มนุษย์ ตัวการร้ายผู้บ่อนทำลายสภาพแวดล้อมโลก ตอนที่ 4

มนุษย์ ตัวการร้ายผู้บ่อนทำลายสภาพแวดล้อมโลก ตอนที่ 4

ในยุคสมัยปัจจุบันมนุษย์มีความเจริญทางเทคโนโลยีมากขึ้น มนุษย์มีความพยายามที่จะอาศัยความรู้และขีดความสามารถทางเทคโนโลยีก้าวกระโดดอย่างมากมายมาคิดและประดิษฐ์สิ่งประดิษฐ์ต่างๆขึ้นเพื่อเอาชนะธรรมชาติซึ่งมนุษย์ก็สามารถเอาชนะธรรมชาติได้สําเร็จมาแล้วในหลายสิ่งหลายอย่าง สามารถเอาชนะกฎของธรรมชาติต่างๆจนดูคล้ายกับว่ามนุษย์ฉลาดไปกว่าธรรมชาติหรืออย่างไร

โครงการ HAARP ของสหรัฐอเมริกา ผลประโยชน์ของโลก หรือผลประโยชน์ทางการเมือง?

Angels Don't Play This HAARP

มนุษย์คิดฝันที่จะบินได้อย่างนกทั้งที่ตนไม่มีปีก มนุษย์ก็สามารถประดิษฐ์เครื่องบินและยานอวกาศจนสําเร็จแถมยังมีขีดความสามารถเหนือกว่านกมากมายนัก มนุษย์ประสบความสําเร็จในการสร้างสิ่งต่างๆขึ้นจนเริ่มหลงตัวเองที่แม้แต่ธรรมชาติตนก็ยังเอาชนะได้ แต่มนุษย์ไม่เคยตระหนักว่าสิ่งที่ตนกําลังหลงระเริงว่าเอาชนะธรรมชาติได้นั้นอันที่จริงแล้วไม่ใช่ชัยชนะ แต่เป็นการเล่นกลหลอกธรรมชาติมากกว่า

มนุษย์กําลังสร้างหลายสิ่งหลายอย่างเพื่อบิดเบือนวงจรธรรมชาติโดยอ้างว่าเป็นการยืดอายุโลก และยืดอายุสิ่งมีชีวิตทั้งมวลบนโลก แต่กลับไม่ฉุกคิดเลยว่าสิ่งที่ตนกําลังคิดว่ากําลังกอบกู้โลกอยู่นี้ก็คือการทําร้ายโลกและทุกๆชีวิตบนโลกให้หมดสิ้นอายุขัยเร็วขึ้นมากกว่า โดยเฉพาะความคิดที่ต้องการเปลี่ยนแปลงปรากฏการณ์ธรรมชาติ ที่ไม่ใช่เพียงเปลี่ยนอากาศร้อนให้เย็นหรืออากาศเย็นให้ร้อนเท่านั้น แต่เป็นวิทยาการระดับสูงที่มีมนุษย์กลุ่มหนึ่งกําลังพยายามศึกษาค้นคว้าและประดิษฐ์สิ่งประดิษฐ์ชนิดหนึ่งซึ่งเชื่อกันว่าสามารถที่จะกําหนดทิศทางให้เกิดปรากฏการณ์อย่างใดก็ได้ตามใจพวกตน กําหนดให้ปรากฏการณ์ธรรมชาติต่างๆเกิดหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ กําหนดให้ไปเกิดตรงที่ใดที่หนึ่งโดยเฉพาะก็ได้ ซึ่งคนกลุ่มนี้ไม่ได้คิดถึงผลลบที่จะตามมาจากการกระทําของพวกตนเลย

หากเรามองย้อนหลังไปกว่า 2 ศตวรรษที่ผ่านมานั้น มนุษย์ไม่เพียงแต่คิดสิ่งประดิษฐ์ที่เชื่อว่าเป็นความก้าวหน้าอันจะทําให้มนุษยชาติมีความเจริญรุ่งเรืองแบบก้าวกระโดดด้วยระบบอุตสาหกรรมต่างๆเท่านั้น แต่ยังได้สร้างความเสียหายให้แก่โลกครั้งใหญ่อย่างที่ไม่ได้ฉุกคิดกันตั้งแต่มีการคิดสิ่งประดิษฐ์เหล่านั้นกันขึ้นมาอีกด้วย จนถึงวันนี้มีความชัดเจนซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเครื่องจักรอุตสาหกรรมและเครื่องไม้เครื่องมืออันเป็นเทคโนโลยีล้ำสมัยต่างๆที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นในช่วงกว่า 2 ศตวรรษนี้ คือตัวการในการทําให้เกิดสภาวะโลกร้อนที่เรากําลังเผชิญอยู่นี้ขึ้นมา และกําลังส่งผลให้เกิดปัญหาลุกลามใหญ่โตออกไปถึงปัญหาอื่นๆติดตามมาอีกมากมาย

แต่มนุษย์ที่เสพติดความก้าวหน้าก็ยังไม่ยอมรับว่าสิ่งที่ตนคิดก็คือต้นเหตุของปัญหาทั้งหมด ยังคงเดินหน้าคิดสิ่งประดิษฐ์อันก้าวหน้าแต่ทําลายสภาพแวดล้อมโลกให้เสียหายต่อไปเรื่อยๆ และยิ่งถลําลึกลงไปทุกทีด้วยความเชื่อว่าตนนั้นฉลาดกว่าธรรมชาติ เมื่อธรรมชาติมีปัญหาก็สร้างเครื่องมือขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหานั้นเสีย จึงมีคนกลุ่มหนึ่งมีความคิดที่จะใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยบิดเบือนธรรมชาติเสียเลย โดยที่คนกลุ่มนี้ไม่เคยเรียนรู้ในผลลัพธ์ที่จะติดตามมาจากสิ่งประดิษฐ์ที่วิปริตผิดธรรมชาติซึ่งมนุษย์สร้างขึ้นมากมายว่าจะเป็นตัวการก่อปัญหาให้ยิ่งเกิดความเลวร้ายแก่โลกมากขึ้นไปอีกได้ และอาจกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิมหลายเท่าพันทวีเลยทีเดียว

Angels Don't Play This HAARP

ในปี ค.ศ. 1996 ดร. นิค เบกิช (Dr. Nick Begich) และ จีน แมนนิ่ง (Jeane Manning) ได้ร่วมกันเขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า “แองเจิล ดอนต์ เพลย์ ดิส ฮาร์พ (Angels Don’t Play This HAARP)” แปลว่า เทวดาไม่ได้เล่นพิณคันนี้ (คําว่าพิณในภาษาอังกฤษ คือ Harp) เปิดเผยถึงโครงการที่มีผู้พยายามคิดขึ้นเพื่อจะเอาชนะธรรมชาติโครงการหนึ่งซึ่งเป็นที่สนใจกันอย่างมากตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ทั้งสองเป็นนักวิชาการที่ติดตามสืบเสาะเรื่องของโครงการทดลองต่างๆซึ่งอาจเป็นต้นเหตุสําคัญที่ทําให้เกิดสภาวะแวดล้อมของโลกเกิดความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เลวร้ายลงอย่างรวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะ สภาวะโลกร้อน (Global Warming) ที่โลกกําลังเผชิญอยู่

สําหรับชื่อของหนังสือนั้นก็ยังมีนัยแฝงไว้ด้วยว่า “ธรรมชาติไม่ได้เป็นผู้สร้างปรากฏการณ์ต่างๆที่เรากําลังเผชิญอยู่นี้” หนังสือเล่มนี้ได้ตั้งข้อสังเกตถึงโครงการของรัฐบาลสหรัฐฯโครงการหนึ่งชื่อว่า ฮาร์พ (HAARP) คํานี้ย่อมาจาก ไฮ ฟรีเควนซี แอคทีฟ ออโรรอล รีเสิร์ช โปรแกรม (High Frequency Active Auroral Research Program) แปลว่า โครงการวิจัยแสงออโรราด้วยคลื่นความถี่สูง จากข้อมูลซึ่งเปิดเผยอย่างเป็นทางการระบุว่าโครงการนี้เป็นโครงการเพื่อจะทําการสํารวจและวิจัยชั้นบรรยากาศโลกที่อยู่ในชั้นไอโอโนสเฟียร์ (lonosphere) ซึ่งเป็นชั้นบรรยากาศโลกที่กลายเป็น ไออน (Ion) จากผลของรังสีสุริยะชั้นไอโอโนสเฟียร์นั้นเป็นชั้น บรรยากาศเดียวกันกับชั้นเทอร์โมสเฟียร์ (Thermosphere) อันเป็นชั้นบรรยากาศที่อยู่บนสุดติดกับชั้นภายนอกโลก หรือชั้นเอ็กโซสเฟียร์ (Exosphere)

ชั้นไอโอโนสเฟียร์จึงทําหน้าที่เป็นเครื่องห่อหุ้มชั้นบรรยากาศทุกๆชั้นลงมาจนถึงพื้นผิวโลกเอาไว้ทั้งหมด เสมือนกับเป็นเกราะกําบังเพื่อปกป้องการแผ่รังสีของดวงอาทิตย์ไม่ให้มีความเข้มข้นจนทําความเสียหายให้แก่โลกได้ และยังมีหน้าที่ควบคุมขั้วแม่เหล็กโลกทั้งเหนือและใต้ให้อยู่ในสภาพสมดุลไม่ให้ส่งคลื่นสนามแม่เหล็กเข้ามารบกวนพื้นผิวโลกได้อีกด้วย โดยรัฐบาลสหรัฐฯอ้างว่าโครงการนี้มีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาและวิจัยชั้นบรรยากาศชั้นนี้ สําหรับนํามาใช้ประโยชน์ทางด้านการสื่อสารและในด้านโทรคมนาคม และเพื่อศึกษาวิจัยในเรื่องของอุณหภูมิโลกซึ่งร้อนขึ้น รวมถึงสภาพภูมิอากาศที่มีความแปรปรวนมากขึ้นในปัจจุบันอีกด้วย โดยมุ่งหวังที่ จะนําไปสู่การค้นพบวิธีการควบคุมสภาพภูมิอากาศ หรือปรากฏการณ์ทางธรรมชาติต่างๆให้เกิดความสมดุลขึ้นตามภูมิภาคต่างๆของโลก เช่น เกิดฝนตกชุกในที่ที่มีความแห้งแล้ง และให้เกิดพายุฝนน้อยลงในพื้นที่ที่มีความชุ่มขึ้นอยู่แล้วเพื่อไม่ให้เกิดน้ำท่วมขัง

โดยรวมแล้วจุดประสงค์ของโครงการนี้ก็น่าจะเป็นประโยชน์อย่างอเนกอนันต์ เพราะมีจุดประสงค์ที่ดี และมุ่งหวังที่จะให้การดํารงชีวิตของมวลมนุษย์มีความสมบูรณ์พูนสุขยิ่งขึ้น และยังจะเป็นการแก้ไขให้สภาพภูมิอากาศโลกที่มีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากนี้ให้กลับสู่สภาพที่ดีขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้โครงการดังกล่าวยังศึกษาวิจัยในเรื่องของชั้นโอโซน (Ozone) บนชั้นบรรยากาศโลกที่กําลังประสบปัญหาอยู่ เนื่องจากพบว่ามันได้ลดจํานวนลงไปอย่างรวดเร็วซึ่งก็จะทําให้โลกเริ่มขาดเกราะกําบังรังสีจากดวงอาทิตย์ลงไปเรื่อยๆอย่างน่าวิตกอีกด้วย

จากจุดประสงค์ของโครงการ HAARP ที่เปิดเผยอย่างเป็นทางการนี้ก็ฟังดูว่าน่าจะเป็นโครงการที่ดี เป็นประโยชน์ต่อโลกโดยรวมเป็นอย่างมาก หากประสบความสําเร็จตามเป้าหมายจริงก็จะถือเป็นอีกวิวัฒนาการหนึ่งที่มนุษยชาติสามารถแก้ปัญหาซึ่งกําลังประสบอยู่ได้ แล้วยังทําคุณประโยชน์อย่างอเนกอนันต์ให้แก่คนทั้งโลกอีกด้วย และสหรัฐอเมริกาผู้ที่เป็นเจ้าของโครงการก็จะได้เป็นวีรบุรุษในการกอบกู้โลกที่กําลังจะเดินเข้าสู่จุดอันตรายจากสภาพอากาศแปรปรวนอันเป็นปัญหาใหญ่ของโลกอยู่ในเวลานี้

แต่ข่าวที่เล็ดลอดออกมาอีกแง่มุมหนึ่งกลับเป็นเรื่องที่มีสิ่งเคลือบแฝงอยู่เบื้องหลังโครงการนี้ โดยเฉพาะเมื่อมีการเปิดเผยถึงรายชื่อของกลุ่มผู้ที่เกี่ยวข้องและให้การสนับสนุนแก่โครงการนี้ ว่ามีฝ่ายทหารถึง 2 กลุ่มเข้ามาเป็นผู้ร่วมรับผิดชอบดูแลโครงการนี้ คือ กองทัพอากาศสหรัฐฯ กับกองทัพเรือสหรัฐฯ ซึ่งก็ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ทําให้เชื่อได้ว่าโครงการนี้ไม่ใช่โครงการที่ตั้งขึ้นเพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมหรือพัฒนาระบบการสื่อสารธรรมดา แต่น่าจะเป็นโครงการเพื่อความมั่นคงของสหรัฐอเมริกามากกว่า

โครงการสตาร์วอร์ (Star War)

และเป็นไปได้ว่าอาจเป็นการพัฒนาระบบสอดแนมหรืออาวุธอานุภาพสูงบางชนิดซึ่งอาศัยชั้นบรรยากาศโลกเป็นสื่อกลาง หรืออาจเป็นอาวุธที่ใช้สภาพภูมิอากาศเป็นเครื่องมือในการทําลายล้างอย่างใดอย่างหนึ่งก็เป็นได้ หรือไม่ก็อาจจะเป็นโครงการซึ่งสืบทอดมาจาก โครงการสตาร์วอร์ (Star War) ที่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 80 สมัยรัฐบาลประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน (Ronald Reagan) ที่เวลานั้นยังอยู่ในช่วงระหว่างที่เกิดสงครามเย็นระหว่างสหรัฐฯและรัสเซีย รัฐบาลเรแกนจึงต้องการจะพัฒนาขีดความสามารถของระบบป้องกันตนเองให้ก้าวล้ํากว่ารัสเซีย

โครงการสตาร์วอร์ จึงเกิดมาขึ้นในช่วงนั้นเพื่อพัฒนาอาวุธและระบบสอดแนมที่จะขึ้นไปติดตั้งอยู่ในอวกาศ โดยมีพื้นฐานความคิดว่าถ้าหากเกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯและรัสเซียขึ้นมาจริง สงครามครั้งใหม่ก็จะสู้รบกันในอวกาศแทนการสู้กันตรงๆบนพื้นโลกแบบเดิมๆ แต่ต่อมาภายหลังโครงการนี้ก็ถูกยกเลิกไปทั้งที่ยังพัฒนาไปไม่ถึงไหนก็เพราะมูลค่าอันมหาศาลของโครงการนี้นั่นเอง จึงได้รับคําวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนัก ประจวบกับช่วงนั้นเศรษฐกิจสหรัฐฯกําลังตกต่ำอยู่ด้วยจึงจําต้องล้มเลิกโครงการไป

อีกทั้งความเสื่อมของฝ่ายคอมมิวนิสต์ในรัสเซียช่วงปลายทศวรรษที่ 80 ด้วย จึงทําให้โครงการนี้ถูกมองว่าไม่มีความจําเป็นอีกต่อไป รวมไปถึงกระแสสังคมโลกที่เปลี่ยนแปลงไป จึงทําให้นโยบายภายในของสหรัฐอเมริกาต้องแปรเปลี่ยนตามไปด้วย แต่ไม่นานนักกลับมีโครงการ HAARP ขึ้นมาแทนในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน โครงการนี้จึงถูกมองว่าเป็นการสานต่อโครงการ สตาร์ วอร์ อย่างไม่มีทางเลี่ยง และการมีชื่อของหน่วยงานทางทหารถึง 2 กองทัพเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย ยิ่งเป็นข้อสงสัยมากขึ้นไปอีก

โครงการ HAARP เริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1993 นอกจากจะมีกองทัพอากาศสหรัฐฯและกองทัพเรือสหรัฐฯเป็นผู้บริหารโครงการแล้ว ยังมีอีก 2 หน่วยงานที่เข้ามาร่วมโครงการด้วย คือ สํานักงานโครงการวิจัยขั้นสูงของกระทรวงกลาโหม (Defense Advanced Research Projects Ageny) และมหาวิทยาลัยอลาสกาแฟร์แบงค์ส (University of Alaska Fairbanks) และจากการมีหน่วยงานทางทหารและกลาโหมเกี่ยวข้องถึง 3 หน่วยงานเช่นนี้ จึงทําให้ ดร. นิค เบกิช และ จีน แมนนิง ให้ความสนใจในจุดประสงค์ของโครงการนี้เป็นพิเศษ

โดยทั้งสองเชื่อว่าหน่วยงานทั้ง 3 นี้คงไม่มีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาโครงการนี้ขึ้นเพื่อใช้ในด้านการสื่อสารหรือโทรคมนาคมเป็นหลักตามที่กล่าวไว้อย่างแน่นอน หรือแม้จะมุ่งไปทางด้านการสร้างความสมดุลให้แก่สภาพภูมิอากาศเพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อนก็ตาม เรื่องนี้ก็ไม่น่าที่จะเป็นหน้าที่ของกระทรวงกลาโหมแต่อย่างใด ทั้งสองจึงได้ใช้เวลาค้นคว้าและศึกษารายละเอียดเป็นเวลานานหลายปี จึงเขียนหนังสือเล่มดังกล่าวขึ้นเพื่อเปิดเผยในสิ่งที่พวกเขาเชื่อว่าน่าจะมีอะไรซ่อนอยู่เบื้องหลังมากกว่าโครงการตามที่กล่าวเท่านั้น

โดยกล่าวว่าโครงการ HAARP น่าจะเป็นโครงการลับโครงการหนึ่งสําหรับการพัฒนาอาวุธหรือระบบป้องกันประเทศของสหรัฐอเมริกาที่แฝงไว้ด้วยความน่าหวาดวิตกมากกว่า และคนทั้งโลกต้องพึงระวังหากมันประสบความสําเร็จ ทั้งสองจึงต้องนําสิ่งที่ค้นพบนี้ออกมาฟ้องคนทั้งโลก และตั้งชื่อหนังสือของพวกเขาว่า “เทวดาไม่ได้เล่นพิณคันนี้” ที่นอกจากจะมีนัยว่าธรรมชาติไม่ได้เป็นผู้สร้างปรากฏการณ์ผิดปกติที่เรากําลังเผชิญอยู่นี้ขึ้นแล้ว ยังมีนัยแฝงอีกชั้นหนึ่งด้วยคือหมายความว่า โครงการนี้ไม่ได้เป็นพระเอกที่จะมากอบกู้โลกแต่อย่างใด (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet