อภิมหาพายุ อภิมหาภูเขาไฟระเบิด ปรากฎการณ์ที่อาจทำให้มนุษย์สูญพันธุ์ ตอนที่ 2

อภิมหาพายุ อภิมหาภูเขาไฟระเบิด ปรากฎการณ์ที่อาจทำให้มนุษย์สูญพันธุ์ ตอนที่ 2

ทีมวิจัยดังกล่าวได้ตั้งข้อสันนิษฐานซึ่งแตกต่างไปจากทฤษฎีต่างๆที่มีการเสนอกันขึ้นมาโดยใช้เรื่องของการเกิดพายุรุนแรงและมีสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนในขั้นเลวร้ายลงไปเรื่อยๆนี้นํามาเป็นโจทย์ เนื่องจากเชื่อว่าปรากฏการณ์ธรรมชาติต่างๆที่กําลังเกิดขึ้นนี้ไม่ใช่ปรากฏการณ์ปกติ อย่างที่เคยเป็น แต่เป็นสัญญาณเตือนอย่างเป็นระลอกๆเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นกับปรากฏการณ์ธรรมชาติต่างๆ ซึ่งธรรมชาติมักจะส่งสัญญาณเตือนขึ้นมาให้ทราบก่อน ไม่ว่าการที่มีเมฆดําเต็มท้องฟ้าก่อนที่จะเกิดพายุฝน หรือมีควันลอยขึ้นมาจากปล่องภูเขาไฟก่อนที่มันจะระเบิด

เช่นเดียวกัน การเกิดพายุหมุนรุนแรงขึ้นอย่างบ่อยครั้ง และฤดูกาลต่างๆก็มีความสับสนอย่างไม่ เคยเกิดขึ้นมาก่อน รวมถึงปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เลวร้ายต่างๆที่เรียงแถวกันออกมาปรากฏให้เห็นอย่างเป็นระลอกๆไม่ขาดระยะจนผิดสังเกตเช่นนี้ก็น่าจะเป็นสัญญาณเตือนก่อนปรากฏการณ์ใหญ่ที่แท้จริงจะเผยตัวขึ้นมาให้เห็น ด้วยความเชื่อที่น่าจะมีปรากฏการณ์ใหญ่อะไรบางอย่างติดตามมาเช่นนี้ จึงทําให้ทีมนักวิทยาศาสตร์ของเอ็มไอทีได้ติดตามศึกษาการเกิดขึ้นของพายุหมุนลูกๆที่เกิดขึ้นในช่วง 20 ปีมานี้ จนพบจุดน่าสังเกตอยู่จุดหนึ่งที่โลกกําลังเผชิญอยู่คือยิ่งเมื่ออุณหภูมิโลกร้อนขึ้นเท่าใด พายุจะยิ่งเกิดขึ้นบ่อยและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในรอบ 20 ปีที่ผ่านมานี้มีการสํารวจพบว่าอุณหภูมิของพื้นผิวน้ำทะเลมีค่าเฉลี่ยที่สูงขึ้นเรื่อยๆในแต่ละปี โดยค่าเฉลี่ยจะอยู่ที่ 0.55 องศาเซลเซียสต่อปี ไม่เว้นแม้ในช่วงฤดูหนาว

โดยปกติแล้วการเกิดพายุหมุนก็เกี่ยวพันโดยตรงกับระดับอุณหภูมิของพื้นผิวน้ำทะเลตามที่กล่าวมาข้างต้น เมื่อพื้นผิวน้ำทะเลถูกแสงอาทิตย์แผดเผาหรือเกิดความร้อนขึ้นด้วยสาเหตุใดก็ตาม น้ำทะเลจะระเหยกลายเป็นไอน้ำ และไอน้ำเหล่านั้นก็จะลอยขึ้นไปแขวนอยู่บนชั้นบรรยากาศโลก ทําให้บริเวณเหนือผิวน้ำมีอากาศที่เจือจางลง อากาศจากบริเวณอื่นจึงไหลเข้ามาแทนที่ การเคลื่อนตัวของอากาศซึ่งไหลเข้ามาแทนที่นี้เองที่ทําให้เกิดกระแสลมขึ้น ถ้าหากมวลอากาศมีการเคลื่อนตัวในปริมาณมากๆและมากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะทําให้เกิดกระแสลมที่แรงและเร็วขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน

ความเร็วของกระแสลมที่เพิ่มขึ้นนี้เองที่จะก่อให้เกิดเป็นลมพายุ และเมื่อกระแสลมมีการหมุนเวียนถ่ายเทกันขึ้นจนเกิดกระแสลมมากกว่าสองกระแสไหลมาปะทะกันก็จะเกิดปรากฏการณ์หมุนวนของกระแสลมกลายเป็นพายุหมุนขึ้น และจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หากความเร็วของกระแสลมไม่ยอมหยุดลง ซึ่งพายุหมุนจะมีขนาดใหญ่แค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับมวลอากาศเหนือพื้นผิวน้ำทะเลที่มีการถ่ายเทกันได้มากน้อยและมีความเร็วเท่าใดนั่นเอง และ การเกิดพายุก็ยังเกิดเป็นฤดูกาลอีกด้วย เพราะอุณหภูมิของพื้นผิวน้ำทะเลไม่ได้ร้อนขึ้นพร้อมๆกันทั่วทั้งโลก บริเวณซีกโลกใดที่หันเข้าหาดวงอาทิตย์มากกว่า ซีกโลกนั้นก็จะอยู่ในช่วงฤดูร้อนและฤดูฝน น้ำทะเลบริเวณนั้นจะถูกแสงอาทิตย์แผดเผาได้มากกว่า บริเวณซีกโลกนั้นก็จึงได้เกิดพายุมากขึ้นกว่าบริเวณอื่นที่ไม่ได้หันเข้าหาดวงอาทิตย์ ซีกนั้นจึงเป็นฤดูหนาวหรือที่มักเรียกว่าฤดูแล้ง การเกิดพายุจึงเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอในแต่ละปี

การที่นักวิทยาศาสตร์ของเอ็มไอทีพบว่าอุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลสูงขึ้นเรื่อยๆเช่นนี้มีความสําคัญมาก เพราะเท่ากับทําให้ทราบถึงที่มาของการเกิดพายุหมุนต่างๆซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้น แล้วยังมักเกิดขึ้นนอกฤดูกาลพายุจนคาดการณ์ไม่ได้อีกด้วยนั้นเกี่ยวพันกับอุณหภูมิของน้ำทะเลที่สูงขึ้นนั่นเอง และถ้าหากเราไม่สามารถช่วยกันลดอุณหภูมิผิวน้ำทะเลลงหรือให้อยู่ในระดับสมดุลตามปกติได้แล้ว พายุหมุนรุนแรงต่างๆก็คงต้องทวีจํานวนขึ้นและทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นอีกเรื่อยๆจนระดับความรุนแรงสูงขึ้นไปจนถึงระดับที่อาจสร้างความเสียหายให้แก่มนุษยชาติได้อย่างที่คนในรุ่นนี้ไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อนเลยก็เป็นได้ ซึ่งหมายถึงอาจพัฒนาขึ้นไปจนถึง ระดับอภิมหาพายุแห่งยุคหรือไฮเปอร์เคนนั่นเอง

ตามทฤษฎีของการเกิดไฮเปอร์เคนซึ่งอาจสร้างวิบัติภัยครั้งใหญ่ให้แก่โลกนั้น เชื่อกันว่าระดับของอุณหภูมิเหนือผิวน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆจนไม่มีขีดจํากัดนี้ เมื่อถึงจุดหนึ่งก็จะทําให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของมวลอากาศเหนือผิวน้ำที่พัฒนาไปถึงจุดที่ก่อให้เกิดพายุลูกใหญ่ขึ้นแบบไม่จํากัดขนาดและจํานวนได้ และพายุเหล่านี้ก็อาจเคลื่อนที่เข้ารวมตัวกันจนกลายเป็นอภิมหาพายุลูกมหึมาอย่างที่สุดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเลยได้และอาจไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่ครั้งเดียว ถ้าหาก โลกยังไม่สามารถปรับอุณหภูมิให้ลดลงได้อีก ความร้อนที่ยิ่งทวีเพิ่มมากขึ้นอีกก็จะทําให้เกิดพายุหมุนที่มีขนาดอภิมหายักษ์ยิ่งขึ้นไปอีก และเกิดขึ้นลูกแล้วลูกเล่าอย่างไม่มีสิ้นสุดได้อีกด้วย เป็นวงจรเช่นนี้ต่อเนื่องกันไป

แต่สิ่งที่น่าหวาดกลัวยิ่งไปกว่าก็คือถ้าหากอุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลเกิดร้อนขึ้นมากๆหรือร้อนขึ้นในแบบเฉียบพลันจนใกล้ถึงจุดเดือดแล้ว ไม่ว่าเป็นความร้อนที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาใดเป็นตัวเร่งให้มันร้อนขึ้นมาจนถึงระดับนั้นก็ตาม หรือจะมาจากการระเบิดของแนวภูเขาไฟใต้น้ำที่มีขนาดใหญ่ในระดับซุปเปอร์วอลคาโน หรืออาจจะเป็นเพราะดาวหางหรืออุกกาบาตขนาดใหญ่ตกลงใน มหาสมุทรบริเวณใดก็ตามที่สามารถทําให้เกิดความร้อนสูงในแบบฉับพลันทันทีตรงบริเวณพื้นผิวมหาสมุทร ความเปลี่ยนแปลงของมวลอากาศเหนือมหาสมุทรในช่วงบริเวณนั้นก็จะเกิดขึ้นแบบฉับพลันจนถึงจุดเดือดได้ และจะทําให้เกิดกระแสลมหมุนอันรุนแรงอย่างมหาศาลจนก่อตัวขึ้นกลายเป็นอภิมหาพายุหรือไฮเปอร์เคนที่มีขนาดใหญ่เทียบเท่ากับประเทศแคนาดาทั้งประเทศ หรืออาจมีขนาดใหญ่กว่าและมีความรุนแรงในขนาดความเร็วตั้งแต่ประมาณ 800 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไปได้ในทันที

ซึ่งความเร็วรวมไปถึงขนาดอันมหึมาของมันเช่นนี้ หากพัดผ่านไปที่ใดก็สามารถจะสร้างความเสียหายให้แก่พื้นที่นั้นๆได้อย่างมากมายมหาศาลชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเลยเช่นกัน และเมื่อซัดเข้าสู่ฝั่งมันก็ยังสามารถสร้างคลื่นยักษ์สึนามิ และสตรอมเซิร์ซที่มีขนาดความสูงเท่ากับตึก 15 ชั้น เข้าทําลายทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้าได้อีกด้วย แต่สิ่งที่น่าหวาดวิตกยิ่งกว่าและจะเป็นสาเหตุทําให้สิ่งมีชีวิตบนโลกนี้หลายๆชนิดรวมถึงมนุษย์อาจสูญพันธุ์ลงไปก็เป็นได้ก็คือแรงหมุนอันมหาศาลของไฮเปอร์เคนยังจะหอบเอามวลน้ำทะเล ฝุ่นทราย และสิ่งต่างๆจากทั้งใต้พื้นสมุทรหรือบนพื้นดินให้ลอยสูงขึ้นไปแขวนลอยอยู่บนชั้นบรรยากาศ ชั้นสตราโตสเฟียร์ (Stratosphere) ซึ่งจะสร้างมหันตภัยทางสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่ขึ้นแก่โลกได้อีกด้วย เพราะความสูงของยอดอภิมหาพายุลูกนี้จะมีความสูงมากกว่า 30 กิโลเมตรนับจากพื้นดินซึ่งมากกว่าพายุหมุนปกติที่เคยเกิดขึ้นมาลูกไหน

โดยลูกที่สูงที่สุดที่เคยวัดกันได้นั้นสูงเพียงไม่เกิน 15 กิโลเมตรจากระดับพื้นดินเท่านั้นซึ่งไม่สามารถสูงขึ้นไปถึงชั้นสตราโตสเฟียร์ได้ แต่ความสูงในระดับ 30 กิโลเมตรนี้จะทําให้สิ่งต่างๆถูกหอบขึ้นไปลอยอยู่บนชั้นบรรยากาศชั้นนี้ได้อย่างสบาย ซึ่งก็จะเข้าไปรบกวนชั้นโอโซน (Ozone) ของโลกทําให้เกิดความปั่นป่วนได้ โดยจะทําให้ชั้นโอโซนของโลกเจือจางหรือสูญสลายไป โอโซนที่ทําหน้าที่เป็นตัวกรองแสงอาทิตย์ไม่ให้รังสีรุนแรงต่างๆที่มากับแสงอาทิตย์ส่องผ่านลงมาถึงพื้นผิวโลกได้โดยตรงจึงเป็นเสมือนกําแพงกําบังรังสีจากดวงอาทิตย์

เมื่อโอโซนถูกทําลายลง รังสีต่างๆก็จะสาดส่องลงมาทําอันตรายหรือเผาผลาญสิ่งมีชีวิตต่างๆบนพื้นผิวโลกได้อย่างเต็มที่โดยไม่อาจมีสิ่งใดหลีกหนีมันไปได้พ้น มวลก๊าซและไอน้ำหรือฝุ่นทรายจํานวนมหาศาลที่ถูกส่งขึ้นไปบนชั้นบรรยากาศโลกเหล่านั้นก็ยังกลายเป็นก๊าซเรือนกระจกที่จะทําให้อุณหภูมิบนพื้นผิวโลกสูงขึ้นไปเรื่อยๆอีกด้วย และจะก่อให้เกิดปรากฏการณ์ที่วิปริตหมุนเวียนกันไปอย่างไม่รู้จบเช่นนี้จนกว่าโลกจะสามารถปรับสภาพให้เย็นลงได้ด้วยตัวเอง แต่ถ้าหากรอถึงวันนั้นชีวิตส่วนใหญ่บนโลกคงอาจไม่เหลือรอดได้ รวมถึงมนุษยชาติอีกด้วยเช่นกัน การเกิดปรากฏการณ์ไฮเปอร์เคนหรืออภิมหาพายุขึ้น จึงสามารถสร้างความวิบัติมหาศาลให้แก่ทุกสรรพชีวิต บนโลกได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งนักวิจัยที่เอ็มไอทีก็ยังเชื่อด้วยว่าปรากฏการณ์ไฮเปอร์เคนนี้อาจเคยเกิดขึ้นบนโลกมาก่อนแล้วเมื่อ 60 กว่า ล้านปีก่อน และอาจจะเป็นสาเหตุต่อเนื่องที่ทําให้เผ่าพันธุ์ไดโนเสาร์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆสูญพันธุ์ไปจากโลกในช่วงเวลานั้นก็เป็นได้เช่นกัน

สาเหตุการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ สิ่งมีชีวิตที่เคยครองโลกเมื่อ 60 ล้านปีก่อน

สาเหตุการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ สิ่งมีชีวิตที่เคยครองโลกเมื่อ 60 ล้านปีก่อน

ยังมีวิบัติภัยจากธรรมชาติที่ใกล้ตัวมนุษยชาติซึ่งไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อีกชนิดหนึ่งที่ได้สร้างวิบัติภัยและวิกฤติการณ์ทางสิ่งแวดล้อมให้แก่มนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตบนโลกนี้อย่างต่อเนื่องนับครั้งไม่ถ้วนมาแล้วตั้งแต่ดึกดําบรรพ์จนกระทั่งถึงยุคปัจจุบัน ซึ่งอาจเกี่ยวเนื่องกับการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ลงเมื่อ 60 กว่าล้านปีก่อนก็เป็นได้ก็คือภัยจากแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิดนั่นเอง แต่การที่จะทําให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ลงไปได้จะต้องไม่ใช่แผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิดเช่นที่เราเคยเห็นหรือเผชิญมาก่อนในโลกยุคปัจจุบัน แต่จะต้องเกิดขึ้นจากอภิมหาแผ่นดินไหวหรืออภิมหาภูเขาไฟระเบิดครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เท่านั้นจึงจะสร้างความรุนแรงให้เกิดขึ้นได้มากกว่าที่เราเคยเห็นหลายร้อยเท่าเลยทีเดียว

เรื่องนี้มาจากทฤษฎีหนึ่งที่ได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงหลังๆนี้ โดยมีการเสนอเรื่องนี้ขึ้นโดยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยาชาวตะวันตก เกี่ยวกับการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ที่อาจเกี่ยวเนื่องกับการระเบิดครั้งใหญ่ของภูเขาไฟในโลกยุคแรกๆซึ่งรุนแรงกว่าที่เคยเกิดขึ้นในปัจจุบันหลายร้อยเท่า ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับว่ามีความเป็นไปได้จากนักวิทยาศาสตร์หลายคน

ทฤษฎีนี้มาจากข้อสงสัยของเหล่านักวิทยาศาสตร์จํานวนมากว่าเหตุใดไดโนเสาร์ที่เคยมีจํานวนมหาศาลกว่าสัตว์สายพันธุ์ใดในโลกอดีตจึงกลับล้มตายและสูญพันธุ์ลงไปจนหมดสิ้น ซึ่ง ลักษณะการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์นั้นมีลักษณะของการล้มตายแบบค่อยๆหายไปจนในที่สุดก็ไม่หลงเหลือเผ่าพันธุ์ให้เห็นอีกเลย คล้ายกับมีอะไรบางอย่างที่เป็นต้นเหตุทําให้ชาติพันธุ์ที่เคยยึดครองโลกใบนี้มาก่อนค่อยๆเสียความสามารถในการดํารงชีวิตจนไม่อาจจะอยู่รอดบนโลกได้อีกเลย กระทั่งต่อมาหลังจากนั้นเป็นเวลานานจึงได้มีสิ่งมีชีวิตรูปแบบอื่นค่อยๆเจริญพันธุ์ และวิวัฒนาการขึ้นมาจนกลายเป็นสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่ๆ รวมถึงสิ่งมีชีวิตที่ทรงภูมิปัญญาสูงสุดในโลกยุคปัจจุบันก็คือมนุษยชาติขึ้นมาทดแทน

การศึกษาเรื่องนี้แต่เดิมเคยมีการเสนอทฤษฎีขึ้นว่าการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์อาจเกี่ยวเนื่องกับปรากฏการณ์การพุ่งชนพื้นผิวโลกของดาวหางหรืออุกกาบาตขนาดใหญ่ด้วยความเร็วสูง และทําให้เกิดแรงสั่นสะเทือนอันมหาศาลจนเป็นอภิมหาแผ่นดินไหว และทําให้เกิดมหาสึนามิซัดเข้าในแผ่นทวีปที่ไม่ได้สร้างความเสียหายเพียงแค่ชายฝั่งทะเลเท่านั้น แต่เข้าไปลึกจนถึงกลางแผ่นทวีปเลยทีเดียว ความรุนแรงของมหาสึนามิที่เกิดขึ้นขนาดนั้นสามารถทําให้ระบบนิเวศต่างๆสูญเสียสมดุลไปได้อย่างฉับพลันและสภาพแวดล้อมเกิดความเสียหายอย่างรุนแรง

Chicxulub crater

โดยจุดที่เกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวขึ้นเชื่อกันว่าอยู่ตรงบริเวณทิศตะวันตกเฉียงเหนือของคาบสมุทรยูคาทาน (Yucatan) ประเทศเม็กซิโก บริเวณเมืองชิคซูลับ (Chicxulub) ที่ได้มีการพบร่องรอยของพื้นดินยุบตัวเป็นบริเวณกว้างคล้ายหลุมอุกกาบาต ถูกกลบอยู่ใต้พื้นผิวดินมาเป็นเวลานาน โดยพบว่าครึ่งหนึ่งของหลุมนี้เกยขึ้นมาบนแผ่นดิน ส่วนอีกครึ่งหนึ่งอยู่ในทะเล ส่วนเส้นผ่าศูนย์กลางของหลุมดังกล่าวนี้สามารถวัดได้ถึง 150 กิโลเมตรเลยทีเดียว สันนิษฐานว่าน่าจะมาจากแรงกระแทกของดาวหางหรืออุกกาบาตมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 15 กิโลเมตร เป็นอย่างต่ำซึ่งแรงกระแทกขนาดนี้ได้ทําให้เกิดแผ่นดินไหวขนาดมหาศาลและมหาสึนามิที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงจนทําให้เกิดความเปลี่ยนแปลงชนิดพลิกผันต่อโลกได้อย่างแน่นอน

ปรากฏการณ์ครั้งนั้นมีการคํานวณกันว่าเกิดขึ้นเมื่อประมาณกว่า 60 ล้านปีมาแล้วซึ่งตรงกับช่วงที่ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ลง จึงเกิดข้อสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นสาเหตุของความเปลี่ยนแปลงทาง สภาพแวดล้อมอย่างรุนแรงจนทําเกิดความขาดแคลนอาหารโดยทั่วไป และไดโนเสาร์ที่เป็นสัตว์ใหญ่ซึ่งมีอยู่เป็นจํานวนมากก็ต้องแย่งชิงปัจจัยในการดํารงชีพด้วยกันเองเพื่อความอยู่รอด ทําให้เผ่าพันธุ์ของมันค่อยๆล้มตายลงไปเรื่อยๆ ประกอบกับสภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่ลงจึงยิ่งเร่งให้ไดโนเสาร์ค่อยๆสูญสิ้นลงจนหมด เหลือเพียงแค่สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ต้องการปัจจัยน้อยกว่า เท่านั้นซึ่งค่อยๆพัฒนาความสามารถของตัวเองขึ้น และวิวัฒนาการต่อๆมาจนกลายเป็นสิ่งมีชีวิตรุ่นใหม่

แต่ปัจจุบันมีทฤษฎีที่เสนอขึ้นมาใหม่โดยตั้งสมมติฐานขึ้นว่าสาเหตุที่ทําให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ลงในยุคดึกดําบรรพ์น่าจะเป็นสภาวะโลกร้อนที่มีสาเหตุมาจากปรากฏการณ์เรือนกระจกในช่วงเวลานั้นนั่นเองที่อาจเกิดขึ้นอย่างรุนแรงจนทําให้เผ่าพันธุ์ไดโนเสาร์ซึ่งมีรูปแบบชีวิตที่ต้องอาศัยปัจจัยในการดํารงชีพให้อยู่รอดได้สูงกว่าสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆจึงไม่สามารถปรับตัวให้อยู่รอดในกับสภาวการณ์ที่พลิกผันไปอย่างรุนแรงนี้ได้และค่อยๆล้มตายลงไปจนหมดสิ้น กว่าที่โลกจะสามารถปรับสภาพให้ผ่านพ้นช่วงเวลาวิกฤตินั้นมาได้ และกลับมาสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้นได้ใหม่อีกครั้ง

แต่ทฤษฎีดังกล่าวนี้ระบุว่าสาเหตุที่จะทําให้เกิดปรากฏการณ์โลกร้อนซึ่งส่งผลให้ทุกชีวิตบนพื้นผิวโลกได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจนทําให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ลงไปได้นั้น ต้องเป็นปรากฏการณ์โลกร้อนแบบเฉียบพลัน หรือรวดเร็วจนทุกๆชีวิตไม่อาจปรับตัวรับสภาพที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วนี้ได้เท่านั้น จึงมีการตั้งทฤษฎีขึ้นมาว่าต้นเหตุที่จะทําให้เกิดปรากฏการณ์เช่นนั้นได้น่าจะเป็น ขี้เถ้าภูเขาไฟ (Volcanic Dust) และก๊าซพิษต่างๆที่เกิดขึ้นจากการระเบิดของภูเขาไฟขนาดใหญ่ โดยเฉพาะก๊าซจากกรดกํามะถันจํานวนมหาศาลที่ถูกส่งจากใต้พื้นผิวโลกขึ้นไปลอยอยู่บนชั้นบรรยากาศ

Supervolcano

แต่การที่จะทําให้เกิดมีปริมาณของขี้เถ้าและก๊าซพิษหรือก๊าซจากกรดกํามะถันในปริมาณซึ่งมากพอจนทําให้เกิดสภาวะเรือนกระจกในเวลารวดเร็วได้นั้น คงต้องเป็นปรากฏการณ์การระเบิดของภูเขาไฟขนาดใหญ่มากๆ และต้องเกิดขึ้นเป็นบริเวณกว้างหรือเกิดขึ้นพร้อมๆกันหลายๆลูก หรือระเบิดขึ้นตลอดแนวปล่องภูเขาไฟเป็นระยะทางยาวติดต่อกัน ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ได้รับการตั้งชื่อว่าปรากฏการณ์ ซุปเปอร์วอลคาโน (Supervolcano) หรือ อภิมหาภูเขาไฟระเบิด

นักวิชาการด้านภูเขาไฟได้อธิบายถึงความรุนแรงของปรากฏการณ์ภูเขาไฟระเบิดแบบซุปเปอร์วอลคาโนนี้ว่าสามารถจะปลดปล่อยเถ้าถ่านภูเขาไฟออกมาได้ในปริมาณมากถึง 1,000 คิวบิกกิโลเมตร หรือมากกว่า 1 พันเท่าของปริมาณเถ้าถ่านที่ถูกพ่นออกมาจากการระเบิดของภูเขาไฟปกติครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์โลกยุคปัจจุบันเท่าที่เคยมีการบันทึกกันมา โดยการระเบิดของภูเขาไฟครั้งรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกกันขึ้นในยุคปัจจุบันมี เช่น ทัมโบรา (Tambora) ประเทศอินโดนีเซีย เกิดในปี ค.ศ. 1815 กรากาตัว (Krakatoo) ประเทศอินโดนีเซีย เกิดในปี ค.ศ. 1883 ซานตา มาเรีย (Santa Maria) กัวเตมารา เกิดในปี ค.ศ. 1902 โนวารัปตา (Novarupta) อลาสกา สหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ. 1912 ปินาตูโบ (Pinotubo) ประเทศฟิลิปปินส์ เกิดในปี ค.ศ. 1991

เถ้าถ่านภูเขาไฟหรือฝุ่นภูเขาไฟเหล่านี้จะถูกปล่อยขึ้นไปลอยอยู่บนชั้นบรรยากาศโลกจนหนาแน่นได้อย่างรวดเร็วแล้วแผ่กระจายออกปกคลุมไปทั่วทุกหนแห่งได้ภายในระยะเวลาเพียงแค่ไม่กี่สัปดาห์ หรืออาจจะเพียงไม่ถึงสัปดาห์เท่านั้นเถ้าถ่านและก๊าซเหล่านั้นก็จะขึ้นไปก่อตัวจนกลายเป็นกําแพงอันหนานับเป็นกิโลเมตรบนชั้นบรรยากาศและบดบังแสงอาทิตย์ไม่ให้สาดส่องลงมาถึงพื้นผิวโลกได้เป็นเวลานานหลายสัปดาห์หรืออาจหลายเดือน ซึ่งก็จะทําให้พื้นผิวโลกเกิดความหนาวเย็นขึ้นโดยทั่วไปอย่างฉับพลัน

ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า ฤดูหนาวนิวเคลียร์ (Nuclear Winter) อันเป็นปรากฏการณ์คล้ายกับช่วงเวลาภายหลังจากการระเบิดของระเบิดปรมาณที่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิของญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ครั้งนั้น ที่จํานวนเถ้าถ่านซึ่งเกิดขึ้นจากอานุภาพของแรงระเบิดอันรุนแรงมหาศาลได้ถูกส่งขึ้นไปแขวนลอยอยู่บนชั้นบรรยากาศเหนือพื้นที่ที่เกิดการระเบิดอย่างหนาแน่น และแผ่กระจายออกไปเป็นวงกว้างจนบดบังแสงอาทิตย์ให้ไม่สามารถสาดส่องลงมาได้เป็นเวลานาน แล้วทําให้เกิดความหนาวเย็นเข้ามาแทนที่และแผ่กระจายออกไปเรื่อยๆเนื่องจากไม่ได้รับความร้อนจากแสงอาทิตย์แต่อย่างใด

อภิมหาพายุ อภิมหาภูเขาไฟระเบิด ปรากฎการณ์ที่อาจทำให้มนุษย์สูญพันธุ์ ตอนที่ 2

ปรากฏการณ์ซุปเปอร์วอลคาโนนี้ก็เช่นกัน แต่จะหนักหน่วงกว่านับพันเท่าเลยทีเดียว เนื่องจากปริมาณของเถ้าถ่านภูเขาไฟที่ขึ้นไปลอยอยู่นั้นมีจํานวนมากมายมหาศาลกว่าหลายเท่า ฤดูหนาวนิวเคลียร์ที่เกิดขึ้นจึงทวีความรุนแรงกว่ามากมายมหาศาลนัก และคงดําเนินไปในช่วง เวลาที่ยาวนานกว่ามากด้วย โดยอาจส่งผลให้เกิดเป็นยุคน้ำแข็งกระจายไปทั่วทั้งโลกได้ในเวลาไม่นานก็เป็นได้เช่นกัน เมื่อกระแสน้ำในมหาสมุทรเกิดความแปรปรวนเพราะไม่ได้รับพลังงานจากแสงอาทิตย์เป็นระยะเวลานานจนทําให้น้ำทะเลเริ่มเย็นลง และระบบกระแสน้ำเย็นกับน้ำอุ่นในมหาสมุทรที่เคยไหลเวียนกันโดยอาศัยกระแสน้ำทั้งสองนี้ผลักดันไปมาจนทําให้เกิดการไหลเวียนที่เรียกว่าสายพานยักษ์หยุดลงตามที่กล่าวมาแล้ว วงจรชีวิตที่มีอยู่บนพื้นผิวโลกทั้งหมดก็จะดําเนินไปอย่างยากลําบากตลอดช่วงเวลาซึ่งเกิดฤดูหนาวนิวเคลียร์และยุคน้ำแข็งติดต่อกันนี้ จนกว่าเถ้าถ่านภูเขาไฟจะเริ่มเบาบางลง และน้ำแข็งเริ่มละลายซึ่งต้องใช้เวลายาวนานมาก

แต่ภายหลังจากที่เหตุการณ์ทุกอย่างเริ่มคลี่คลายลงแล้ว ก็ใช่ว่าโลกจะสามารถกลับคืนสู่ความสมดุลได้โดยทันที ในช่วงเวลาต่อมาโลกยังคงจะต้องเผชิญกับปรากฏการณ์ลําดับต่อไปคือปรากฏการณ์โลกร้อน เนื่องจากเถ้าถ่านและก๊าซพิษต่างๆที่เกิดจากการระเบิดของซุปเปอร์วอลคาโนก็ยังคงมีอยู่อย่างหนาแน่น ซึ่งถึงแม้เถ้าถ่านจากซุปเปอร์วอลคาโนจะเบาบางลงจนแสงอาทิตย์สามารถส่องผ่านลงมาได้อีกครั้งก็ตาม โลกก็ยังต้องเผชิญกับอุณหภูมิที่ค่อยๆสูงขึ้นจนเข้าสู่สภาวะโลกร้อนได้อีกเป็นวงจรหมุนเวียนต่อไปอีก เนื่องจากก๊าซและเถ้าถ่านเหล่านั้นยังทําหน้าที่เป็นกําแพงเก็บกักความร้อนหรือเรือนกระจกได้ต่อไปไม่สิ้นสุด และจากการที่ทุกชีวิตบนโลกต้องเผชิญกับปรากฏการณ์รุนแรงต่างๆที่ผันผวนกลับไปกลับมาเช่นนี้ สิ่งมีชีวิตต่างๆก็ยังคงทยอยตายลงไปเรื่อยๆไม่หยุด เนื่องจากวงจรชีวิตต่างๆยังไม่สามารถกลับสู่สภาวะที่สมดุลได้ สิ่งมีชีวิตซึ่งต้องการปัจจัยการดํารงชีวิตสูงกว่าสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆจะปรับตัวปรับสภาพให้ดํารงอยู่ในสภาวะที่เกิด (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet