วิกฤตการณ์ภาวะโลกร้อน ปัญหาที่ทุกคนบนโลกต้องร่วมกันแก้ไข ตอนที่ 1

วิกฤตการณ์ภาวะโลกร้อน ปัญหาที่ทุกคนบนโลกต้องร่วมกันแก้ไข ตอนที่ 1

จนถึงเวลานี้คงไม่ต้องปฏิเสธกันอีกแล้วว่าเรากําลังเผชิญกับสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงที่เข้าขั้นวิกฤติ และคงไม่ต้องมานั่งถกเถียงกันว่าเรากําลังอยู่ในสภาวะที่เรียกว่า “โลกร้อน (Global Warming)” โดยแท้จริงหรือไม่ จากสภาพภูมิอากาศของทุกภูมิภาคบนโลกใบนี้ที่ในแต่ละปีมีแต่จะร้อนขึ้นมาเรื่อยๆ และส่งผลกระทบเป็นลูกโซให้กับวงจรต่างๆจนแปรปรวนกันไปทั่ว ตั้งแต่สภาพอากาศแปรปรวนเข้าขั้นวิกฤติ ฤดูกาลต่างๆที่ไม่เป็นไปอย่างที่เคยเป็น บางแห่งมีฤดูหนาวที่ยาวนาน และบางแห่งก็มีฤดูร้อนที่ยาวนาน บางแห่งต้องเผชิญกับฤดูฝนที่ยาวนาน เกิดพายุลูกแล้วลูกเล่าเข้าถล่มอย่างชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ในขณะที่บางแห่งของโลกก็กลับต้อง เผชิญกับความแห้งแล้งเป็นเวลายาวนานด้วยเช่นกัน

ผลกระทบเรือนกระจก (Greenhouse Effect)

ผลกระทบเรือนกระจก (Greenhouse Effect)

สิ่งเหล่านี้ได้ส่งผลให้การดํารงชีวิตของสิ่งมีชีวิตต่างๆบนโลกยากลําบากขึ้น และทําให้วงจรชีวิตต่างๆถูกกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง กระทั่งสิ่งมีชีวิตบางอย่างซึ่งปรับตัวปรับสภาพไม่ได้ถึงกับสูญพันธุ์ลงไปได้เลยทีเดียว แม้จะมีการโต้เถียงกันว่าอะไรคือสาเหตุที่แท้จริงที่ทําให้เกิดสภาวะโลกร้อนขึ้น แต่ทุกวันนี้ก็ได้มีการยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วว่า สาเหตุสําคัญที่ทําให้เกิดสภาวะโลกร้อนขึ้นนั้นมีตัวการสําคัญก็คือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซอื่นๆที่รวมกันเรียกว่า “ก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas)” ขึ้นไปรวมตัวสะสมอยู่บนชั้นบรรยากาศของโลกแล้วก่อตัวกลายเป็นกําแพงก๊าซปกคลุมพื้นผิวโลกอย่างหนาแน่น ส่งผลทําให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “ผลกระทบเรือนกระจก (Greenhouse Effect)” เป็นปรากฏการณ์คล้ายกับเรือนกระจกซึ่งสร้างความอบอุ่นให้แก่ต้นไม้ที่ปลูกไว้ในเรือนกระจก แต่กระจกที่ปกคลุมโลกอยู่นี้ก็คือก๊าซเรือนกระจกชนิดต่างๆที่ขึ้นไปสะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศจนทําให้โลกมีระดับอุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อยๆตามความหนาแน่นของก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยขึ้นไปปกคลุมบนชั้นบรรยากาศโลกจนหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆนั่นเอง

สภาวะเรือนกระจกนี้ไม่เพียงแต่จะทําให้ทุกชีวิตที่อาศัยอยู่บนพื้นผิวโลกจะรู้สึกถึงความร้อนอบอ้าวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเท่านั้น ยังก่อให้เกิดความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศโดยทั่วไปอีกด้วย อันเป็นต้นเหตุสําคัญทําให้การดํารงชีวิตของสิ่งมีชีวิตบนพื้นผิวโลกทุกชนิดเกิดความผันแปรไป เพราะต้องปรับตัวไปตามสภาพแวดล้อมที่แปรเปลี่ยนไป แม้แต่จุลินทรีย์หรือเชื้อโรคต่างๆก็ยังต้องปรับตัวปรับสภาพตัวเองเพื่อให้อยู่รอดได้ในสภาวะที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรงนี้และทําให้เกิดการกลายพันธุ์ขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งก็กลายเป็นปัญหาลุกลามตามมาทําให้อาการเจ็บไข้ได้ป่วยซึ่งเคยรักษาได้นั้นกลับไม่มียาที่สามารถรักษาให้หายขาดได้อีกต่อไป เนื่องจากเชื้อโรคต่างๆกลายพันธุ์จนเกิดการดื้อยา ที่ยาปฏิชีวนะซึ่งเคยใช้ได้ผลนั้น ไม่สามารถใช้กําจัดมันได้อีก จึงได้เกิดโรคใหม่ๆที่ไม่อาจรักษาให้หายขาดได้ขึ้นมาใหม่มากมาย

ผลกระทบเรือนกระจก (Greenhouse Effect)

สิ่งนี้เป็นเพียงตัวอย่างเดียวเท่านั้นที่สภาวะโลกร้อนกําลังขยายผลจนทําให้เกิดวงจรชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นลูกโซ่ ยังมีวงจรอื่นๆอีกมากมายซึ่งได้รับผลกระทบขั้นรุนแรงจากสภาวะโลกร้อนนี้ที่รุนแรงที่สุดก็คือการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตหลายๆชนิดซึ่งกําลังทยอยล้มตายจนหมดสิ้นสายพันธุ์ไปเรื่อยๆก็เนื่องจากการปรับสภาพตัวเองให้อยู่ในสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ไม่ได้ หรือบางชนิดอาจมีการผ่าเหล่าผ่ากอจนกลายเป็นสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ไปเป็นสายพันธุ์ใหม่ที่พิกลพิการวิปริตผิดสภาพไปเลยก็เกิดขึ้นได้ เช่นเดียวกับการกลายพันธุ์ของเชื้อโรคนั่นเอง

ผลกระทบเรือนกระจก (Greenhouse Effect)

การที่ทุกวันนี้เรามีความรู้สึกว่าอากาศรอบๆตัวเราเริ่มร้อนอบอ้าวขึ้นทุกวันๆ และเวลาที่เราแหงนมองดูท้องฟ้ามันช่างขมุกขมัวไม่สดใสอย่างที่ควรจะเป็นทั้งที่ไม่มีวี่แววว่าฝนจะตกแต่อย่างใด แต่ท้องฟ้ากลับดูคล้ายมีเมฆฝนกําลังลอยคล้อยต่ำลงมาในยามที่ฝนกําลังตั้งเค้า ทําให้ท้องฟ้าปิดไปทั่วทั้งผืนฟ้า แต่สิ่งนั้นไม่ใช่เมฆฝนแต่อย่างใด มันคือปริมาณของฝุ่นละอองในอากาศที่สะสมอยู่มากจนทําให้ท้องฟ้าปิดคล้ายกับเวลาฝนกําลังจะตกอย่างไรอย่างนั้น มันคือผลพวงหนึ่งที่เกิดจากผลกระทบเรือนกระจกนั่นเอง

มนุษย์ ต้นตอสำคัญที่ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

มนุษย์ ต้นตอสำคัญที่ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

ยังมีปรากฏการณ์อีกมากมายที่เกิดจากการแปรสภาพไปจากสิ่งที่เคยเป็นอันเนื่องมาจากสภาวะโลกร้อนเช่นกัน ที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือฤดูกาลซึ่งเปลี่ยนไปจากที่เคยเป็นอย่างมาก เช่น ในฤดูร้อนก็กลับเกิดพายุและฝนตกหนักอย่างรุนแรงยิ่งกว่าฤดูมรสุม พอถึงฤดูฝน ฝนก็กลับทิ้งช่วงไปเป็นเวลานานจนร้อนอบอ้าวและเกิดความแห้งแล้งขึ้นทั่วไป แต่พอเข้าฤดูหนาวก็มีอากาศเย็นลงเพียงไม่กี่วัน และกลับร้อนอบอ้าวในบางวัน บางวันก็ยังมีฝนหนักตกอีกทั้งที่ควรเป็นฤดูแล้ง หรือบางวันก็มีครบ 3 ฤดู ตอนเช้าอากาศเย็น ตกบ่ายก็ร้อน พอตอนเย็นก็มีฝนตกลงมาอีก ทําให้เกิดความสับสนจนปรับเปลี่ยนอุณหภูมิในร่างกายไม่ทัน จับไข้ ล้มหมอนนอนเสื่อไปตามๆกัน

และฤดูกาลที่ไม่เป็นปกติเช่นนี้ก็ยังทําให้บางพื้นที่มีอากาศร้อนจัดจนผู้คนเสียชีวิตลงไปเป็นจํานวนมาก หรือบางพื้นที่ก็กลับมีอากาศที่หนาวเย็นเป็นเวลานานหลายเดือนจนผู้คนเสียชีวิตลงไปเป็นจํานวนมากด้วยเช่นกัน และในบางแห่งก็เกิดฝนตกหนักติดต่อกันเป็นเวลานานหลายเดือน พายุลูกแล้วลูกเล่าเข้าถล่มจนทําให้มีน้ําท่วมขังกระจายเป็นบริเวณกว้าง ในขณะที่บางแห่งนั้นกลับแห้งแล้งเป็นเวลานานหลายเดือนก็ไม่มีวี่แววว่าฝนจะตกลงมา หรือเกิดปรากฏการณ์ผิดที่ผิดทาง เช่น เขตหนาวกลับมีอากาศร้อนอบอ้าว แต่เขตร้อนกลับเย็นยะเยือก สิ่งเหล่านี้ก็คือปรากฏการณ์ที่ไม่ได้เป็นไปตามวงจรธรรมชาติที่ควรเป็น จึงทําให้ไม่ว่ามนุษย์ สัตว์ หรือพืช ที่ร่วมกันอาศัยอยู่ในโลกใบเดียวกันนี้ต่างก็ต้องได้รับผลกระทบโดยตรงไปตามๆกันอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง

ทุกวันนี้เราเริ่มได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงอยู่ในขั้นวิกฤติแล้ว หากมนุษย์ซึ่งเป็นต้นตอสําคัญทําให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หรือก๊าซเรือนกระจกต่างๆขึ้นไปสะสมอยู่บนชั้นบรรยากาศโลกเป็นจํานวนมากนั้นยังไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้ มนุษย์ก็ยังคงเป็นตัวการในการปลดปล่อยก๊าซเหล่านั้นจากกิจกรรมและพฤติกรรมต่างๆในชีวิตประจําวันของตนไปโดยไม่รู้จักจบ

ผลกระทบเรือนกระจก (Greenhouse Effect)

เหตุใดมนุษย์จึงเป็นตัวการในการผลิตก๊าซเหล่านั้นขึ้น ก๊าซเรือนกระจกต่างๆนั้นเกิดขึ้นจากพฤติกรรมอะไรของมนุษย์ มนุษย์อาจไม่ใช่สิ่งมีชีวิตบนโลกชนิดเดียวที่เป็นตัวการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเหล่านั้น ยังมีทั้งพืชและสัตว์อีกเช่นกันที่ช่วยกันผลิตก๊าซเรือนกระจกขึ้นมา แต่ก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เกินกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ก็มาจากมนุษย์นั่นเอง โดยเกิดขึ้นจากโรงงานอุตสาหกรรม การเผาพืชไร่ การตัดไม้ทําลายป่า การเผาไหม้พลังงานเชื้อเพลิง ควันเสียจากยานพาหนะ ขยะเทคโนโลยี รวมกระทั่งถึงการอุปโภคบริโภคในชีวิตประจําวันที่ก่อให้เกิดมลพิษในอากาศ ถ้าหากมนุษย์ไม่อาจจะหยุดหรือลดละกิจกรรมและพฤติกรรมเหล่านี้ลงได้ สภาวะโลกร้อนก็ยิ่งมีแต่ย่ําแย่ลงไปเรื่อยๆ

มนุษย์ ต้นตอสำคัญที่ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

แม้ทุกสิ่งอย่างจะชัดเจนขึ้นแล้วว่าสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ก็คือต้นเหตุหลักในการก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกขึ้น แต่ก็ยังมีการคัดค้านมาจากคนบางกลุ่มว่าไม่เป็นความจริง มนุษย์ไม่ใช่สาเหตุที่ทําให้เกิดก๊าซดังกล่าวขึ้นและโทษไปที่ธรรมชาติว่าเป็นของมันเช่นนี้เอง ซึ่งคนที่ออกมาปฏิเสธเหล่านี้ก็คือพวกที่เกี่ยวข้องกับการผลิตโดยตรง หรือพวกที่ห่วงเงินในกระเป๋าของตัวเองนั่นเอง ที่เกรงว่าหากมีการลดสิ่งเหล่านี้ลงไปจริงๆก็ต้องกระทบกับวงจรเศรษฐกิจของตนอย่างแน่นอน ซึ่งแน่นอน

ที่กลุ่มคนเหล่านี้ต้องออกมาปฏิเสธเพราะคนกลุ่มนี้คิดแต่เพียงในด้านการผลิตและเศรษฐกิจของตนเท่านั้น ยิ่งผลิตได้มากเท่าใดก็จะยิ่งขายได้เงินมามากๆโดยไม่คํานึงถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้นตามมา จึงพยายามบ่ายเบี่ยงหันไป โทษสิ่งอื่นเป็นตัวการทําให้เกิดสภาวะโลกร้อนขึ้นมากกว่า ไม่ใช่มาจากการกระทําของพวกตน ซึ่งแม้แต่ระดับรัฐบาลของประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจใหญ่เป็นระดับต้นๆของโลกก็ยังออกมาปกป้องกลุ่มทุนของตนเช่นกัน สิ่งนี้ยิ่งทําให้เห็นได้ชัดเจนว่าประเด็นดังกล่าวยังคงหาจุดลงตัวไม่ได้ แม้จะมีผลการศึกษาออกมาชัดเจนอย่างไรก็ยังไม่เป็นที่ยอมรับกันอยู่ดี

จากผลการศึกษาข้อมูลโดยนักวิชาการภาคต่างๆล้วนได้ผลตรงกันว่าระบบอุตสาหกรรมและขยะเทคโนโลยีจํานวนมากมายมหาศาลซึ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆทุกๆปีนั้นก็คือต้นตอสําคัญที่ก่อให้เกิดสภาวะโลกร้อนขึ้น ยิ่งเมื่อประชากรโลกมากขึ้น การผลิตและบริโภคก็ต้องมีปริมาณเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆตามขนาดของเศรษฐกิจและจํานวนประชากร ยิ่งเมื่อมีเรื่องของเศรษฐกิจและการค้าเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วยแล้ว การเพิ่มผลผลิตในแต่ละปีเพื่อขยายการเติบโตของเศรษฐกิจถือเป็นสิ่งที่ไม่อาจหยุดได้ตามหลักการของภาคธุรกิจ จึงเป็นไปไม่ได้ที่ภาคผลิตจะยอมลดการผลิตลง เพราะเท่ากับเป็นการฉุดรั้งเศรษฐกิจให้หยุดเติบโตไปด้วยนั่นเอง

แต่ถึงจะปฏิเสธอย่างไรก็ไม่อาจหลีกหนีความจริงได้ ด้วยผลยืนยันจากตัวเลขการเพิ่มสูงขึ้นของอุณหภูมิโลกที่มีการขยับขึ้นรวดเร็วแบบก้าวกระโดดนับตั้งแต่ได้เริ่มนําระบบอุตสาหกรรมเข้ามาใช้กับสิ่งต่างๆจากช่วงปลายศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา ซึ่งก่อนหน้านั้นการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกยังขยับขึ้นเพียงที่ละน้อยๆเท่านั้น และยิ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วขึ้นอีกเมื่อโลกเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 ศตวรรษแรกของวิทยาการด้านเทคโนโลยีอันทันสมัยต่างๆ สิ่งนี้ทําให้เห็นได้ว่ายิ่งเมื่อโลกมีวิทยาการอันก้าวล้ำไปมากขึ้นเท่าใด ตัวเลขของอุณหภูมิโลกก็จะยิ่งกระโดดสูงขึ้นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้นเท่านั้น

หลักฐานเหล่านี้เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นชัดเจนว่าตัวการสําคัญในการเกิดสภาวะโลกร้อนนั้นอยู่ที่ไหน ถึงแม้ภาคการผลิตจะพยายามปฏิเสธอย่างไรก็ตาม แต่ก็ไม่อาจจะหักล้างข้อมูลต่างๆที่มาจากกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่เหล่านักวิทยาศาสตร์และนักวิชาการต่างก็พยายามศึกษาเรื่องนี้จนเป็นที่ประจักษ์ในทุกวันนี้ได้

การเกิดภัยครั้งใหญ่ๆขึ้นมาอย่างถี่ยิบของโลกในทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องปกติ แม้กลุ่มที่ต่อต้านเรื่องโลกร้อนมักอ้างกันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่ผิดปกติซึ่งในอดีตก็เคยเกิดปรากฏการณ์ต่างๆที่สร้างความเสียหายขึ้นมามากมายหลายครั้งจนนับไม่ถ้วนแล้วก็ตาม แต่จากสถิติที่มีการบันทึกกันมานั้นก็ไม่เคยมียุคใดสมัยใดที่เกิดสิ่งผิดปกติขึ้นกับสภาพแวดล้อมของโลกได้มากมายอย่างเช่นทุกวันนี้ สิ่งที่เห็นกันได้อย่างชัดเจนที่สุดก็คือการเกิดพายุรุนแรงขึ้นอย่างบ่อยครั้งจนผิดสังเกตตามภูมิภาคต่างๆทั่วโลกไม่ว่าย่านใดก็ตาม แล้วยังมีพายุซ้ำซ้อนขึ้นมาหลายๆลูกในช่วงเวลาเดียวกันและไล่เลี่ยกันอย่างน่าประหลาดอีก

ซึ่งโดยปกติย่านที่มักเกิดพายุก็จะเกิดพายุขึ้นตามฤดูกาลอย่างสม่ำเสมอและมักคาดการณ์ช่วงเวลาที่จะเกิดได้ แต่ในทุกวันนี้เรากลับต้องเผชิญกับพายุรุนแรงลูกต่างๆลูกแล้วลูกเล่าอย่างไม่รู้จักหยุดหย่อนทั้งในฤดูกาลและนอกฤดูกาลอย่างยากที่จะคาดการณ์ได้ และพายุที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้งก็สร้างความเสียหายแผ่ขยายวงกว้างกระจายไปทั่วทั้งภูมิภาคอย่างต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ไม่ว่าจะเป็นย่านมรสุมหรือไม่ หรือย่านที่ได้ชื่อว่าเป็นแผ่นดินแห้งแล้งก็ตาม

ที่กล่าวว่าปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างปกตินั้นก็เนื่องจากโลกมีทิศทางเดินของกระแสลมที่พัดพาหมุนเวียนถ่ายเทกันไปทั่วทั้งโลกในทิศทางที่ปกติ และมีกระแสน้ำในมหาสมุทรที่ไหลเวียนกันไปทั่วทุกย่านสมุทรที่เป็นปกติด้วยเช่นกัน ซึ่งทั้งหมดนี้ก็สัมพันธ์กับการหมุนรอบตัวเองและการโคจรรอบดวงอาทิตย์ของโลกที่ไม่มีวันเปลี่ยนไปจากนี้ได้ แต่สภาวะโลกร้อนกําลังทําลายวงจรเหล่านั้นลงไปจนเกิดความผิดปกติขึ้น ก๊าซเรือนกระจกที่ปกคลุมโลกทั้งโลกอยู่ได้ทําให้กระแสลมเกิดความแปรปรวนไมได้ไหลเวียนไปตามทิศทางอย่างที่เคยเป็น และอุณหภูมิ โลกที่สูงขึ้นยังทําให้น้ําทะเลร้อนขึ้นอีกด้วย ซึ่งสิ่งนี้ได้ส่งผลให้กระแสน้ำในมหาสมุทรที่เคยไหลเวียนไปมาเป็นปกติเกิดความแปรปรวนไม่ไหลไปตามทิศทางอย่างที่เคยเป็นด้วยเช่นกัน

ปรากฏการณ์เหล่านี้ก็คือต้นเหตุที่ทําให้สภาพภูมิอากาศปั่นป่วนขึ้นทั่วโลกแบบเป็นลูกโซ่นั่นเอง และปรากฏการณ์เหล่านี้อีกเช่นกันที่ส่งผลกระทบไปถึงสภาพทางภูมิศาสตร์ของโลกจนทําให้ เกิดความเปลี่ยนแปลงที่เลวร้ายอย่างคาดไม่ถึงอีกด้วย

แผ่นดินถล่ม (Landslide)

ในตอนแรกๆนั้นไม่ค่อยมีคนเชื่อนักเมื่อมีนักวิชาการด้านภูมิศาสตร์ของโลกหลายๆคนออกมาเผยแพร่ข้อมูลว่า สภาวะโลกร้อนได้ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิศาสตร์ของโลกอย่างรุนแรงด้วยเช่นกัน ไม่เพียงแต่จะทําให้เกิดการเลื่อนไหลของชั้นดินชั้นหินจากสภาวะฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องจนทําให้เกิด แผ่นดินถล่ม (Landslide) เท่านั้น แต่ยังทําให้แผ่นเปลือกโลกเคลื่อนตัวเร็วและรุนแรงขึ้น และส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์แผ่นดินไหวหรือภูเขาไฟระเบิดถี่ขึ้นจากที่เคยเกิดอีกด้วย ซึ่งก็ยังทําให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิบ่อยครั้งขึ้นได้ด้วยและยังเกิดขึ้นได้ในทั่วทุกภูมิภาคแม้ในภูมิภาคที่ไม่เคยมีประวัติว่าเคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยก็ตา

ปรากฎการณ์ยุคน้ำแข็ง (Ice Age)

ปรากฎการณ์ยุคน้ำแข็ง (Ice Age)

ไม่แต่เพียงเท่านั้น ปรากฏการณ์ที่น่าหวาดวิตกอย่างมากและคล้ายเป็นระเบิดเวลาถูกวางเอาไว้รอวันระเบิดก็คือ ปรากฏการณ์ที่แผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่บริเวณขั้วโลกทั้งสองกําลังละลายลงไปเรื่อยๆพร้อมๆกัน ซึ่งก็จะส่งผลให้ปริมาณน้ำทะเลสูงขึ้นจนท่วมพื้นที่ต่างๆทั้งชายฝั่งทะเลและตามแหล่งน้ำต่างๆทั่วโลก รวมไปถึงพื้นที่ที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลทั้งหมด จนทําให้บริเวณที่อยู่อาศัยและใช้ทํามาหากินของมนุษย์ต้องหดหายลงไปเป็นจํานวนมหาศาลอีกด้วยเช่นกัน และยังมีอีกปรากฏการณ์หนึ่งที่กําลังเป็นที่หวั่นวิตกและกําลังเฝ้าศึกษาในหมู่นักวิทยาศาสตร์ก็คือ ปรากฏการณ์ยุคน้ำแข็ง (Ice Age)

สิ่งนี้อาจเป็นเรื่องที่น่างุนงงว่าเหตุใดสภาวะโลกร้อนซึ่งกําลังส่งผลให้แผ่นน้ำแข็งขั้วโลกเกิดการละลายอยู่นี้กลับจะทําให้เกิดมียุคน้ำแข็งขึ้นเป็นเรื่องที่สวนทางกันอย่างน่าฉงนมาก จะเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้นได้อย่างไรก็คงต้องไล่เรียงให้ฟังกันว่าทั้งหมดนี้เกิดขึ้นอย่างเป็นกระบวนการเป็นลําดับและเป็นขั้นเป็นตอน โดยเริ่มขึ้นจากสภาวะโลกร้อนนั่นเองที่เป็นจุดเริ่มต้นในกระบวนการทั้งหมด

เมื่ออุณหภูมิที่สูงขึ้นนี้ทําให้แผ่นน้ำแข็งขั้วโลกละลาย และอุณหภูมิน้ำในมหาสมุทรก็มีอุณหภูมิที่สูงขึ้นด้วย ได้ส่งผลให้กระแสน้ำในมหาสมุทรเกิดความแปรปรวน กระแสน้ำในมหาสมุทรที่เกิดความแปรปรวนขึ้นนี้เองคือสาเหตุที่ทําให้เกิดยุคน้ำแข็งที่เป็น ยุคน้ำแข็งใหญ่ (Major Ice Ages) ติดตามมา และการเกิดยุคน้ำแข็งใหญ่ขึ้นแต่ละครั้งก็นําความทุกข์ยากแสนเข็ญมาสู่มวลมนุษย์และสิ่งมีชีวิตต่างๆที่อาศัยบนโลกอีกด้วย ซึ่งก็อาจทําให้สิ่งมีชีวิตเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่บางสายพันธุ์อาจต้องหมดสิ้นลงไปจากโลกดังเช่นเมื่อครั้งที่เกิดยุคน้ำแข็งใหญ่ในอดีต ซึ่งโลกได้เคยผ่านช่วงเวลาของยุคน้ำแข็งใหญ่มาแล้วเท่าที่มีการสํารวจพบคือ 5 ครั้งด้วยกัน และการเกิดขึ้นทุกครั้งก็ทําให้โลกเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาแล้วทุกครั้งอย่างไม่มีทางเลี่ยง

“สายพานยักษ์ (Great Conveyor Belt)”

สภาวะโลกร้อนที่เรากําลังเผชิญอยู่จะสามารถนําเราไปสู่ยุคน้ำแข็งใหญ่ได้อย่างไรนั้น จุดเริ่มแรกของกระบวนการนี้ก็คือ เมื่ออุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นเรื่อยๆได้ทําให้แผ่นน้ำแข็งทั้งบริเวณขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้เกิดการแตกออกและละลายลงไปปะปนกับน้ำทะเลมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังมีน้ำแข็งที่อยู่ตามยอดเขา และธารน้ำแข็งต่างๆทั่วโลกก็เกิดการละลายและไหลลงไปตามแหล่งน้ำและแม่น้ำต่างๆจนกระทั่งลงสู่ทะเลอีกส่วนหนึ่งด้วยการละลายของแผ่นน้ำแข็งขั้วโลกและน้ำแข็งตามยอดเขาหรือธารน้ำแข็งต่างๆ หากละลายลงไปมากขึ้นเท่าใดก็จะยิ่งส่งผลทําให้อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้นอีกด้วย เนื่องจากแผ่นน้ำแข็งตามที่ต่างๆทั้งหมดจะทําหน้าที่คล้ายๆกับเป็นแผ่นคายความร้อนให้แก่โลก โดยจะเป็นตัวสะท้อนรังสีจากดวงอาทิตย์กลับออกไปในอวกาศภายนอกโลกเพื่อช่วยลดอุณหภูมิบนพื้นผิวโลกลงได้อีกด้วย

การสูญเสียปริมาณน้ำแข็งลงไปเป็นจํานวนมหาศาลพร้อมๆกันจึงเท่ากับทําให้อุณหภูมิความร้อนถูกสะสมไว้บนพื้นผิวโลกมากขึ้นเรื่อยๆ โลก ก็จะยิ่งมีอุณหภูมิสูงขึ้นไปเรื่อยๆ และการละลายของแผ่นน้ำแข็งที่ไหลลงสู่มหาสมุทรทั่วโลกเป็นจํานวนมากพร้อมๆกันอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆไม่หยุดเช่นนี้ก็ยังจะส่งผลให้ความเค็มของน้ำทะเลเกิดความเจือจางลงตามไปด้วยเช่นกัน เนื่องจากน้ำแข็งตามที่ต่างๆนั้นมีคุณสมบัติเป็นน้ำจืด เมื่อละลายลงไปปะปนกับน้ำในมหาสมุทรจึงทําให้ความเข้มข้นของน้ำทะเลที่เป็นน้ำเค็มเกิดความเจือจางลง

เมื่อน้ำทะเลลดความเข้มข้นลงก็จะส่งผลให้กระแสน้ำในมหาสมุทรเกิดความเปลี่ยนแปลงไปด้วย วงจรการไหลเวียนของน้ำทะเลที่ไหลวนเวียนอยู่ทั่วโลกก็จะไม่เป็นไปตามทิศทางปกติที่เคยเป็น เนื่องจากสภาพน้ำทะเลที่เปลี่ยนแปลงไปจะทําให้กระแสน้ำเย็นและกระแสน้ำอุ่นซึ่งคอยผลักดันน้ำในมหาสมุทรตามย่านมหาสมุทรต่างๆให้ไหลเวียนไปมาจนกลายเป็นระบบที่เรียกว่า “สายพานยักษ์ (Great Conveyor Belt)” เกิดการไหลเอื่อยหรืออาจหยุดลงได้

การไหลเวียนของสายพานยักษ์ที่หยุดลงนี้ก็จะทําให้วงจรชีวิตในท้องทะเลเปลี่ยนแปลงตามไปจนหมดด้วย สัตว์ทะเลต่างๆจะเกิดความสับสนกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป เมื่อปรับตัวให้อยู่ในสภาพของทะเลที่เปลี่ยนแปลงไปไม่ได้ก็ต้องมีการอพยพย้ายถิ่นไปหาแหล่งที่อยู่ใหม่ ซึ่งส่งผลต่อเนื่องมาถึงมนุษย์และสัตว์ชนิดต่างๆที่จะต้องอาศัยแหล่งอาหารจากสัตว์ทะเลเหล่านั้นให้เกิดความฝืดเคืองด้านอาหารตามไปด้วย แม้แต่สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในท้องทะเลเองก็จะดํารงชีพอยู่อย่างยากลําบากและทยอยล้มตายลงไปเรื่อยๆจนบางชนิดอาจสูญพันธุ์ไปเลยก็เป็นได้

นอกจากนี้การละลายของแผ่นน้ำแข็งเป็นจํานวนมากก็ยังเป็นการเพิ่มปริมาณของน้ำทะเลให้มีระดับที่สูงขึ้นๆเรื่อยๆอีกด้วยระดับน้ำที่สูงขึ้นนี้จะเอ่อเข้าท่วมบริเวณชายฝั่งทะเลทุกหนทุกแห่งทั่วทุกทวีป แม้จนกระทั่งที่ราบซึ่งอยู่ลึกเข้าไปจากฝั่งทะเลที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลทุกแห่งก็จะถูกน้ำไหลบ่าเข้าท่วมจนจมอยู่ใต้น้ำอีกด้วยเช่นกัน หากไม่มีการสร้างทํานบกั้นที่สูงและแข็งแรงเพียงพอ สิ่งที่เกิดขึ้นนี้จะส่งผลให้พื้นที่ซึ่งเป็นแผ่นดินหรือที่อยู่อาศัยบนบกหดหายลงไปอยู่ใต้น้ำเป็นอาณาบริเวณกว้าง และทําให้ทั้งมนุษย์ทั้งสัตว์ต้องอยู่กันอย่างแออัดในพื้นที่ที่จํากัดนี้ นอกจากนี้ยังจะทําให้พื้นที่สําหรับเพาะปลูกต่างๆต้องหดแคบลงไปอีกด้วย จึงเกิดความอดอยากยากแค้นครั้งใหญ่ขึ้นโดยทั่วไป

ปัญหาโลกร้อนนอกจากจะส่งผลทําให้แผ่นน้ำแข็งขั้วโลก หิมะ และธารน้ำแข็งบนภูเขาต่างๆละลายลงจนระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และยังจะทําให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกับกระแสน้ำในมหาสมุทรอย่างน่าเป็นห่วงแล้ว ก็ยังสร้างปัญหาที่น่าหวั่นวิตกอีกเรื่องก็คือความแห้งแล้งและการขาดแคลนน้ำในการบริโภคอีกด้วย จากที่กล่าวมาแล้วว่าปริมาณน้ำบนโลกแม้จะมีมากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่โลกทั้งหมดก็จริง แต่ส่วนใหญ่แล้วอยู่ในรูปของน้ำทะเลหรือน้ำเค็มที่ใช้บริโภคไม่ได้ ซึ่งมีมากถึง 97 เปอร์เซ็นต์ น้ำจืดที่ใช้บริโภคได้นั้นมีเพียง 3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และในจํานวน 3 เปอร์เซ็นต์นี้ก็ยังอยู่ในรูปของน้ำแข็งหรือหิมะเป็นส่วนใหญ่ถึง 68 เปอร์เซ็นต์อีกด้วย

เห็นได้อย่างชัดเจนว่าในสภาวะปัจจุบัน เราก็ยังขาดแคลนน้ำจืดในการบริโภคมากเพียงใด ถ้าหากสภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นส่งผลให้น้ำแข็งและหิมะละลายลงเรื่อยๆก็ไม่ได้แปลว่าเราจะมีปริมาณน้ำจืดจากการละลายของน้ำแข็งและหิมะเหล่านั้นมาทดแทนกับความขาดแคลนนี้ได้ ตรงกันข้ามโลกจะยิ่งแล้งหนักขึ้นไปอีกเท่านั้น เพราะการละลายของน้ำแข็งและหิมะเหล่านั้นแม้จะกลายเป็นน้ำจืดไปก็จริง แต่น้ำแข็งที่ละลายส่วนใหญ่นี้เป็นแผ่นน้ำแข็งที่อยู่บริเวณขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ เมื่อละลายลงแล้ว มันก็จะไหลไปรวมกับน้ำทะเลกลายเป็นน้ำเค็มที่เจือจางไป มีเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่อยู่ในรูปของหิมะและธารน้ำแข็งบนยอดเขาที่จะไหลลงแหล่งน้ำจืดให้ใช้ดื่มกินได้

แต่ในที่สุดเมื่อมีปริมาณมากเข้ามันก็จะเอ่อล้นขึ้นและไหลไปตามแม่น้ําลําคลอง ออกสู่ทะเลและมหาสมุทรไปรวมกันกลายเป็นน้ำเค็มอยู่ดี ซึ่งสภาพของน้ำทะเลที่ถูกน้ำจืดไหลลงไปรวมกันนี้เองที่จะก่อปัญหาไม่เพียงทําให้ระดับน้ำสูงขึ้น หรือทําให้กระแสน้ำเกิดความเปลี่ยนแปลงไปเท่านั้น แต่ยังส่งผลกับระบบนิเวศ รวมถึงระบบห่วงโซ่อาหารของสัตว์ทะเลจํานวนมากมายหลายพันธุ์หลายชนิดต้องล้มตายลงไปอีกด้วย เนื่องจากน้ำจืดได้ไปทําให้น้ำทะเล เกิดความเจือจางลง คุณสมบัติในการเป็นที่อยู่อาศัยของพืชหรือสัตว์ทะเลต่างๆก็จึงเปลี่ยนไปด้วย น้ำทะเลจะขาดสารอาหารที่จําเป็นสําหรับพืชและสัตว์เหล่านั้นจนดํารงชีวิตอยู่ไม่ได้และค่อยๆล้มตายลงไป (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet