อภิมหาพายุ อภิมหาภูเขาไฟระเบิด ปรากฎการณ์ที่อาจทำให้มนุษย์สูญพันธุ์ ตอนที่ 1

อภิมหาพายุ อภิมหาภูเขาไฟระเบิด ปรากฎการณ์ที่อาจทำให้มนุษย์สูญพันธุ์ ตอนที่ 1

ปรากฏการณ์ธรรมชาติอีกชนิดหนึ่งที่โดยปกติแล้วเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่อาจจะเกิดขึ้นอย่างอภิมหารุนแรงกว่าครั้งไหนๆชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นให้เห็นมาก่อนได้ หากวงจรตามธรรมชาติของมันถูกทําให้เกิดความปั่นป่วนแปรปรวนจนเกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติที่วิปริตขึ้นดังเช่นสภาวะ “โลกร้อน (Global Warming)” ที่เรากําลังเผชิญอยู่นี้ หากสถานการณ์รุนแรงขึ้นจนควบคุมไม่อยู่ก็อาจทําให้เกิดสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนไปอย่างรุนแรงจนทําให้ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ไม่เป็นไปตามวงจรธรรมชาติอย่างที่เคยเป็นเกิดขึ้นได้ เช่น ซุปเปอร์วอลคาโน (Supervolcano) หรือ อภิมหาภูเขาไฟระเบิด และไฮเปอร์เคน (Hypercane) หรืออภิมหาพายุ คํานี้มาจากการผสมระหว่างคําว่า เฮอร์ริเคน (Hurricane) หรือพายุหมุน กับคําว่า ไฮเปอร์ (Hyper) ที่มีความหมายว่าเกินขีดจํากัดเข้าด้วยกัน

พายุประเภทต่างๆที่เกิดขึ้นบนโลก

พายุประเภทต่างๆที่เกิดขึ้นบนโลก

ตามปกติแล้วปรากฏการณ์ภูเขาไฟระเบิดและพายุหมุนจะมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามพื้นที่ที่เกิด เช่น เฮอร์ริเคน ไต้ฝุ่น ไซโคลน และ ทอร์นาโด ที่เป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกิดขึ้นตามกระบวนการของมันเองเมื่อถึงเวลาโดยไม่อาจกําหนดได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่ก็สามารถทราบสัญญาณก่อนที่มันจะเกิดขึ้นได้ในระดับหนึ่ง เพื่อการเตรียมพร้อมรับมือหรืออพยพผู้คนให้ปลอดภัยจากภัยธรรมชาติชนิดนี้ ซึ่งทุกครั้งที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นภูเขาไฟระเบิดหรือพายุหมุนก็ตามก็ล้วนแต่สร้างความเสียหายและสูญเสียอย่างมหาศาลทั้งสิ้น

แต่ถ้าหากปรากฏการณ์ทั้งสองชนิดนี้เกิดขึ้นในแบบที่รุนแรงอย่างมหาศาลกว่าที่เคยเกิดขึ้นนับร้อยเท่า และเกิดขึ้นกระจายตัวทั่วทุกพื้นที่ในเวลาใกล้เคียงกัน มนุษย์และสิ่งมีชีวิตทั้งหมดซึ่งอาศัยอยู่บนโลกใบนี้ด้วยกัน จะเป็นอย่างไร ซึ่งนักวิชาการและนักวิทยาศาสตร์ในทุกวันนี้ได้เริ่มตระหนักกันถึงเรื่องนี้แล้ว จึงมีการออกมาเตือนถึงปรากฏการณ์ดังกล่าวว่าถ้าหากมันเกิดขึ้นจริง โลกจะได้รับความวิบัติมากมายมหาศาลเพียงใด เพื่อให้ทุกคนช่วยกันระวังตัวในการดํารงชีวิตที่ไม่ให้ทําร้ายทําลายสภาพแวดล้อมของโลกที่เริ่มเกิดความเสียหายอย่างรวดเร็วกว่าเดิมมากมายหลายเท่านับตั้งแต่เมื่อช่วง 2 ศตวรรษที่ผ่านมา เพราะมีสัญญาณหลายอย่างในความเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศซึ่งกําลังเกิดขึ้นในทุกวันนี้ กําลังเตือนว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้อาจเกิดขึ้นจริงได้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

พายุเฮอร์ริเคน (Hurricane) นั้นเป็นชื่อที่ใช้เรียกพายุหมุนซึ่งเกิดขึ้นตรงบริเวณทิศตะวันตกของมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ หรือพายุที่พัดเข้าสู่บริเวณทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกากลาง มักจะเกิดขึ้นในแถบทะเลแคริบเบียน รัฐฟลอริดา และรัฐนิวออร์ลีนของประเทศสหรัฐอเมริกา หรือบริเวณอ่าวเม็กซิโก รวมถึงแถบฝั่งตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกบริเวณชายฝั่งรัฐแคลิฟอร์เนีย ไปจนจรดประเทศเม็กซิโกด้วย

พายุไต้ฝุ่น (Typhoon) ใช้เรียกพายุหมุนซึ่งเกิดขึ้นตรงบริเวณฝั่งทิศตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกตอนเหนือ หรือบริเวณทะเลญี่ปุ่น ทะเลฟิลิปปินส์ ทะเลจีน อ่าวตังเกี๋ย และอ่าวไทย

พายุไซโคลน (Cyclone) มักใช้เรียกพายุหมุนที่เกิดขึ้นตรงบริเวณมหาสมุทรอินเดีย อ่าวเบงกอล และทะเลอาหรับ

นอกจากพายุ 3 ชนิดหลักนี้แล้ว ยังมีพายุหมุนตามย่านอื่นๆที่มีชื่อเรียกต่างออกไป เช่น พายุวิลลี-วิลลี (Willy-Willy) ซึ่งใช้เรียกพายุหมุนที่เกิดขึ้นในบริเวณทะเลติมอร์ และทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ในปัจจุบัน โดยยังมีพายุหมุนอีกประเภทหนึ่งมีชื่อเรียกว่า ทอร์นาโด (Tornado) พายุหมุนประเภทนี้จะมีลักษณะคล้ายกรวย หรือมักเรียกกันอีกชื่อว่า ทวิสเตอร์ (Twister) ที่มาจากลักษณะการหมุนและการเคลื่อนที่ผ่านไปตามที่ต่างๆอย่างรวดเร็วในลักษณะควงสว่านเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ หรืออาจจะเรียกว่าพายุงวงช้างก็ได้ เนื่องจากลักษณะของพายุชนิดนี้มีลักษณะเป็นรูปคล้ายกับงวงช้างด้วยเช่นกัน

พายุเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วมักจะมีจุดเริ่มต้นในการก่อตัวขึ้นในทะเลและมหาสมุทรก่อนเสมอแล้วจึงพัดเข้าสู่แผ่นดิน โดยจะเริ่มก่อตัวขึ้นจากบริเวณที่มีหย่อมความกดอากาศต่ำหรือบริเวณที่มีอากาศเบาบางกว่าตรงเหนือพื้นผิวน้ำทะเล ซึ่งบริเวณนั้นเกิดความร้อนสะสมสูงจึงทําให้น้ำทะเล ระเหยและลอยตัวขึ้นสูงกลายเป็นกลุ่มเมฆจํานวนมาก อากาศเหนือผิวน้ำทะเลก็จะเบาบางลง ทําให้อากาศจากบริเวณหย่อมความกดอากาศสูงหรือบริเวณที่อากาศหนาแน่นกว่าและเย็นกว่าจากบริเวณอื่นไหลเข้ามาแทนที่ก็จะเกิดแรงซึ่งมาจากการถ่ายเทของอากาศจนเกิดเป็นกระแสลมขึ้น และ เมื่อมีแรงปะทะกันระหว่างกระแสลมที่มาจากคนละทิศทางก็จะมีแรงหมุนของกระแสลมขึ้นจนกลายเป็นลมหมุน และสามารถก่อตัวขึ้นเป็นพายุหมุนที่มีกําลังแรงขึ้นได้เมื่อมีการปะทะกันด้วยความเร็วที่มากขึ้น

การปะทะกันของกระแสลมหรือการเกิดพายุหมุนที่พัดจากมหาสมุทรเข้าสู่แผ่นดินนั้นยังสัมพันธ์กันกับระบบการหมุนเวียนของกระแสลมโลกตามปกติกับการหมุนรอบตัวเองของโลกอย่างสม่ำเสมอด้วยเช่นกัน ทิศทางของพายุหมุนซึ่งพัดเข้าสู่ชายฝั่งตามซีกโลกต่างๆจึงมีทิศทางที่แน่นอนไปตลอด และด้วยความสัมพันธ์กันนี้เองจึงทําให้ทิศทางการหมุนของพายุหมุนที่เกิดขึ้นระหว่างซีกโลกเหนือกับซีกโลกใต้จึงหมุนกลับทิศทางกัน พายุหมุนซึ่งเกิดขึ้นในซีกโลกเหนือนั้นจะหมุนทวนเข็มนาฬิกา ส่วนพายุหมุนที่เกิดขึ้นในซีกโลกใต้นั้นจะหมุนไปตามเข็มนาฬิกา

สําหรับขนาดความรุนแรงหรืออัตราความเร็วของพายุหมุนซึ่งเกิดขึ้นแต่ละครั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของมวลอากาศและขนาดของความกดอากาศที่จะทําให้การก่อตัวของพายุหมุนแต่ละลูกมีขนาดเล็กใหญ่หรือมีความเร็วลมมากน้อยเพียงใด ส่วนพายุทอร์นาโดนั้นจะเกิดขึ้นในที่ที่มีอากาศร้อนและอากาศเย็นปะทะกันจนทําให้เกิดลมหมุนขึ้นและจะขยายใหญ่ขึ้นตามความเร็วของกระแสลม โดยเฉพาะในบริเวณพื้นที่ราบอันกว้างใหญ่ต่างๆ เช่น ที่ราบตอนกลางของประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นต้น

พายุหมุนส่วนใหญ่จะต้องหมุนด้วยความเร็วมากกว่า 118 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป เคยมีการบันทึกสถิติไว้ว่า พายุหมุนที่เคยมีความเร็วสูงสุดนั้นมีความเร็วสูงถึง 305 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งถ้าหากศูนย์กลางของพายุเกิดขึ้นที่บริเวณอาคารเอ็มไพร์สเตท (Empire State) ก็สามารถถอนรากถอนโคนตึกทั้งตึกให้ลอยขึ้นไปกลางอากาศได้อย่างไม่เหลือซากให้เห็นได้อย่างง่ายดาย ส่วนขนาดของพายุหมุนต่างๆนั้นจะมีขนาดตั้งแต่ประมาณเส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า 900 กิโลเมตรไปจนถึงประมาณเส้นผ่าศูนย์กลาง 200 กิโลเมตร สําหรับพายุหมุนลูกที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เท่าที่มีการบันทึกกันนั้นก็คือ พายุไต้ฝุ่นทิป (Typhoon Tip) ซึ่งก่อตัวในมหาสมุทรแปซิฟิก พัดผ่านเกาะกวมและเข้าสู่ญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 1979 พายุไต้ฝุ่นทิปนี้สามารถคํานวณเส้นผ่าศูนย์กลางได้ถึง 2,220 กิโลเมตร มากกว่าระยะทางจากเหนือสุดที่อําเภอแม่สาย จังหวัดเชียงรายไปจนจรดใต้สุดที่อําเภอเบตง จังหวัดยะลา เลยทีเดียว

พายุหมุนทั้งหมดนี้ไม่ว่าจะมีเรียกชื่อว่าอะไรก็ตาม หากอ่อนตัวลงหรือมีความเร็วลดลงต่ำกว่า 118 ถึง 63 กิโลเมตรต่อชั่วโมงก็จะถูกเรียกว่า พายุโซนร้อน (Tropical Storm) และหากอ่อนตัวลงมาอีกจนมีความเร็วต่ำกว่า 63 กิโลเมตรต่อชั่วโมงลงมาก็จะถูกเรียกว่า พายุดีเปรสชัน (Depression) แทน ซึ่งความรุนแรงของมันก็จะลดลงไปเป็นเพียงแค่ก่อให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองหรือฝนตกหนักเท่านั้น และเนื่องจากพายุหมุนต่างๆนี้เกิดขึ้นจากการถ่ายเทอากาศอันสืบเนื่องมาจากความร้อนเหนือผิวน้ำทะเลจึงมักถูกเรียกรวมๆกันไปว่า พายุหมุนเขตร้อน (Tropical Cyclone)

พายุเฮอร์ริเคน แคทรินา (Hurricane Katrina)

การเกิดพายุหมุนขนาดรุนแรงขึ้นในแต่ละครั้งนั้นมักสร้างความเสียหายให้แก่ชีวิตและทรัพย์สินอย่างมากมายเลยทีเดียว และถ้าหากความเร็วของพายุไม่อาจจะลดลงไปจนถึงระดับพายุโซนร้อนหรือดีเปรสชัน เมื่อพัดเข้าสู่แผ่นดินได้ความสูญเสียอันมหาศาลก็จะเกิดขึ้นได้อย่างไม่ต้อง สงสัย ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นกับเมืองนิวออร์ลีน สหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 2005 ที่ถูก พายุเฮอร์ริเคนแคทรินา (Hurricane Katrina) ซึ่งพัดเข้ามาจากมหาสมุทรแอตแลนติกสู่อ่าวเม็กซิโก และขึ้นฝั่งรัฐหลุยเซียนาด้วยความเร็วลมถึง 280 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุลูกนี้สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง โดยมีผู้เสียชีวิตเกือบ 2,000 คน ทําให้เมืองนิวออร์ลีนทั้งเมืองเสียหาย เกิด สภาพน้ำท่วมขังทั้งเมืองเป็นเวลานานหลายเดือน

สําหรับพายุเฮอร์ริเคนที่สร้างความเสียหายสูงสุดในประวัติศาสตร์เท่าที่มีการบันทึกกันนั้นก็คือ เฮอร์ริเคนกัลเวสตัน (Hurricane Galveston) เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1900 พัดเข้าสู่อ่าวเม็กซิโกเช่นกัน แต่ขึ้นฝั่งที่รัฐเท็กซัส และทําให้ผู้คนเสียชีวิตไปเป็นจํานวนนับหมื่นคนเลยทีเดียว พายุหมุนลูกต่างๆนี้เมื่อเกิดที่กลางทะเล และมหาสมุทรก็ยังสามารถจะก่อให้เกิดคลื่นยักษ์เข้าทําลายทุกสิ่งทุกอย่างเหนือผิวน้ำบริเวณนั้นได้อีกด้วย และหากเคลื่อนตัวขึ้นสู่ชายฝั่งในขณะที่ยัง มีอัตราความเร็วสูงก็จะทําให้เกิดยอดคลื่นที่สูงนับ 10 เมตร สาดซัดเข้าใส่ชายฝั่งคล้ายกับคลื่นยักษ์สึนามิอย่างไรอย่างนั้น

สตอร์ม เซิร์ซ (Storm Surge)

ปรากฏการณ์คลื่นยักษ์ซึ่งเกิดขึ้นจากพายุหมุนสาดซัดเข้าใส่ชายฝั่งนี้เรียกว่า สตอร์ม เซิร์ซ (Storm Surge) พายุสตอร์มเซิร์ซนี้นอกจากความรุนแรงของมันสามารถที่จะเข้ากวาดทําลายสิ่งต่างๆให้เกิดความเสียหายอย่างหนักได้ทั่วทั้งบริเวณที่แนวพายุนี้เคลื่อนตัวผ่านแล้ว มันยังจําพาเอามวลน้ำทะเลถาโถมเข้าไปท่วมท้นแผ่นดินที่อยู่ลึกเข้าไปในชายฝั่งเป็นระยะทางไกลๆได้อีกด้วย

พายุซึ่งเป็นที่หวาดกลัวของผู้คนมากที่สุดอีกชนิดหนึ่งคือ ทอร์นาโด ทอร์นาโดเป็นพายุหมุนซึ่งสามารถสร้างวิบัติภัยที่ร้ายแรงให้แก่มนุษย์และสิ่งมีชีวิตได้ไม่น้อยไปกว่าพายุหมุนเขตร้อนต่างๆด้วยเช่นกัน พายุชนิดนี้เกิดขึ้นได้ทั้งบนพื้นดินและในทะเลหรือมหาสมุทร เป็นพายุที่มีขนาดเล็กกว่าคือตั้งแต่เส้นผ่าศูนย์กลางไม่ถึง 50 เมตรไปจนถึงเกิน 1 กิโลเมตร แต่หมุนด้วยความเร็วสูงและเคลื่อนที่ได้รวดเร็วมากกว่า สามารถก่อความเสียหายได้เป็นวงกว้างขณะที่พายุนี้เคลื่อนที่ผ่านไปที่ใด

Tornado

พายุทอร์นาโด เกิดขึ้นจากมวลอากาศร้อนและมวลอากาศเย็นที่เคลื่อนตัวเข้าปะทะกันอย่างฉับพลัน บางครั้งก็ก่อตัวขึ้นบนท้องฟ้าหรือก้อนเมฆแล้วม้วนตัวลงมายังพื้นดิน แต่บางครั้งก็เกิดขึ้นเหนือพื้นดินก่อนแล้วจึงม้วนตัวขึ้นไปสู่ท้องฟ้า พายุชนิดนี้มีความเร็วตั้งแต่ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงไปจนถึง 500 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุทอร์นาโดสร้างความหวาดกลัวให้แก่ผู้คนมากกว่าพายุหมุนเขตร้อนต่างๆ เนื่องจากมันสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่และทุกฤดูกาลอย่างฉับพลันโดยไม่อาจคาดการณ์หรือรู้สัญญาณเตือนได้ก่อนล่วงหน้า หรือมีเวลาที่มากพอสําหรับเตรียมการอพยพหนีภัยไปยังที่ปลอดภัยที่อื่นๆเพื่อจะอยู่ให้ไกลจากเส้นทางของพายุได้ทันอย่างเช่นพายุหมุนเขตร้อน ซึ่งมักก่อตัวในทะเลและมหาสมุทรก่อน ทําให้ดาวเทียมสามารถเห็นสัญญาณการก่อตัวและทิศทางการเคลื่อนตัวของมันได้ล่วงหน้าเป็นเวลานานก่อนที่มันจะมุ่งเข้าสู่แผ่นดิน จึงสามารถแจ้งเตือนพื้นที่ที่มันจะเคลื่อนตัวเข้าหาให้อพยพผู้คนไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัยได้อย่างทันการ

แต่ทอร์นาโดนั้นจะทราบได้ก็ต่อเมื่อมันเริ่มก่อตัวขึ้นแล้วเท่านั้น ซึ่งการก่อตัวและการเคลื่อนที่ของมันก็รวดเร็วมากและยังไม่สามารถจะคาดหมายทิศทางของมันได้ชัดเจนอีกด้วย เพราะมันจะวิ่งไปมาอย่างสะเปะสะปะไร้ทิศทางแน่นอน ในพื้นที่ที่เรียกว่า “ย่านทอร์นาโด” หรือที่ซึ่งเกิดพายุทอร์นาโดขึ้นเป็นประจํา จึงมีการเตรียมพร้อมรับมือกันแค่ในระดับท้องถิ่นเท่านั้น เช่นการสร้างที่หลบภัยตามหมู่บ้าน อําเภอ หรือภายในเขตบ้านเรือนของตนเอง ด้วยลักษณะเช่นนี้พายุ ทอร์นาโดจึงสร้างความหวาดกลัวให้แก่ผู้คนอย่างมากมาย

อภิมหาพายุไฮเปอร์เคน (Hypercane)

อภิมหาพายุไฮเปอร์เคน (Hypercane)

พายุต่างๆที่กล่าวมาเหล่านี้ล้วนแต่สร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นได้ เป็นบริเวณกว้างทั้งสิ้น แต่พายุที่กําลังจะกล่าวถึงหรือ “ไฮเปอร์เคน” นี้จะไม่ใช่เพียงพายุหมุนทั่วไปที่เราเคยพบเห็นมาก่อน มันคืออภิมหาพายุขนาดมหึมาซึ่งมีขนาดใหญ่เท่ากับพายุหมุนลูกใหญ่ๆเท่าที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนถึง 10 ลูกรวมกันเลยก็ว่าได้ โดยนักวิทยาศาสตร์ได้มีการสร้างแบบจําลองของพายุไฮเปอร์เคนนี้ขึ้น และสามารถคํานวณได้ว่ามันจะมีขนาดวงรอบของพายุเท่าๆกับประเทศสหรัฐอเมริกาทั้งประเทศเลยทีเดียว

โดยปกติการเกิดพายุหมุนเขตร้อนขึ้นอาจมีการก่อตัวของพายุขึ้นในคราวเดียวกันได้ถึง 2-3 ลกพร้อมๆกัน ซึ่งส่วนใหญ่นั้นพายุลูกต่างๆที่เกิดขึ้นพร้อมกัน มักเคลื่อนตัวในลักษณะตามๆกันไปและพัดเข้าสู่แผ่นดินแบบเป็นระลอกๆ แต่บางครั้งพายุที่เกิดขึ้นพร้อมกันก็ยังอาจเคลื่อนตัวในลักษณะที่วิ่งเข้าหากัน แล้วรวมตัวกันขึ้นจนกลายเป็นพายุที่มีขนาดใหญ่และทวีความรุนแรงเพิ่มมากยิ่งขึ้นได้อีกด้วย แต่บางครั้งมันก็อ่อนตัวลงไปก่อนที่จะเคลื่อนเข้าไปรวมกัน หรือบางครั้งเมื่อรวมกันจนเป็นพายุลูกใหญ่แล้วมันก็เกิดอ่อนกําลังลงก่อนที่จะสร้างความเสียหายได้ หรืออาจสร้างความเสียหายเมื่อพัดเข้าสู่แผ่นดินแล้วก็ตาม มันก็ต้องอ่อนกําลังลงไปในที่สุด

แต่สําหรับอภิมหาพายุไฮเปอร์เคนนี้เป็นพายุที่ก่อตัวขึ้นจนกลายเป็นพายุขนาดใหญ่เพียงลูกเดียว หรือจะเกิดขึ้นจากหลายๆลูกที่วิ่งเข้าหากันจนสามารถรวมตัวกันขึ้นเป็นพายุที่มีขนาดมหึมาเพียงลูกเดียวก็ได้ ซึ่งผลกระทบของมันนั้นก็ไม่ใช่เพียงแค่สร้างความเสียหายให้แก่ชีวิตและทรัพย์สินบริเวณที่พายุเคลื่อนที่ผ่านเท่านั้น แต่ความเสียหายที่อภิมหาพายุขนาดนี้ก่อขึ้นมานั้นจะสร้างผลเสียอย่างใหญ่หลวงที่ไม่ใช่แต่เพียงแค่เกิดกับชีวิตและทรัพย์สินของผู้คนเฉพาะเพียงบริเวณนั้นๆเท่านั้น แต่จะส่งผลเสียหายครอบคลุมไปทั่วทั้งโลกเลยทีเดียว เนื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้นจะส่งผลพวงติดตามมาอย่างเป็นลูกโซ่จนสามารถทําให้เกิดความเสียหายขึ้นแก่ชั้นบรรยากาศโลกได้ และยังทําลายระบบนิเวศต่างๆทั้งหมดลงไปได้เลยทีเดียว หรืออาจเกิดความเสียหายชนิดที่รุนแรงที่สุดก็คือทําให้มนุษยชาติหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆบนโลกล้มตายลงจนสูญพันธุ์ไปก็เป็นได้

เรื่องของไฮเปอร์เคนนี้ถูกเสนอโดยทีมนักวิทยาศาสตร์แห่งสถาบันเอ็มไอที (MIT) หรือ สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (Massachusetts Institute of Technology) แห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงชั้นนําของโลกทางด้านการวิจัยและศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้เสนอประเด็นดังกล่าวนี้ขึ้นเมื่อประมาณก่อนสิ้นศตวรรษที่ 20 โดยมีการนําข้อสันนิษฐานถึงกรณีการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์เมื่อปลายยุคครีเตเชียส (Cretaceous) ที่เชื่อว่าอาจมาจากสาเหตุของดาวหางหรืออุกกาบาตขนาดใหญ่พุ่งชนโลก หรืออาจจะเป็นสภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงเวลานั้นอย่างใดอย่างหนึ่งก็เป็นได้ ซึ่งก่อนหน้านั้นได้เคยมีนักวิทยาศาสตร์และนักวิชาการด้านต่างๆออกมาตั้งทฤษฎีที่สันนิษฐานว่าโลกอาจเคยเกิดสภาวะวิกฤติทางด้านสิ่งแวดล้อมขั้นรุนแรงขึ้นมาในอดีตจนถึงกับทําให้สิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆรวมถึงไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไปจากโลกมากมายหลายทฤษฎี โดยส่วนใหญ่ก็มักพุ่งเป้าไปที่ปรากฏการณ์เช่นการระเบิดของภูเขาไฟครั้งใหญ่ไปจนถึงอุกกาบาตขนาดใหญ่พุ่งชนโลก

แต่นักวิทยาศาสตร์ของเอ็มไอทีนั้นไปไกลกว่าทฤษฎีต่างๆที่เคยมีคนเสนอขึ้นมา โดยได้อาศัยหลักการของการเกิดพายุหมุนลูกต่างๆที่เป็นปรากฏการณ์ปกติตามฤดูกาลอยู่แล้วมาใช้ตั้งเป็นทฤษฎี โดยเชื่อมโยงกับความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศที่กําลังเกิดขึ้นในปัจจุบันว่าน่าจะส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้นในอนาคตได้ เช่นทําให้สภาพแวดล้อมต่างๆของโลกเกิดความเปลี่ยนแปลงไปอย่างพลิกผัน จนสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลกต้องได้รับผลกระทบอันเลวร้ายจากความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถึงกับสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ลงไปเลย อย่างเช่นที่เคยเกิดขึ้นกับไดโนเสาร์ที่เคยครองโลกในยุคอดีตนั่นเอง แต่ต้องสูญพันธุ์ลงจนหมดสิ้นเนื่องจากไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างพลิกผันไปอย่างรุนแรงนั้นได้

โดยทีมนักวิจัยดังกล่าวตั้งโจทย์ไว้ว่าสิ่งที่โลกกําลังเผชิญกับความแปรปรวนทางสภาพภูมิอากาศอันเลวร้ายจนอยู่ในขั้นวิกฤติแล้วนี้ ไม่น่าจะเป็นปรากฏการณ์เช่นที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อย่างน้อยก็ในโลกยุคปัจจุบันไม่เคยเผชิญกับสิ่งนี้มาก่อนอย่างแน่นอน และสิ่งที่เกิดขึ้นก็ต้องไม่ใช่ปรากฏการณ์แบบชั่วคราว ซึ่งเกิดขึ้นแล้วก็จบลงไปแบบปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เราเคยพบเห็นเป็นประจํา แต่ต้องมีผลระยะยาวที่อาจมีการส่งสัญญาณออกมาเป็นระลอกๆด้วยปรากฏการณ์ที่ไม่เป็นปกติต่างๆซึ่งกําลังเกิดขึ้นอยู่นี้ และสิ่งที่เรากําลังเผชิญอยู่นี้ก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของปรากฏการณ์ที่จะถาโถมเข้ามาเป็นระลอกๆนี้เอง ซึ่งจุดจบของเรื่องนี้ทั้งหมดก็อาจเป็นจุดจบเดียวกับไดโนเสาร์ที่เคยครองโลกนี้เมื่อครั้งอดีตคือหายไปจากโลกจนหมดสิ้น ทิ้งเพียงซากฟอสซิลให้สิ่งมีชีวิตที่จะขึ้นมาครองโลกนี้เผ่าพันธุ์ใหม่ขุดขึ้นมาศึกษาเมื่อโลกสามารถจะกลับคืนสู่ความสมดุลได้ใหม่อีกครั้ง (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet