อภิมหาพายุ อภิมหาภูเขาไฟระเบิด ปรากฎการณ์ที่อาจทำให้มนุษย์สูญพันธุ์ ตอนที่ 3

อภิมหาพายุ อภิมหาภูเขาไฟระเบิด ปรากฎการณ์ที่อาจทำให้มนุษย์สูญพันธุ์ ตอนที่ 3

การเกิดฤดูหนาวนิวเคลียร์ที่จะทําให้สภาพภูมิอากาศแปรปรวนรุนแรงเป็นเวลานาน ความเปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรงเช่นนี้ได้ยากกว่าสิ่งมีชีวิตที่ต้องการปัจจัยในการดํารงชีพน้อยกว่า หรือซับซ้อนน้อยกว่า เช่นเผ่าพันธุ์ของไดโนเสาร์ที่มีชีวิตอยู่ได้อย่างยากลําบากมาเป็นเวลานานจึงค่อยๆล้มตายลงเรื่อยๆจนกระทั่งสูญพันธุ์ลง นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อกันว่าสาเหตุสําคัญที่ทําให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ลงไม่ว่าจะเกิดขึ้นจากผลของปรากฏการณ์ใดก็ตาม เป็นเพราะอุกกาบาตพุ่งชนโลกจนเกิดมหาสึนามิขึ้น อภิมหาพายุ ไฮเปอร์เคน หรืออภิมหาภูเขาไฟระเบิด ซุปเปอร์วอลคาโนก็ตาม ทั้งหมดล้วนแต่นําไปสู่สภาวะวิกฤติทางสิ่งแวดล้อมที่จะทําให้การดํารงชีวิตของสิ่งมีชีวิตบนโลกทั้งหมดยากลําบากจนไปถึงจุดซึ่งดํารงอยู่ไม่ได้อีกต่อไป จึงค่อยๆล้มตายลงไปจนหมดได้ด้วยกันทั้งสิ้น

แต่สิ่งที่ค้นพบในช่วงหลังนี้ก็คือไดโนเสาร์ชนิดต่างๆที่เคยมีอยู่บนโลกมากมายนั้นไม่ได้ตายลงในลักษณะเป็นใบไม้ร่วงในทันทีพร้อมๆกันอย่างที่เคยเชื่อมาก่อน แต่มีลักษณะค่อยๆหมดสิ้นสายพันธุ์ลงไปเรื่อยๆคล้ายกับมันไม่สามารถสืบลูกสืบหลานต่อไปได้ เรื่องนี้จึงทําให้เกิดความฉงนยิ่งขึ้นและเริ่มมีการตั้งข้อสันนิษฐานกันขึ้นใหม่ว่าไดโนเสาร์ชนิดต่างๆอาจไม่ได้ตายลงด้วยผลกระทบจากสภาวะแวดล้อมที่เสียหายไปโดยตรง แต่เป็นผลกระทบโดยอ้อมจึงทําให้มันสูญเสียความสามารถในการสืบพันธุ์และขยายพันธุ์ลงไป หรือ “เป็นหมัน” นั่นเอง

เมื่อสภาวะแวดล้อมย่ำแย่ลงจึงได้ทําให้มีปัจจัยบางอย่างที่ไปผลักดันให้ไดโนเสาร์ในรุ่นหลังๆ สูญเสียระบบการสืบพันธุ์หรือเป็นหมันมาตั้งแต่เกิด จนกระทั่งในที่สุดจึงไม่สามารถจะขยายพันธุ์ต่อไปได้อีกจนถึงไดโนเสาร์รุ่นสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่บนโลก เมื่อตายลงจนหมดก็ไม่หลงเหลือเผ่าพันธุ์ชนิดนี้อยู่บนโลกอีกต่อไป ซึ่งสิ่งนี้อาจเกิดขึ้นกับเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้ด้วยเช่นกัน หากมนุษย์ต้องเผชิญกับสภาวการณ์เดียวกันกับไดโนเสาร์ในโลกอดีต

แหล่งภูเขาไฟที่คาดว่าเคยเกิดเกิดการระเบิดระกับ Supervolcano ในอดีต

แหล่งภูเขาไฟที่คาดว่าเคยเกิดเกิดการระเบิดระกับ Supervolcano ในอดีต

สําหรับหลักฐานที่ทําให้นักวิทยาศาสตร์เชื่อกันมากว่าปรากฏการณ์ซุปเปอร์วอลคาโนมีโอกาสจะเกิดขึ้นได้นั้น มาจากการค้นพบตําแหน่งที่ตั้งของแนวภูเขาไฟขนาดใหญ่ซึ่งสันนิษฐานกันว่าน่าจะเคยเกิดการระเบิดของภูเขาไฟระดับซุปเปอร์วอลคาโนขึ้นในโลกยุคดึกดําบรรพ์มาก่อนแล้วอาจจะครั้งหนึ่งหรือมากกว่านั้นกระจายกันอยู่หลายแห่งทั่วโลก ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในแนว วงแหวนไฟ (Ring of Fire) หรือแนวปล่องภูเขาไฟที่เรียงตัวกันอยู่โดยรอบ 2 ฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกที่มักเกิดปรากฏการณ์แผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิดขึ้นบ่อยครั้งมากกว่าย่านใดๆในโลก โดยมีแนวภูเขาไฟขนาดใหญ่ที่เชื่อกันว่าเคยเกิดซุปเปอร์วอลคาโนขึ้นและอาจเกิดขึ้นมาได้อีกในอนาคตช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือ แอ่งภูเขาไฟ (Caldera) ที่สํารวจพบว่ายังคงเป็น จุดร้อน (Hotspot) ที่รอวันปะทุครั้งใหญ่ขึ้นมาอีก ทั้งสิ้นมี 6 แห่งดังต่อไปนี้

แอ่งภูเขาไฟเยลโลว์สโตน (Yellowstone) รัฐไวโอมิง สหรัฐฯ

แอ่งภูเขาไฟลองวัลเลย์ (Long Valley) รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ

แอ่งภูเขาไฟวัลเลส (Valles) รัฐนิวเม็กซิโก สหรัฐฯ

ทะเลสาบโทบา (Toba) เกาะสุมาตรา อินโดนีเซีย

ภูเขาไฟตาอูโป (Taupo) เกาะเหนือ นิวซีแลนด์

แอ่งภูเขาไฟเออิระ (Aira) เกาะคิวชู ญี่ปุ่น

บริเวณจุดร้อนทั้ง 6 แห่งนี้ก็คือบริเวณแนวปล่องภูเขาไฟขนาดใหญ่ซึ่งนักธรณีวิทยาพบว่าเคยปะทุเป็นปรากฏการณ์ภูเขาไฟระเบิดที่อาจจะถึงระดับซุปเปอร์วอลคาโนมาก่อนแล้วตั้งแต่ดึกดําบรรพ์ และยังสํารวจพบด้วยว่ามีการปะทุของแมกมาหรือหินหลอมเหลวขึ้นตรงบริเวณข้างใต้แนวปล่องภูเขาไฟเหล่านี้อยู่อย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

โดยหลักฐานที่ทําให้เกิดข้อสันนิษฐานขึ้นว่าบริเวณแอ่งภูเขาไฟดังกล่าวเคยเกิดการระเบิดอย่างรุนแรงขนาดซุปเปอร์วอลคาโนขึ้นมาก่อนในอดีตเมื่อนานมาแล้วคือพื้นที่แอ่งภูเขาไฟแห่งหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเป็นแผ่นดินที่ตั้งอยู่บนปากปล่องภูเขาไฟขนาดใหญ่โตมโหฬารมาก เป็นแผ่นดินซึ่งเกิดขึ้นมาจากการยุบตัวลงในช่วงระหว่างที่เกิดปรากฏการณ์ภูเขาไฟระเบิด จนเกิดแรงดันอันมหาศาลขึ้นมาจากใต้ผิวโลกดันแผ่นดินในบริเวณนั้นขึ้นแล้วยุบตัวกลับลงไปจนมีลักษณะคล้ายกับกระทะหรือกระจาด ซึ่งบางแห่งมีขนาดกว้างถึงเกือบ 100 ตารางกิโลเมตรเลยทีเดียว เช่นที่แอ่งภูเขาไฟเยลโลว์สโตน ในบริเวณวนอุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน (Yellowstone National Park) รัฐไวโอมิง สหรัฐอเมริกา ซึ่งเคยเกิดการระเบิดขึ้นอย่างรุนแรงจนทําให้พื้นดินบริเวณนั้นยุบ ตัวลงและกลายเป็นแอ่งขนาดใหญ่

Yellowstone

โดยพบว่าข้างใต้แอ่งภูเขาไฟดังกล่าวยังคงมีการปะทุของแมกมาอยู่ ถือเป็นจุดร้อนที่อันตรายที่สุดจุดหนึ่งซึ่งยังคงปะทุเป็นปรากฏการณ์ภูเขาไฟระเบิดครั้งใหญ่ที่เชื่อว่าอาจรุนแรงถึงขนาดซุปเปอร์วอลคาโนได้ โดยยังมีแอ่งภูเขาไฟบางแห่งที่แทบไม่มีใครทราบว่า ยังคงมีการปะทุของแมกมาอยู่ข้างใต้ เนื่องจากปากปล่องของมันถูกน้ำเข้าไปท่วมขังบริเวณพื้นดินที่ยุบจนกลายเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ที่มองไม่เห็นว่าจะเคยเป็นปากปล่องภูเขาไฟมาก่อน แต่ภูเขาไฟเหล่านั้นก็ยังไม่ดับ และความกว้างใหญ่ของทะเลสาบที่เกิดขึ้นนี้ก็ทําให้เชื่อได้ว่ามันเคยเกิดภูเขาไฟระเบิดครั้งร้ายแรงขึ้นมาก่อนอย่างแน่นอนซึ่งยังรอวันที่มันระเบิดขึ้นมาได้ อีกตัวอย่างของแอ่งภูเขาไฟชนิดนี้ก็คือที่ทะเลสาบโทบา บนเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย เป็นต้น

เดคคาน แทร็ป (Deccan Traps)

จุดเชื่อมโยงที่ทําให้เชื่อว่ามีความเกี่ยวพันกันระหว่างปรากฏการณ์ซุปเปอร์วอลคาโนกับการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์นั้นเริ่มจากการสํารวจทาง ธรณีวิทยาบริเวณที่เรียกว่า เดคคาน แทร็ป (Deccan Traps) ในที่ราบสูงเดคคานตอนกลางของอนุทวีปอินเดีย ซึ่งผืนแผ่นดินบริเวณนี้เกิดขึ้นมาจากการแข็งตัวของลาวาซึ่งถูกพ่นขึ้นมาจากใต้พื้นผิวโลกในขณะมีการระเบิดของภูเขาไฟ พื้นที่เดคคานแทร็ปนี้มีอาณาบริเวณอันใหญ่โตมหาศาลมาก โดยมีขนาดถึง 5 แสนตารางกิโลเมตรเลยทีเดียว และมีความหนาภายหลังจากที่ลาวาเย็นตัวลงแล้วประมาณ 2,000 เมตร

การเกิดพื้นที่ที่มาจากการเย็นตัวของลาวาภูเขาไฟจนมีอาณาบริเวณกว้างขวางขนาดนี้ได้ สันนิษฐานกันว่าคงจะต้องมีการระเบิดของภูเขาไฟในขนาดที่รุนแรงอย่างมหาศาลขึ้นเท่านั้น ซึ่งจากหลักฐานทางธรณีวิทยายังบ่งบอกเอาไว้ด้วยว่าบริเวณนี้เคยเกิดการระเบิดของภูเขาไฟครั้งใหญ่ขึ้นเมื่อประมาณ 60-68 ล้านปีมาแล้วอย่างแน่นอน เมื่อนําสิ่งนี้ไปเปรียบเทียบกับช่วงเวลาทางธรณีกาล (Geologictime Scale) หรือการเทียบอายุจากชั้นดินชั้นหินก็ทําให้ทราบได้ว่า ช่วงที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นนั้นเป็นช่วงเวลาซึ่งใกล้เคียงกันกับปลายยุคครีเตเชียส (Cretaceous) เชื่อมต่อกับยุคสมัยเทอร์เทียรี (Tertiary) ที่เป็นช่วงเวลาซึ่งเกิดการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เลิกขึ้นนั่นเอง โดยนักวิทยาศาสตร์ทั่วไปเชื่อกันอย่างมากว่าในช่วงเวลานั้นจะต้องเกิดเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งที่รุนแรงอย่างมหาศาลจนสามารถกวาดเอาสิ่งมีชีวิตจํานวนมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ให้ล้มหายตายไปจากโลกได้ รวมไปถึงการทําให้เผ่าพันธุ์ไดโนเสาร์สูญหายไปจากโลกในช่วงเวลานั้นด้วยเช่นกัน

และจากข้อสันนิษฐานนี้จึงทําให้มีนักวิทยาศาสตร์จํานวนมากพยายามที่จะสืบเสาะหาสาเหตุว่าจะมีเหตุการณ์รุนแรงอย่างมหาศาลชนิดใดสามารถทําให้เกิดการสูญพันธุ์ขนานใหญ่ในครั้งนั้น ซึ่งก็ได้ทฤษฎีออกมาแตกต่างกันมากมายอย่างที่กล่าวมาแล้ว ตั้งแต่การพุ่งชนของดาวหางหรือ อุกกาบาต เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ เกิดมหาสึนามิที่โถมเข้ากวาดสิ่งมีชีวิตจนสูญหายไป แม้จะค่อนข้างมีความชัดเจนแล้วว่าทฤษฎีที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดคือการที่โลกสูญเสียความสมดุลทางสภาพแวดล้อมจนทําให้เกิดความแห้งแล้ง เกิดความอดอยากจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง แต่สิ่งที่ถกเถียงกันก็คือสาเหตุใดกันแน่ที่จะเป็นต้นเหตุในการทําให้ เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงขึ้นได้

ไซบีเรียน แทร็ป (Siberian Traps)

กระทั่งเมื่อมีการค้นพบหลักฐานต่างๆที่ เดคคาน แทร็ป มากขึ้นนั้น ทฤษฎีที่เชื่อว่าการระเบิดแบบซุปเปอร์วอลคาโน ตรงบริเวณ เดคคาน แทร็ป จึงน่าจะมีความเป็นไปได้มากที่สุดที่จะเป็นสาเหตุทําให้สิ่งมีชีวิตสูญพันธุ์ไปจากโลกในช่วงปลายยุคครีเตเชียส โดยสิ่งที่สามารถนํามาใช้ยืนยันให้ทฤษฎีนี้น่าเชื่อถือขึ้นมาอีกก็คือ นอกจากหลักฐานที่พบตรง เดคคาน แทร็ป แล้วยังมีการค้นพบพื้นที่ที่เกิดจากลาวาภูเขาไฟบริเวณกว้างแห่งอื่นอีก เช่นที่ ไซบีเรียน แทร็ป (Siberian Traps) ซึ่งมีอาณาบริเวณกว้างขวางกว่า เดคคาน แทร็ป มาก โดยมีขนาดถึง 2 ล้าน ตารางกิโลเมตรเลยทีเดียว แอ่งภูเขาไฟนี้ตั้งอยู่ที่ไซบีเรีย ในประเทศรัสเซีย โดยประมาณอายุของพื้นที่ดังกล่าวนี้ได้ว่าเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 250 ล้านปีมาแล้ว และหากนําไปเทียบกับยุคสมัยตามธรณีกาลแล้ว ช่วงเวลานั้นก็ตรงกับรอยต่อระหว่างยุคเพอร์เมียน (Permian) กับ ไทรอัสสิค (Triassic) ทําให้โลกในช่วงนั้นตกอยู่ในสภาวะที่แห้งแล้งอย่างรุนแรงจนสิ่งมีชีวิตที่เกิดในรุ่นแรกๆของโลกซึ่งอาศัยอยู่ในน้ำ รวมถึงพืชต่างๆสูญพันธุ์ลงไปมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์เช่นกัน และหลังจากการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ครั้งนั้นเอง

ในเวลาต่อมาจึงได้เกิดมีวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตรุ่นใหม่ที่มีกระดูกสันหลังขึ้น ซึ่งก็คือบรรพบุรุษของไดโนเสาร์นั่นเอง สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าโลกได้ผ่านช่วงเวลาต่างๆที่ทําให้สิ่งมีชีวิตล้มตายและสูญพันธุ์ลงไปหลายครั้งแล้ว

จากหลักฐานต่างๆตามที่กล่าวมา ทําให้นักธรณีวิทยาในยุคปัจจุบันจึงตั้งข้อสันนิษฐานว่าเหตุการณ์การเกิดซุปเปอร์วอลคาโนนี้เคยเกิดขึ้นมาหลายครั้งแล้ว และอาจเกิดขึ้นได้อีกในช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่งทั้งในยุคนี้หรือในอนาคตก็เป็นได้ ถ้าหากสภาวการณ์ต่างๆเอื้ออํานวยให้เกิดการปะทุครั้งใหญ่ขึ้นตามจุดล่อแหลมทั้ง 6 จุดดังที่ได้กล่าวมา และถ้าหากเกิดสภาพความแปรปรวนขึ้นกับชั้นใต้ผิวโลกในขั้นที่รุนแรงมากๆ ปรากฏการณ์ที่อาจรุนแรงยิ่งกว่าซุปเปอร์วอลคาโนซึ่งเคยเกิดขึ้นมาก่อนก็สามารถจะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน และจะทําให้สิ่งมีชีวิตมีการล้มตายครั้งใหญ่ขึ้นมาอีก ซึ่งไม่แน่ว่าสิ่งมีชีวิตที่ครองโลกอยู่ในรุ่นปัจจุบันนี้ก็คือมนุษยชาติอาจสูญพันธุ์ลงไปเช่นเดียวกับไดโนเสาร์เป็นรายต่อไปก็เป็นได้

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet