนถึงจุดหนึ่งที่เอื้อต่อการเจริญพันธุ์ของเดซีขาว ดอกเดซีขาวจึงมีจํานวนเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่มากกว่าเดซีดํา อุณหภูมิของโลกเดซีจึงค่อยๆเย็นลงด้วยคุณสมบัติของเดซีขาวที่ไม่สามารถดูดซับความร้อนได้นั่นเอง และเย็นลงไปเรื่อยๆตามจํานวนของเดซีขาวที่เพิ่มมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันเดซีดําก็เริ่มขยายพันธุ์ขึ้นอีกเช่นกัน เมื่อ อุณหภูมิเริ่มถึงจุดสมดุลที่ทําให้เดซีดําเจริญพันธุ์ได้อีก เมื่อถึงจุดนี้โลกเดซีก็กลับเข้าสู่วงจรปกติอีกครั้ง แต่พอเดซีดํามีมากขึ้น โลกเดซีก็เริ่มร้อนขึ้นมาอีกครั้งตามจํานวนของเดซีดําที่เจริญพันธุ์ขึ้นเรื่อยๆ โดยเดซีขาวก็เริ่มเผชิญกับปัญหาในการอยู่รอดอีกครั้งจนล้มตายลงไปเรื่อยๆอีก หมุนเวียนกลับไปกลับมาเช่นนี้เป็นวัฏจักรตราบใดที่โลกเดซียังคงอยู่ และไม่มีอะไรมาทําลายวงจรของดอกเดซีทั้งสองให้สูญพันธุ์ลงไปจนหมด โลกเดซีก็จะไม่เกิดความ เปลี่ยนแปลงรุนแรงชนิดพลิกขั้วไปจากวงจรนี้ วงจรต่างๆก็จะดําเนินต่อไปเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด

เรื่องของโลกเดซีนี้ถือเป็นตัวอย่างของลักษณะการดํารงชีวิตของสิ่งมีชีวิตที่มีความเชื่อมโยงกันจนแยกไม่ออกทั้งเดซีดํากับเดซีขาว และโลกเดซี 3 ชีวิตที่มีความเกี่ยวพันกันจนขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้ และจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป ตราบใดที่ทั้ง 3 ชีวิตยังสามารถปรับตัวปรับสภาพจน สามารถอยู่ร่วมกันได้

การใช้ทฤษฎีโลกดอกเดซีที่สมมติขึ้นนี้มาอธิบายทําให้เห็นถึงความสัมพันธ์กันระหว่างระบบชีวิตต่างๆกับโลกที่อาศัยอยู่ โดยโลกเองก็ต้องการพลังงานเพื่อหล่อเลี้ยงตัวเองให้สามารถดํารงอยู่ได้จึงต้องอาศัยสิ่งมีชีวิตทั้ง มวลที่อาศัยอยู่บนโลกเป็นตัวกลางช่วยในการดูดซับพลังงาน ซึ่งธรรมชาติก็สร้างความสมดุลให้เกิดขึ้น เมื่อมีเดซีดําเป็นตัวดูดซับพลังงานก็สร้างเดซีขาวขึ้นมาเป็นตัวถ่ายเทพลังงานออกไปเป็นการถ่วงดุลกัน แต่เมื่อมาถึงจุดหนึ่งที่ความสมดุลเริ่มเสื่อมลง ธรรมชาติก็ยังมีวิธีของมันเองเพื่อจะให้ทุกๆอย่างสามารถกลับมาสู่จุดที่สมดุลได้ใหม่ เช่นนี้เรื่อยไปเป็นวัฏจักรแบบไม่รู้จบ ถ้าหากวงจรนี้ขาดหายหรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดถูกทําลายไป ความสมดุลก็จะไม่เกิดขึ้น และส่งผลให้ทุกชีวิตบนโลกหรือแม้แต่ตัวโลกเองไม่สามารถดํารงอยู่ต่อไปได้ จนกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ตายแล้วหรือหมดอายุขัยลง (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet