วิกฤตการณ์ภาวะโลกร้อน ปัญหาที่ทุกคนบนโลกต้องร่วมกันแก้ไข ตอนที่ 3

วิกฤตการณ์ภาวะโลกร้อน ปัญหาที่ทุกคนบนโลกต้องร่วมกันแก้ไข ตอนที่ 3

เมื่อวงจรใดวงจรหนึ่งเกิดความเสียหายหรือถูกทําลายลงไปก็จะส่งผลไปถึงวงจรอื่นๆให้เสียตามไปด้วยอย่างเป็นลูกโซ่

โดยปกติแล้วน้ำในมหาสมุทรทั้งหมดในทั่วทุกย่านจะมีวงจรในการไหลเวียนไปมาของ กระแสน้ำเย็นและกระแสน้ำอุ่นผลักดันกัน และเชื่อมติดต่อกันไปทั่วทุกย่านมหาสมุทรคล้ายระบบสายพานที่ใช้สําหรับลําเลียงสิ่งของในโรงงานอุตสาหกรรม จึงเรียกวงจรนี้ว่า “สายพานยักษ์ (Great Conveyor Belt)” ระบบนี้เกิดขึ้นจากกระแสน้ำเย็นและกระแสน้ำอุ่นที่ผลักดันกันเองจนเกิดการไหลเวียนไปมาจากบนลงล่าง จากล่างขึ้นบน จนทําให้เกิดระบบวงจรของกระแสน้ำที่ผลักดันกันเองและไหลวนเวียนไปทั่วทุกย่านมหาสมุทร

การไหลเวียนของกระแสน้ำอุ่นและกระแสน้ำเย็นที่แปรปรวนเนื่องจากภาวะโลกร้อน

การไหลเวียนของกระแสน้ำอุ่นและกระแสน้ำเย็น

กระบวนการไหลเวียนของกระแสน้ำดังกล่าวนี้ เริ่มต้นขึ้นจากการที่น้ำทะเลบริเวณเส้นศูนย์สูตรได้ดูดซับเอาความร้อนไว้มาก ทั้งความร้อนจากดวงอาทิตย์และความร้อนซึ่งถูกขับดันขึ้นจากใต้เปลือกโลก จึงทําให้น้ำทะเลบริเวณนี้มีอุณหภูมิสูงหรือร้อนขึ้นกลายเป็นกระแสน้ำอุ่น เมื่อมันถูกผลักดันให้ไหลไปยังบริเวณขั้วโลกที่มีอุณหภูมิเย็น กระแสน้ำก็จะมีอุณหภูมิลดลงจนกลายเป็นน้ำเย็นจึงเรียกว่ากระแสน้ำเย็น ซึ่งกระแสน้ำทั้งสองสายนี้จะมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันอยู่อย่างหนึ่งคือ กระแสน้ำอุ่นจะมีน้ำหนักเบากว่า ในขณะที่กระแสน้ำเย็นนั้นจะมีน้ำหนักที่หนักกว่า

ด้วยคุณสมบัติอันแตกต่างกันเช่นนี้ จึงทําให้กระแสน้ำอุ่นลอยตัวขึ้นเบื้องบน ในขณะที่กระแสน้ำเย็นจะทิ้งตัวลงสู่เบื้องล่าง ลักษณะเช่นนี้จึงทําให้เกิดมีแรงผลักดันกันเองระหว่างกระแสน้ำทั้งสองนี้จนเกิดเป็นกระบวนการไหลเวียนไปมาคล้ายกับสายพาน โดยมีกระแสน้ำเย็นไหลอยู่เบื้องล่างและกระแสน้ำอุ่นไหลอยู่เบื้องบนเช่นนี้ไปเรื่อยๆอย่างไม่มีวันสิ้นสุด และยังไหลเวียนกลับ ไปกลับมาระหว่างบริเวณเส้นศูนย์สูตรไปยังขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้แล้วไหลกลับมาตรงบริเวณเส้นศูนย์สูตรอีก เป็นเช่นนี้ไปชั่วนาตาปีไม่มีที่สิ้นสุดเช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีกระแสน้ำที่ไหลเวียนจากมหาสมุทรแอตแลนติกไปยังทะเลและมหาสมุทรอื่นๆอีกด้วย ในทิศทางที่คงที่ตลอดไม่เปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะมันมีความเกี่ยวพันกับทิศทางการหมุนรอบตัวเองของโลกที่หมุนไปในทิศทางที่แน่นอนตลอดมานั่นเอง

ในสภาวะปกตินั้น กระแสน้ำเย็นและกระแสน้ำอุ่นที่ไหลเวียนกันไปมาทั่วโลกจะเป็นเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่คอยหล่อเลี้ยงโลกให้อยู่ในสภาวะสมดุลอีกด้วย ทําให้เกิดแหล่งอาหารอันสมบูรณ์ สภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์ และสร้างวัฏจักรอันสมบูรณ์ให้กับสิ่งต่างๆบนโลก เพื่อให้วงจรต่างๆดําเนินไปตามธรรมชาติของมันเองต่อไปเรื่อยๆไม่สิ้นสุด หากไม่มีสิ่งใดไปขัดขวางวงจรเหล่านี้ให้หยุดชะงักลงไป

แต่สิ่งที่กําลังเป็นที่หวาดวิตกกันอย่างมากในปัจจุบันก็คือ สภาวะโลกร้อนซึ่งกําลังเกิดขึ้นนี้อาจเป็นตัวการทําให้วงจรต่างๆต้องหยุดชะงักลงได้ด้วย เนื่องจากอุณหภูมิโลกที่ร้อนขึ้นนี้จะส่งผลให้อุณหภูมิของน้ำในมหาสมุทรสูงขึ้น และปริมาณของน้ำเย็นลดน้อยลงจนไม่อาจมีพลังขับเคลื่อนให้สายพานยักษ์ดังกล่าวเดินอย่างเป็นปกติต่อไปได้อีก วงจรของกระแสน้ำก็จะเกิดความสับสน และอาจเปลี่ยนแปลงทิศทางการไหล หรืออาจถึงกับหยุดชะงักลงไปเลยก็เป็นได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบรุนแรงที่ไม่เพียงแต่จะทําให้เกิดความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศบริเวณเหนือมหาสมุทร หรือทําให้ทุกๆชีวิตซึ่งอาศัยอยู่ในท้องทะเลต้องเกิดความสับสนอลหม่านตามไปด้วยเท่านั้น แต่สิ่งที่กําลังเป็นที่หวาดวิตกกันเป็นอย่างมากก็คือความแปรปรวนของกระแสน้ำเย็นและน้ำอุ่นนี้อาจจะเป็นต้นเหตุของการเกิดยุคน้ำแข็งใหญ่ขึ้นมาอีกครั้งก็เป็นได้

การไหลเวียนของกระแสน้ำอุ่นและกระแสน้ำเย็นที่แปรปรวนเนื่องจากภาวะโลกร้อน

ซึ่งจุดเริ่มต้นการเกิดยุคน้ำแข็งครั้งใหม่ขึ้นนี้ มีการคาดการณ์กันว่าจะเริ่มขึ้นมาจากทางซีกโลกเหนือก่อนตรงบริเวณทวีปอเมริกาเหนือกับทวีปยุโรปเหนือ เมื่อสายพานยักษ์หยุดลงจึงไม่อาจนําความอบอุ่นจากแถบเส้นศูนย์สูตรขึ้นไปหล่อเลี้ยงซีกโลกบนได้อีก ความหนาวเย็นจากขั้วโลกเหนือก็จะเริ่มแผ่เข้าปกคลุมบริเวณนั้นก่อนแล้วจึงค่อยๆลุกลามไปยังภูมิภาคอื่นๆต่อไปจนกระทั่งแผ่กระจายไปทั่วทั้งโลก ส่วนสาเหตุที่มีการคาดการณ์กันว่าจะเกิดยุคน้ำแข็งขึ้นได้นั้น มีความเกี่ยวเนื่องกับการไหลเวียนของกระแสน้ำสายสําคัญสายหนึ่งในมหาสมุทรแอตแลนติกที่ไหลจากบริเวณอ่าวเม็กซิโกขึ้นไปตรงบริเวณทะเลเหนือก็คือ กระแสน้ำอุ่น “กัลฟ์สตรีม (Gulf Stream)” กระแสน้ำสายนี้เป็นเสมือนกับชีพจรหลักของชาวซีกโลกเหนือเลยทีเดียว ถ้ากระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีมมีการไหลเวียนที่ผิดปกติหรือหยุดชะงักลงไปก็จะส่งผลให้ซีกโลกเหนือเกิดความยากลําบากในการดํารงชีวิตได้ และอาจเกิดความหนาวเย็นจนกลายเป็นยุคน้ำแข็งขึ้นได้นั่นเอง

กระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีมเป็นกระแสน้ำที่นําพาเอาความอบอุ่นขึ้นไปหล่อเลี้ยงวงจรชีวิตต่างๆในแถบซีกโลกเหนือที่บริเวณทวีปอเมริกาเหนือและยุโรปตอนเหนือมาชั่วนาตาปี ถ้าหากไม่มีกระแสน้ําอุ่นสายนี้แล้ว ผู้คนทางแถบนั้นก็จะต้องเผชิญกับความหนาวเย็นซึ่งแผ่ลงมาจากขั้วโลกเหนือเข้าปกคลุมทั่วทั้งบริเวณเกิดความแห้งแล้งและขาดแคลนแหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์ได้ เพราะนอกจากกระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีมจะหอบเอาความอบอุ่นขึ้นไปให้ผู้คนทางซีกโลกเหนือไม่ต้องอยู่ท่ามกลางความหนาวเย็นจนเกินไปแล้ว ยังทําให้เกิดแหล่งอาหารอันสมบูรณ์จากอุณหภูมิของน้ำทะเลที่พอเหมาะ ทําให้สัตว์ทะเลต่างๆอาศัยอยู่อย่างชุกชุมอีกด้วย

กระแสน้ำสายนี้จึงทําหน้าที่เป็นวงจรปรับอุณหภูมิให้กับซีกโลกเหนือจนเกิดความสมดุลทั้งในด้านสภาพอากาศและแหล่งน้ำแหล่งอาหาร กระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีมนี้เกิดขึ้นจากการไหลเวียนของกระแสน้ำในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือที่เริ่มต้นขึ้นจากกระแสน้ำเย็นซึ่งไหลลงมาจากบริเวณขั้วโลกเหนือทางแถบทะเลเหนือลงไปยังทิศใต้ เมื่อไหลมาถึงบริเวณเส้นศูนย์สูตร ก็จะกลายเป็นกระแสน้ำอุ่นตรงแถบทวีปอเมริกากลางและตอนเหนือของอเมริกาใต้ จากนั้นจึงถูกผลักดันให้ไหลย้อนกลับขึ้นไปบริเวณทะเลเหนือทางตอนเหนืออีกครั้ง ซึ่งตอนที่ไหลย้อนกลับขึ้นไปทางทิศเหนือนี้เองที่กระแสน้ำนี้จะหอบเอาความร้อนจากบริเวณเส้นศูนย์สูตรขึ้นไปด้วย จึงทําให้ทางซีกโลกเหนือได้รับความอบอุ่นมาจากกระแสน้ําอุ่นสายนี้ แทนที่จะรับเอาอิทธิพลความหนาวเย็นที่แผ่ลงมาจากบริเวณขั้วโลกเหนือแต่เพียงด้านเดียว

กระแสน้ำนี้จึงทําหน้าที่คล้ายเป็นเครื่องทําความร้อนขนาดใหญ่ให้แก่ทุกๆชีวิตที่อาศัยอยู่ทางแถบซีกโลกเหนือ และยังมีความสําคัญในการช่วยรักษาสมดุลให้แก่วงจรต่างๆของผู้คนในบริเวณนั้นอีกด้วย หากกระแสน้ำอุ่นสายนี้เกิดได้รับผลกระทบจากสภาวะผิดเพี้ยนของสภาพอากาศที่กําลังเกิดขึ้นอยู่นี้ และส่งผลรุนแรงถึงขั้นที่ทําให้วงจรของกระแสน้ำอุ่นและกระแสน้ำเย็นไม่สามารถหมุนเวียนเป็นสายพานได้อย่างเป็นปกติแล้ว การไหลเวียนของกระแสน้ำก็จะไหลเอื่อยหรือถึงกับหยุดลงเพราะกระบวนการในการผลักดันกันเองไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ความอบอุ่นจากข้างล่างก็ไม่สามารถส่งขึ้นไปข้างบนตรงแถบซีกโลกเหนือได้อีก บริเวณนั้นก็ต้องได้รับความหนาวเย็นจากอิทธิพลของขั้วโลกเหนือแผ่ลงมาปกคลุมเต็มๆ

การไหลเวียนของกระแสน้ำอุ่นและกระแสน้ำเย็นที่แปรปรวนเนื่องจากภาวะโลกร้อน

ถ้าหากปราศจากกระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีมแล้ว ปรากฏการณ์ลําดับต่อมาก็คือความหนาวเย็นที่แผ่ลงมาจากบริเวณขั้วโลกเหนืออย่างต่อเนื่องและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆจะทําให้แหล่งน้ำต่างๆกลายเป็นน้ำแข็งและเกิดหิมะตกเป็นเวลายาวนานจนทุกพื้นที่จะปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งอย่างรวดเร็ว แล้วแผ่ขยายเป็นวงกว้างออกไปเรื่อยๆ เพราะนอกจากน้ำแข็งที่สะสมมากขึ้นๆจะเป็นตัวกระจายความเย็นออกไปเรื่อยๆแล้ว ยังเป็นตัวสะท้อนความร้อนออกไปสู่ภายนอกโลกอีกด้วย สิ่งเหล่านี้จึงยิ่งเป็นตัวเร่งให้มีการแผ่กระจายความเย็นออกไปทั่วโลกได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นไปอีก

นอกจากกระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีมแล้ว นักวิทยาศาสตร์ซึ่งกําลังศึกษาเรื่องนี้อยู่ยังคงเชื่ออีกด้วยว่าปรากฏการณ์ของกระแสน้ำที่ไหลเอื่อยหรือหยุดไหลนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแต่เพียงเฉพาะกับกระแสน้ำอุ่นสายดังกล่าวนี้เท่านั้น แต่ยังสามารถที่จะเกิดขึ้นกับกระแสน้ำที่ไหลเวียนไปมาอยู่ตามย่านมหาสมุทรอื่นๆได้อีกด้วย เนื่องจากกระแสน้ำต่างๆทั่วทั้งโลกเป็นวงจรสายพานที่เชื่อมติดต่อกันนั่นเอง ถ้าหากอุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นในย่านนั้นๆก็สามารถที่จะทําให้วงจรไหลเวียนหรือ สายพานของกระแสน้ำอุ่นและน้ำเย็นในย่านนั้นๆแปรผันไปได้เช่นกัน

ทุกๆภูมิภาคจึงสามารถที่จะเกิดปรากฏการณ์ฤดูหนาวอันยาวนานที่แผ่กระจายออกไปกลายเป็นยุคน้ำแข็งได้ ไม่ว่าจะเป็นซีกโลกตะวันตกหรือตะวันออกหรืออาจเกิดยุคน้ำแข็งขึ้นพร้อมกันทั้ง 2 ซีกโลกเลยก็เป็นได้ อย่างไรก็ตามผู้ซึ่งศึกษาถึงเรื่องนี้อยู่ยังคงไม่ได้ไปไกลถึงการเกิดปรากฏการณ์นี้ในย่านอื่น แต่ลงลึกเพียงการศึกษาปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นกับกระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีมเท่านั้น เนื่องจากความเป็นไปได้สูงที่กระแสน้ำนี้จะเป็นต้นเหตุของปรากฏการณ์ยุคน้ำแข็งในอนาคตข้างหน้าที่คงไม่ไกลนัก หากอุณหภูมิความร้อนของโลกยังคงเพิ่มสูงขึ้นมาเรื่อยๆไม่หยุด และแผ่นน้ำแข็งบริเวณขั้วโลกที่ทําให้เกิดกระแสน้ำเย็นยังคงละลายลงไปเรื่อยๆเช่นนี้ และยิ่งจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้รวดเร็วยิ่งขึ้นไปอีก ถ้าหากการละลายของน้ำแข็งมีอัตราที่เร็วขึ้นไปเรื่อยๆ

ยุคน้ำแข็งใหญ่ (Major Ice Age) ยุคน้ำแข็งน้อย (Little Ice Age) และอภิมหาภูเขาไฟระเบิด (Supervolcano)

ยุคน้ำแข็งใหญ่ (Major Ice Age) ยุคน้ำแข็งน้อย (Little Ice Age) และอภิมหาภูเขาไฟระเบิด (Supervolcano)

สําหรับการเกิดยุคน้ำแข็งนี้ ตามความเข้าใจของคนส่วนใหญ่เชื่อกันว่าเคยเกิดขึ้นมาเพียงแค่ในยุคดึกดําบรรพ์เท่านั้น แต่อันที่จริงแล้วโลกเคยเกิดยุคน้ำแข็งขึ้นมาหลายครั้งแล้วตั้งแต่ดึกดําบรรพ์นับล้านปีจนกระทั่งถึงยุคปัจจุบัน โดยมีการจัดแบ่งยุคน้ำแข็งออกไปเป็น ยุคน้ำแข็งใหญ่ (Major Ice Age) กับ ยุคน้ำแข็งน้อย (Little Ice Age) ยุคน้ำแข็งใหญ่นั้นได้เคยเกิดขึ้นครั้งสุดท้ายเมื่อประมาณหมื่นกว่าปีมาแล้ว ปรากฏการณ์ครั้งนั้นได้ทําให้น้ำในมหาสมุทรทางซีกโลกเหนือแข็งตัวจนเชื่อมแผ่นดินต่างๆให้เดินถึงกันได้

ตัวอย่างชัดเจนคือการเชื่อมต่อแผ่นดินระหว่างทวีปอเมริกาเหนือแถบรัฐอลาสกาของสหรัฐอเมริกาในปัจจุบันกับไซบีเรียของรัสเซีย บริเวณช่องแคบแบริง (Bering Strait) จนทําให้คนในยุคนั้นสามารถเดินทางข้ามไปมาด้วยการเดินเท้าได้โดยไม่ต้องอาศัยเรือแต่อย่างใด หรือในแอตแลนติกเหนือและทะเลเหนือก็เชื่อกันว่ากลายเป็นแผ่นน้ำแข็งจนหมด และทําให้มีการอพยพข้ามไปมาระหว่างทวีปอเมริกากับยุโรปมาตั้งแต่เมื่อครั้งนั้นแล้ว ไม่ใช่เพิ่งจะเกิดขึ้นมาภายหลัง โคลัมบัส (Columbus) ค้นพบทวีปอเมริกาแต่อย่างใด

เชื่อกันว่าก่อนที่จะเกิดยุคน้ำแข็งใหญ่ครั้งหลังสุดขึ้นนั้น ได้เคยเกิดยุคน้ำแข็งใหญ่เช่นนี้ขึ้นมาหลายครั้งแล้ว จากการเจาะสํารวจชั้นดินชั้นหินของนักธรณีวิทยา จึงทําให้ทราบได้ว่าได้เคยเกิดยุคน้ำแข็งใหญ่ขึ้นมาทั้งสิ้น 5 ครั้งเป็นอย่างต่ำในช่วงเวลาต่างๆ และพบด้วยว่าการเกิดยุคน้ำแข็งใหญ่ขึ้นทุกครั้งนั้นมักมีความเกี่ยวเนื่องกับสภาพภูมิอากาศที่ผิดปกติทั้งสิ้น โดยมีการตั้งข้อสันนิษฐานว่าก่อนหน้าที่จะเกิดปรากฏการณ์ยุคน้ำแข็งขึ้นมานั้น อุณหภูมิของโลกจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างผิดปกติทุกครั้ง ซึ่งสาเหตุที่ทําให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นในอดีตนั้นเชื่อว่าอาจเกี่ยวกับปรากฏการณ์เรือนกระจกเช่นเดียวกันกับที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ก็เป็นได้

Supervolcano

ส่วนสาเหตุของปรากฏการณ์เรือนกระจกที่เกิดขึ้นในโลกยุคอดีตนั้น สันนิษฐานกันว่าอาจเกิดขึ้นมาจากสาเหตุทางธรรมชาติที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกขึ้นเป็นจํานวนมาก ที่เป็นไปได้มากก็คือมาจากปรากฏการณ์ภูเขาไฟระเบิดครั้งยิ่งใหญ่หรือที่เรียกว่า อภิมหาภูเขาไฟระเบิด (Supervolcano) คือการระเบิดของแนวภูเขาไฟขนาดใหญ่ที่อาจจะเกิดขึ้นหลายลูกพร้อมๆกัน แล้วปลุกให้ภูเขาไฟลูกอื่นๆเกิดการระเบิดขึ้นติดต่อกันไปเป็นลูกโซ่ จนทําให้เถ้าถ่านและไอน้ำรวมถึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จํานวนมากที่เกิดจากการระเบิดลอยขึ้นไปปกคลุมอยู่ในชั้นบรรยากาศเป็นจํานวนมากและกลายเป็นก๊าซเรือนกระจก ทําให้อุณหภูมิบนพื้นผิวโลกและกระแสน้ำในมหาสมุทรเกิดความผันผวนก็เป็นได้ หรือไม่ก็อาจเกิดขึ้นจากวงโคจรของโลกที่โคจรออกห่างจากดวงอาทิตย์มากๆตามวงรอบวัฏจักร ซึ่งอาจจะหวนกลับมาเป็นวงรอบได้อีกก็เป็นไปได้ด้วยเช่นกัน

สําหรับยุคน้ำแข็งน้อยนั้นจะมีระยะเวลาของการเกิดปรากฏการณ์ที่สั้นและเกิดขึ้นบ่อยครั้งกว่ายุคนน้ำแข็งใหญ่ และบริเวณซึ่งได้รับผลกระทบก็มีบริเวณที่จํากัดและวงแคบกว่าอีกด้วย ไม่ได้แผ่กระจายออกทั่วโลกอย่างเช่นยุคน้ำแข็งใหญ่ จากประวัติที่บันทึกนั้นทําให้ทราบได้ว่ายุคน้ำแข็งน้อยครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อประมาณไม่กี่ร้อยปีที่ผ่านมานี้เท่านั้น ซึ่งพื้นที่ที่เกิดนั้นเกิดขึ้นเฉพาะบริเวณทวีปอเมริกาเหนือกับยุโรปอีกด้วย โดยยุคน้ำแข็งน้อยที่เกิดขึ้นนี้มีลักษณะคล้ายกับเป็นเพียงฤดูหนาวที่ยาวนานกว่าปกติเท่านั้น จึงทําให้ฤดูอื่นๆทิ้งช่วงไปเป็นเวลานาน จนกระทั่งทําให้ผู้คนเริ่มจะจําไม่ได้ว่าสภาพของฤดูร้อนเป็นอย่างไร ซึ่งก็ทําให้การดํารงชีวิตของผู้คนในแถบที่หนาวอยู่แล้วก็ยิ่งเกิดความหนาวเย็นและใช้ชีวิตกันยากลําบากมากขึ้น

การเกิดยุคน้ำแข็งน้อยจึงไม่ได้สร้างความกระทบกระเทือนให้แก่ผู้คนแผ่เป็นวงกว้างได้เท่ากับยุคน้ำแข็งใหญ่ ส่วนผลกระทบจากยุคน้ำแข็งใหญ่ครั้งใหม่ที่มีการคาดการณ์ว่าอาจเกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งข้างหน้านี้จากสภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น มีการสันนิษฐานกันว่าจะทําให้วงจรของสิ่งมีชีวิตต่างๆในท้องทะเลต้องเกิดความเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย สิ่งมีชีวิตในท้องทะเลเป็น จํานวนมากจะสูญพันธุ์ลงและสภาวะของยุคน้ำแข็งก็ยังทําให้อุณหภูมิโลกลดต่ำลงอย่างรวดเร็วจนสิ่งมีชีวิตต่างๆบนโลกปรับสภาพของตัวเองไม่ทัน เนื่องจากปริมาณน้ำแข็งที่มีอยู่อย่างมากมายทั่วทุกหนแห่งนั้นจะเป็นตัวสะท้อนพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์ออกสู่ภายนอกได้อย่างดี โลกจึงขาดพลังงานจําเป็นจากแสงอาทิตย์ ท้องฟ้าจะไร้เมฆ ฤดูฝนจะขาดหายไปเป็นเวลานาน ฤดูร้อนก็ไม่ปรากฏ มีเพียงแต่ฤดูหนาวที่ยาวนานจนไม่ทราบว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใดเท่านั้น สภาพภูมิอากาศซึ่งแปรปรวนอยู่แล้วก็จะเลวร้ายลงไปอีก

การดํารงชีวิตของทุกๆชีวิตบนพื้นโลกไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ สัตว์ และพืชชนิดต่างๆจะเกิดความสับสน ยากจะปรับตัวให้ทนกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างฉับพลันและรุนแรงนี้ได้ ระบบนิเวศจะถูกทําลายลงจนเกิดความแห้งแล้งและขาดแคลนอาหารไปพร้อมๆกันทั่วทั้งโลก และอยู่ในสภาพเช่นนี้ต่อไปเป็นเวลานานกว่าที่อุณหภูมิโลกจะปรับตัวสูงขึ้นได้อีกครั้ง หรือแม้ว่าจะหมดสิ้นยุคน้ำแข็งลงไปแล้วก็ตาม พวกที่ปรับตัวไม่ได้จะค่อยๆตายลงจนถึงกับสูญพันธุ์ลง และวงจรชีวิตจํานวนมากก็จะถูกทําลายลงไปในช่วงเวลานั้น

การเกิดยุคน้ำแข็งใหญ่ครั้งใหม่นั้น นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่แย้งว่าจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงอนาคตอันใกล้นี้ และโอกาสที่จะเกิดขึ้นนั้นก็ยังน้อยกว่ามหาภัยพิบัติอื่นๆอย่างเช่น แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ภูเขาไฟระเบิดครั้งใหญ่ อภิมหาสึนามิ หรือแม้แต่น้ำท่วมโลกที่มีแนวโน้มว่ามีโอกาสเกิดขึ้นได้มากกว่า โดยเฉพาะสัญญาณที่เราเริ่มเห็นได้อย่างชัดเจนซึ่งกําลังเกิดขึ้นและมีแนวโน้มว่าจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเมื่อเริ่มจะเห็นกันได้อย่างชัดเจนแล้วว่าปัญหาโลกร้อนอาจไม่สามารถแก้ไขได้ในเร็ววัน และสถานการณ์ที่เลวร้ายลงไปเรื่อยๆอยู่ในทุกวันนี้ ซึ่งเรายังเริ่มได้รับสัญญาณเตือนที่ทําให้ทราบว่าภัยพิบัติร้ายแรงต่างๆกําลังคืบคลานเข้ามาใกล้เราเข้าทุกทีที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเรื่อยๆด้วยปรากฏการณ์รุนแรงต่างๆซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมานานแล้วหรือไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ได้เรียงแถวกันออกมาให้เห็นตรงหน้าอย่างถี่ยิบขึ้นทุกที

ความคิดที่เคยเชื่อกันว่าภัยพิบัติต่างๆแม้จะเกิดแต่ก็คงไม่รุนแรงไปกว่าที่เราจะสามารถรับมือกับมันได้นั้น ทุกวันนี้อาจใช้ไม่ได้แล้ว เพราะสิ่งที่เห็นกันอยู่ในวันนี้ไม่ว่าสิ่งใดก็สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งสิ้น และเกิดขึ้นรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆจนเกินกว่าที่จะรับมือได้ ทําให้เกิดความสูญเสียกันขึ้นอย่างใหญ่หลวงครั้งแล้วครั้งเล่าแบบที่เราไม่เคยคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นได้ แต่มันก็เกิดขึ้นให้เห็นอย่างชัดเจนแล้ว

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet