วิกฤตการณ์ภาวะโลกร้อน ปัญหาที่ทุกคนบนโลกต้องร่วมกันแก้ไข ตอนที่ 2

วิกฤตการณ์ภาวะโลกร้อน ปัญหาที่ทุกคนบนโลกต้องร่วมกันแก้ไข ตอนที่ 2

ปัจจุบันมีการศึกษาเรื่องของระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นโดยเกี่ยวเนื่องกับสภาวะโลกร้อน พบว่านับแต่สมัยโบราณเป็นเวลาหลายศตวรรษมาจนถึงก่อนหน้าศตวรรษที่ 19 นั้น ระดับน้ำทะเลยังไม่มีความเปลี่ยนแปลงมากนัก จนตั้งแต่ช่วงกลางศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา ระดับน้ำทะเลกลับเริ่มเพิ่มระดับขึ้นมาอย่างรวดเร็วขึ้น กระทั่งเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 ระดับน้ำทะเลก็ยิ่งเพิ่มระดับสูงขึ้นอีกถึง 15-20 เซนติเมตร โดยเฉลี่ยแล้วเพิ่มสูงขึ้น 1.5-2.0 มิลลิเมตรต่อปี แต่พอเข้ามาถึงช่วงปลายศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา ระดับน้ำทะเลกลับยิ่งมีค่าเฉลี่ยที่เพิ่มสูงขึ้นอีก คือสูงขึ้น 3.1 มิลลิเมตรต่อปี ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นนี้เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นเช่นกันว่าเป็นผลมาจากการ ละลายของแผ่นน้ำแข็งขั้วโลกจากแผ่นน้ำแข็งตามธารน้ำแข็งกับหิมะบนยอดเขาต่างๆ

การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล

การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล

การที่ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นนี้ได้เริ่มส่งผลกระทบทําให้เกิดอุทกภัยตามเมืองต่างๆที่ตั้งอยู่ติดริมทะเลหรือริมแม่น้ำลําคลองทั่วโลกอย่างบ่อยครั้งขึ้นจนผิดสังเกต เพียงแค่ฝนตกลงมาไม่เท่าไรก็เกิดน้ำท่วมขังขึ้นแล้ว และถ้าหากเป็นฤดูน้ำหลากและน้ำทะเลหนุนสูงเข้ามาอีกเมื่อใดก็ จะเกิดอุทกภัยแผ่เป็นวงกว้างขึ้นไปอีก และใช้เวลานานกว่าน้ำจะค่อยๆลดระดับลงเพราะเหือดแห้งไปเองหรือกระแสน้ำทะเลได้หมุนเวียนไปยังที่อื่น ทําให้เห็นได้ว่าระบบระบายน้ำแม้จะออกแบบมาอย่างดีเพียงใดก็แทบที่จะใช้การไม่ได้เลย

การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล

ตัวอย่างเช่นที่เกิดขึ้นกับเมืองเวนิส ประเทศอิตาลี เมืองซึ่งได้ชื่อว่าร้อยคูคลองและมีระบบระบายน้ำที่ดีเนื่องจากเต็มไปด้วยลําคลองมากมาย แม้จะทราบกันอยู่ว่าเมืองนี้ต้องเผชิญกับปัญหานเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่บริเวณริมนหลายแห่ง แต่ปัจจุบันพบว่าปัญหาน้ำท่วมขังเมืองเวนิสนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งจนผิดสังเกตและยังท่วมเป็นเวลานานขึ้นทั้งระดับน้ำก็ยังสูงขึ้นอีกด้วยซึ่งยังคงมีเมืองต่างๆที่อยู่ริมทะเลและปากแม่น้ำที่เกิดปัญหาแบบเดียวกับเวนิสอีกมากมายรวมถึงกรุงเทพมหานครด้วย

ยังมีอีกปัญหาหนึ่งซึ่งรุนแรงไม่ต่างกันก็คือปัญหาที่แผ่นดินริมทะเลหรือริมน้ำต่างๆกําลังเผชิญกับปัญหาแผ่นดินทรุดและแผ่นดินสูญหายจากการถูกน้ำกัดเซาะริมตลิ่งหรือหน้าดินไปเรื่อยๆ จนพื้นที่หลายๆแห่งทั่วโลกหน้าจตุรัส ซาน มาร์โค ที่เมืองเวนิส ประเทศอิตาลี ซึ่งกําลังเผชิญภัยน้ำท่วมหนักทุกปีซึ่งเคยอยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดินมาก่อนกลับกลายเป็นพื้นที่ที่ตั้งอยู่ในทะเลไปในที่สุด ตัวอย่างชัดเจนก็คือบริเวณพื้นที่ริมฝั่งทะเลบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ฝั่งธนบุรี

ซึ่งในปัจจุบันนี้พื้นที่จํานวนมากที่เคยอยู่เหนือน้ำมาก่อนกลับกลายเป็นพื้นที่ที่อยู่ใต้น้ำไปจนหมด นอกจากนี้ก็ยังมีอีกปัญหาหนึ่งที่กําลังสร้างความกังวลให้แก่ผู้ซึ่งมีที่อยู่อาศัยอยู่ตามบริเวณผืนดินที่เรียกว่า ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ (River Delta) ซึ่งมักเป็นแผ่นดินเกิดใหม่ที่เกิดขึ้นจากการทับถมของตะกอนดินที่ไหลมาตามแม่น้ํากระทั่งกลายเป็นแผ่นดินที่งอกขึ้นใหม่ พื้นดินบริเวณนั้นจึงมีลักษณะชั้นดินเป็นดินอ่อนหรือดินเหนียว ไม่ใช่ดินแข็งหรือชั้นหินอย่างเช่นผืนแผ่นดินเก่าที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่โบราณ

การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล

ตัวอย่างก็คือกรุงเทพมหานครของเรานั่นเองที่มีการพบว่าผืนดินเหล่านี้กําลังทรุดตัวลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะที่กรุงเทพฯนั้นได้มีการตรวจพบว่าเกิดการทรุดตัวลงไปเรื่อยๆทุกปี จากที่เคยสูงกว่าระดับน้ำทะเลโดยเฉลี่ย 3 เมตร ปัจจุบันเหลือเพียงโดยเฉลี่ยแค่ 1 เมตรเท่านั้นและพื้นที่บางส่วนของกรุงเทพฯก็ยังอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลเสียอีก โดยอัตราการทรุดตัวของผืนแผ่นดินกรุงเทพฯนั้นอยู่ที่ค่าเฉลี่ย 10-15 มิลลิเมตรต่อปี และยังคงมีอัตราการทรุดตัวที่เร็วกว่าค่าเฉลี่ยดังกล่าวนี้ลงไปเรื่อยๆอีกถ้าหากยังไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องการลักลอบขุดเจาะน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ได้

แม้ว่าจะมีการออกกฎหมายห้ามการขุดเจาะน้ำบาดาลในเขตกรุงเทพมหานครขึ้นมาใช้อย่างเด็ดขาดแล้วก็ตาม แต่โดยความเป็นจริงแล้วกลับมีแค่เพียงชาวบ้านผู้ใช้น้ำรายย่อยๆเท่านั้นที่เคารพกฎหมาย แต่ภาคธุรกิจที่ต้องการใช้น้ำในปริมาณมากๆในแต่ละเดือนก็ยังมีการลักลอบเจาะน้ำบาดาลขึ้นมาใช้อยู่ต่อไปโดยไม่มีการเกรงกลัวกฎหมายแต่อย่างใด เนื่องจากเป็นน้ำที่มีราคาถูก ซึ่งแทบจะไม่มีต้นทุนเลยอีกด้วย ถ้าหากนําไปเทียบกับการใช้น้ำประปาที่ต้นทุนสูงกว่ามากมายหลายเท่าตัวเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้จึงมีความหวาดวิตกกันมากว่าสักวันหนึ่งกรุงเทพฯทั้งเมืองอาจต้องอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลกลายเป็นเมืองบาดาล หากไม่สามารถที่จะสร้างระบบป้องกันได้ทันในขณะที่ระดับน้ำทะเลก็เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

การสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ ตัวแปรสำคัญที่ทำลายระบบนิเวศ

การสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ ตัวแปรสำคัญที่ทำลายระบบนิเวศ

ยังมีอีกสาเหตุหนึ่งที่ก่อปัญหาจนเป็นสาเหตุทําให้เกิดปรากฏการณ์น้ำท่วมขังตามพื้นที่ต่างๆทั่วโลกโดยที่มักคาดกันไม่ถึงก็คือการสร้างระบบเขื่อนขนาดใหญ่หรือเขื่อนยักษ์ตามที่ต่างๆซึ่งสร้างกันขึ้นมาอย่างมากมายทั่วโลก เขื่อนยักษ์ต่างๆเหล่านี้เป็นตัวแปรสําคัญที่ทําให้ระบบนิเวศเสียหายอย่างมากจากการกักเก็บน้ำเอาไว้ในปริมาณมหาศาลจนทําให้เกิดพื้นที่น้ำท่วมขังเป็นบริเวณกว้าง พื้นที่ซึ่งเคยเป็นป่าไม้จํานวนมากนั้นก็ต้องหดหายลงไปจนพรรณไม้ต่างๆต้องจมน้ำตายอยู่ในพื้นที่เหนือเขื่อน และกระแสน้ำซึ่งเคยไหลไปตามธรรมชาติก็ถูกเปลี่ยนทิศทางไปด้วยการไหลของกระแสน้ำก็ไม่เป็นไปตามปกติ และจังหวะการไหลของน้ำก็ยังถูกหน่วงอีกด้วย

ถึงแม้จะมีการปล่อยน้ำลงไปใต้เขื่อนบ้างก็ตามแต่การเก็บกักน้ำปริมาณมากๆเอาไว้ในอ่างจะทําให้น้ำไม่ได้เคลื่อนที่ไปตามจังหวะการไหลของมัน และยังทําให้น้ำที่ท่วมขังบริเวณเหนือเขื่อนเป็นปริมาณมหาศาลเหล่านั้นท่วมพื้นที่ป่าไม้แผ่ขยายเป็นบริเวณกว้าง จนทําให้ต้นไม้จํานวนมากที่จมอยู่ใต้น้ำเป็นเวลานานๆเกิดการเน่าเปื่อยและส่งผลกลายเป็นมลพิษขึ้นทั้งในน้ำหรือบนอากาศอีกด้วย

นอกจากนี้การที่พื้นที่ป่าไม้จํานวนมากมายมหาศาลหดหายลงไปยังจะทําให้ระบบนิเวศเกิดความเสียหาย และส่งผลไปถึงระบบห่วงโซ่อาหารทางธรรมชาติให้ได้รับผลกระทบแผ่ออกไปเป็นวงกว้างด้วยเช่นกัน สิ่งเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดปัญหาที่แผ่ขยายออกไปเป็นลูกโซ่ในระยะยาวอย่างที่คาดคะเนกันไม่ถึงเลยทีเดียว การที่ฝนมาผิดฤดูกาลและมามากจนผิดปกติบริเวณพื้นที่เหนือเขื่อนจนทําให้เกิดปริมาณน้ำจํานวนมหาศาลไหลลงอ่างเก็บน้ำจนเกินกําลังการเก็บกักเอาไว้ได้ หรือบางทีก็แห้งขอดจนยากแก่การจัดการบริหารน้ำเหนือเขื่อน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะมนุษย์นั่นเองที่ไปดัดแปลงวงจรธรรมชาติจนทําให้วงจรของมันเสียหายไปจนหมดสิ้นอย่างชนิดที่คาด ไม่ถึงในผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นติดตามมา

การสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ ตัวแปรสำคัญที่ทำลายระบบนิเวศ

สิ่งเหล่านี้จึงทําให้เกิดเหตุการณ์ที่เมื่อมีปริมาณน้ำเหนือเขื่อนมากจนล้นทะลักเกินการกักเก็บ จนต้องมีการเร่งปล่อยน้ำลงมาเป็นจํานวนมหาศาลจนท่วมท้นพื้นที่บริเวณใต้เขื่อนอย่างไม่มีทางเลี่ยง มหาอุทกภัยครั้งรุนแรงที่สร้างความเสียหายอย่างมหาศาลให้แก่ประเทศไทยในปี ค.ศ. 2011 หรือปี พ.ศ. 2554 ก็คือผลจากการบริหารจัดการน้ำเหนือเขื่อนอย่างไร้ประสิทธิภาพ ประกอบกับการไม่สามารถคาดการณ์ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นให้มีความแม่นยําได้ จึงทําให้มีน้ำไหลบ่าเข้าท่วมจังหวัดต่างๆที่อยู่ใต้เขื่อนแบบยกจังหวัดเรื่อยมาจนกระทั่งถึงกรุงเทพมหานครอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลย ซึ่งมหานครใหญ่ๆหลายแห่งทั่วโลกก็กําลังเผชิญกับปัญหาแบบเดียวกันนี้เช่นเดียวกับที่เคยเกิดกับกรุงเทพมหานครด้วยเช่นกัน

ปัจจุบันเรามักจะให้ความสําคัญกับการสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำเอาไว้ใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ทั้งการผลิตไฟฟ้าสําหรับใช้ในระบบอุตสาหกรรมและชีวิตประจําวันที่ต้องการปริมาณไฟฟ้าจํานวนมากขึ้นเรื่อยๆตามความเจริญเติบโตของเศรษฐกิจหรือแม้จะใช้ประโยชน์ในด้านเกษตรกรรมก็ตาม เรามุ่งหวังเอาแต่ประโยชน์ส่วนได้โดยไม่คํานึงถึงผลเสียหายที่จะติดตามมา จึงมักมีการระดมกันสร้างเขื่อนขึ้นมาอย่างไม่มีการคิดถึงด้านอื่น เช่นการที่ต้องสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ไปเป็นจํานวนมหาศาลเท่าใดแลกกับการสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำหนึ่งแห่ง จนทําให้สัตว์ต้องอพยพออกจากถิ่นอาศัยหากินของมัน

ซึ่งสิ่งที่คาดไม่ถึงที่จะติดตามมาก็คือสัตว์บางชนิดอาจสูญพันธุ์ไปได้เลยเมื่อระบบนิเวศเสียหายและระบบห่วงโซ่อาหารถูกทําลายลงไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เขื่อนและอ่างเก็บน้ำจํานวนมากมายจึงได้ผุดขึ้นทั่วโลกเป็นดอกเห็ดด้วยความคิดแต่ในทางได้อย่างเดียว ยิ่งเมื่อพื้นที่หดหายไป และแทนที่ด้วยจํานวนของพื้นที่ที่เป็นอ่างเก็บน้ำมากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งจะเป็นการทําให้ระบบการหมุนเวียนของน้ำและอากาศเหนือเขื่อนมีความเปลี่ยนแปลงไม่เป็นไป ตามวงจรธรรมชาติมากขึ้นเท่านั้น

มีการพบว่าปริมาณน้ำจํานวนมหาศาลที่บรรจุอยู่ในอ่างเก็บน้ำอันกว้างใหญ่ไพศาลตามที่ต่างๆทั่วโลก เมื่อถูกแสงอาทิตย์เผาก็จะทําให้เกิดไอน้ำและมวลอากาศร้อนปริมาณมากลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ไอน้ำและมวลอากาศร้อนเหล่านี้เองที่จะเป็นตัวแปรสําคัญ ป่าไม้เหล่านี้ยืนต้นตายให้เห็นยามน้ำในอ่างเก็บน้ำลดปริมาณลงในยามหน้าแล้ง ทําให้กระแสลมหมุนเวียนของโลกเกิดความผันผวนตามไปด้วย อ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนขนาดใหญ่ต่างๆที่มีอยู่ทั่วโลกมากมายจึงเป็นตัวการที่ทําให้เกิดปรากฏการณ์แบบ “งูกินหาง” คือเมื่อมันผลิตปริมาณไอน้ำและมวลอากาศร้อนมากขึ้นเท่าใด ฝนก็จะตกลงมามากขึ้นเท่านั้น และเมื่อฝนตกลงมามากขึ้น น้ำในเขื่อนก็มีมากขึ้น ซึ่งก็ทําให้มีปริมาณไอน้ำและมวลอากาศร้อนมากขึ้นอีก วนเวียนไปเช่นนี้เรื่อยๆจนกว่าจะถึงจุดวิกฤติ

ปรากฎการณ์ เอล นินโญ (El Nino) และ ลา นินญา (La Nina)

ปรากฎการณ์ เอล นินโญ (El Nino) และ ลา นินญา (La Nina)

สภาวะโลกร้อนนี้ยังทําให้ปรากฏการณ์ของสภาพภูมิอากาศที่เป็นปกติกลับกลายเป็นผิดปกติอีกอย่างที่เรียกว่าปรากฏการณ์ เอล นินโญ (El Nino) และ ลา นินญา (La Nina) หรือปรากฏการณ์ฝนตกชุกยาวนานและฝนทิ้งช่วงยาวนาน ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่มักเกิดคู่ขนานกันตรงบริเวณสองฟากฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกเกิดความวิปริตสับสนไปด้วย เอล นินโญ คือ ปรากฏการณ์ฝนตกชุกยาวนาน ส่วน ลา นินญา เป็นปรากฏการณ์ที่มีฝนทิ้งช่วงยาวนาน

ปรากฏการณ์ทั้งสองนี้โดยปกติจะเกิดขึ้นเป็นวงรอบประมาณทุกๆ 6-7 ปี โดยเกิดขึ้นระหว่างสองฟากฝั่งมหาสมุทร ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะความชื้นของฟากฝั่งมหาสมุทรหนึ่งถูกถ่ายเทไปยังอีกฟากฝั่งหนึ่ง จากผลของอุณหภูมิความร้อนและเย็นเหนือพื้นผิวน้ำทะเล ทําให้สิ่งที่ได้รับความชื้นมากกว่าจะเกิดปรากฏการณ์ฝนตกชุกเป็นระยะเวลานานกว่าฤดูฝนปกติ ส่วนฝั่งที่สูญเสียความชื้นไปนั้นก็จะปลอดฝนและมีความแห้งแล้งเป็นเวลานานกว่าปกติในช่วงเวลาเดียวกัน

แต่ความเปลี่ยนแปลงของมวลอากาศร้อนดังที่กล่าวมานั้นได้ไปผลักดันให้ระดับอุณหภูมิในชั้นบรรยากาศเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น และส่งผลทําให้อุณหภูมิเหนือพื้นผิวน้ำทะเลเกิด แปรปรวนไม่เป็นไปอย่างที่เป็น โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่าปรากฏการณ์ เอล นินโญ และ ลา นินญา นี้กําลังเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ถี่ขึ้น ไม่ใช่ 6-7 ปีอย่างที่เคยคาดการณ์กัน และไม่ได้เป็นไปตามวงรอบอย่างที่เคยเป็นอีกต่อไป โดยยังเกิดขึ้นได้ในทุกภูมิภาคไม่แต่เพียงภูมิภาคสองฝั่งมหาสมุทรเท่านั้น และปรากฏการณ์ทั้งสองที่ไม่เป็นไปตามปกตินี้ก็กําลังส่งผลกระทบที่รุนแรงให้กับโลกทั้งโลกอย่างเป็นลูกโซ่ เกิดฝนตกชุกยาวนานในช่วงเวลาที่ไม่ควรตก เกิดคลื่นความร้อนและแห้งแล้งในภูมิภาคที่ไม่ควรเกิด และยังเกิดฤดูหนาวที่หนาวเหน็บจนผิดปกติในเขตหนาววนเวียนกันไปเช่นนี้ไม่สิ้นสุด และยังขยายวงจนบานปลายออกไปเรื่อยๆด้วยเช่นกัน

จากที่กล่าวมาข้างต้นว่าสาเหตุหลักสาเหตุหนึ่งซึ่งกําลังสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับระดับน้ำทะเลทั่วโลกจนสูงขึ้นนั้นมาจากการละลายของแผ่นน้ำแข็งและธารน้ำแข็งที่มีอยู่ทั่วโลก แต่ยังมีอีกสาเหตุหนึ่งที่กําลังทําให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นในทุกวันนี้ด้วยเช่นกัน ก็คือปริมาณน้ำฝนที่เกิดขึ้นจากปรากฏการณ์ เอล นินโญ ตามภูมิภาคต่างๆทั่วโลก เรื่องนี้นักวิชาการหลายคนเคยเชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาจะหมุนเวียนกลับขึ้นไปเป็นไอน้ำและก้อนเมฆบนอากาศอย่างสมดุลเช่นนี้มาชั่วนาตาปีแล้ว ไม่มีทางที่จะมีปริมาณมากจนทําให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นได้แม้จะมีฝนตกชุกเพียงใดก็ตาม

แต่ก็มีนักวิชาการบางกลุ่มเสนอทฤษฎีขึ้นมาใหม่ว่าหากเกิดปรากฏการณ์ เอล นินโญ อย่างยาวนานจนผิดปกติขึ้นตามย่านต่างๆพร้อมกันโดยไม่ได้เกิดขึ้นจากการถ่ายเทอุณหภูมิความร้อนเหนือพื้นผิวน้ำทะเลอย่างที่เคยเป็น แต่เกิดจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศในหลายๆ ภูมิภาคพร้อมๆกัน จนทําให้เกิดปริมาณน้ำฝนสะสมอยู่มาก และระเหยขึ้นไปบนชั้นบรรยากาศไม่ทัน จึงต้องมีการเร่งระบายน้ำตามแหล่งน้ำหรือตามอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนต่างๆลงสู่ทะเลพร้อมๆกัน เพราะเกรงจะเกิดอุทกภัยขึ้นในภูมิภาคของตน

ปริมาณน้ำที่ถูกระบายลงสู่ทะเลพร้อมๆกันเช่นนี้ก็จะทําให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นได้เท่าๆกับการละลายของแผ่นน้ำแข็งขั้วโลกและธารน้ำแข็งต่างๆด้วยเช่นกัน ไม่มีใครรับรองได้ว่าปรากฏการณ์เช่นนี้จะไม่มีวันเกิดขึ้นได้ เพราะหลายสิ่งหลายอย่างที่เคยปฏิเสธกันก็เกิดขึ้นให้เห็นจริงแล้วในทุกวันนี้ ดังเช่นปรากฏการณ์โลกร้อนและผลพวงต่างๆนานาที่เคยถูกปฏิเสธโดยนักวิชาการรุ่นก่อนๆ จนถึงทุกวันนี้สิ่งต่างๆสามารถพิสูจน์ให้ เห็นได้อย่างชัดเจนแล้วว่าทฤษฎีต่างๆนานาซึ่งเคยเป็นเพียงข้อสันนิษฐานมาก่อน มันได้ปรากฏขึ้นให้เห็นเป็นจริงแล้วในปัจจุบัน

ยังคงมีอีกปรากฏการณ์หนึ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ หากอุณหภูมิโลกยังคงร้อนขึ้นไม่หยุดอยู่เช่นนี้ โดยเกี่ยวเนื่องกับความเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำในมหาสมุทรจนส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ฤดูหนาวที่ยาวนานเกินกว่าปกติจนกลายเป็น ยุคน้ำแข็ง (Ice Age) ตามที่กล่าวมาในข้างต้น ปรากฏการณ์นี้อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคตอันใกล้นี้หากสภาวะโลกร้อนยังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างไม่ยอมหยุด โดยมีการคาดการณ์ว่าการเกิดยุคน้ําแข็งใหญ่ครั้งใหม่อาจเกิดขึ้นตรงบริเวณทวีปอเมริกาเหนือและยุโรปเหนือก่อน แล้วจึงขยายวงออกไปยังภูมิภาคอื่นๆ

ปรากฏการณ์ยุคน้ำแข็งดังกล่าวนี้เกี่ยวเนื่องกับระดับอุณหภูมิของน้ำทะเลที่สูงขึ้นในย่านมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ จนทําให้กระแสน้ำเย็นและกระแสน้ำอุ่นไหลเวียนผิดไปจากที่เคยเป็น และส่งผลทําให้วงจรของกระแสน้ำอุ่นที่เคยไหลขึ้นไปสร้างความอบอุ่นให้แก่ผู้คนสองฟากฝั่งแอตแลนติกตอนเหนือ และหล่อเลี้ยงให้ภูมิภาคนั้นมีความอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแหล่งอาหารต่างๆเกิดหยุดชะงักลงไป

Plankton

สิ่งที่เกิดขึ้นจะทําให้ความหนาวเย็นจากขั้วโลกเหนือแผ่ลงมาปกคลุมซีกโลกเหนือทั้งหมดจนมี อุณหภูมิลดต่ำลงเรื่อยๆอย่างไม่สิ้นสุด เกิดพายุหิมะซึ่งทําให้มีปริมาณหิมะปกคลุมพื้นที่ทั้งหมดอย่างหนาแน่น รวมไปถึงแหล่งน้ำต่างๆก็ยังกลายเป็นน้ำแข็งไปด้วย หากสภาวะเช่นนี้ดํารงต่อไปอย่างยาวนานก็จะกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า “ยุคน้ำแข็ง” นั่นเอง และจะทําให้โลกเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้นได้ ซึ่งสัญญาณที่จะนําไปสู่ยุคน้ําแข็งครั้งใหม่ได้เกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว เมื่อมีการสํารวจพบว่าจํานวนของ แพลงตอน (Plankton) ในทะเลได้ลดจํานวนลงไปเรื่อยๆตามย่านมหาสมุทรต่างๆทั่วโลก

การลดจํานวนของแพลงตอนนั้นถือเป็นสิ่งบ่งชี้ถึงความผิดปกติของระบบนิเวศบนโลกได้เป็น อย่างดี เนื่องจากแพลงตอนนั้นคือจุดเริ่มต้นของวงจรห่วงโซ่อาหารทั้งหมดในทะเล มีสัตว์ทะเลจํานวนมากมายหลายชนิดที่ต้องอาศัยแพลงตอนเป็น อาหาร และ แพลงตอน หลายชนิดก็ยังเป็นตัวอ่อนที่จะเจริญพันธุ์เป็นสัตว์ทะเลชนิดต่างๆต่อไปอีกด้วย ถ้าหากจํานวนหรือชนิดของ แพลงตอนนี้ลดน้อยลงไปเรื่อยๆก็หมายความว่าในวันหนึ่งข้างหน้าซึ่งอาจไม่นานนัก สิ่งมีชีวิตในทะเลจํานวนมากมายหลายชนิดอาจต้องสูญพันธุ์ลงตามไปด้วย ซึ่งก็จะลุกลามและขยายวงมาถึงสิ่งมีชีวิตอื่นๆทั้งบนบกและในอากาศที่ต้องได้รับผลกระทบนี้กระจายไปเป็นลูกโซ่ด้วย เพราะทั้งหมดต้องอาศัยวงจรของห่วงโซ่อาหารที่เกี่ยวพันกันอย่างลึกซึ้งจนแยกไม่ออกร่วมกันทั้งหมดนั่นเอง (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet