ดาวนิบิรู ดาวหาง อุกกาบาตพุ่งชนโลก ทฤษฎีวันโลกาวินาศที่น่าจับตามอง

จากหลักฐานของหลุมอุกกาบาตต่างๆที่มีการสํารวจพบทั่วโลกนั้น นักวิทยาศาสตร์ได้ทําการคํานวณร่องรอยจากหลุมต่างๆทั้งหมดและจัดทําสถิติออกมาว่า ในทุกๆ 500,000 ปีจะมีอุกกาบาตหรือสะเก็ดดาวหางที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางนับตั้งแต่ 1 กิโลเมตรขึ้นไปตกลงพื้นผิวโลกครั้งหนึ่ง แต่สถิตินี้ยังเป็นเพียงการคาดการณ์เท่านั้น ยังไม่อาจนํามาใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงที่มีน้ำหนักได้แต่อย่างใด

แต่มันก็มีความสําคัญทําให้เราสามารถเชื่อได้ว่าโอกาสที่จะมีอุกกาบาตหรือสะเก็ดดาวขนาดใหญ่ตกลงสู่พื้นโลกได้อีกนั้นเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ หรือแม้แต่เหตุการณ์อย่างเช่นที่เคยเกิดขึ้นมาเมื่อ 65 ล้านปีที่แล้ว และทําให้เกิดร่องรอยของหลุมอุกกาบาตทั้งที่หลุมชิกซูลับกับหลุมศิวะขึ้น ก็ยังคงมีโอกาสจะเกิดขึ้นได้อีกในช่วงเวลาปัจจุบันหรือแม้ในอนาคตช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งก็ตาม

ดาวนิบิรู (Nibiru) หรือดาวเคราะห์เอ็กซ์ (Planet X) กับทฤษฎีวันโลกาวินาศ

สิ่งนี้จึงเป็นข้อวิตกกังวลของผู้คนในยุคปัจจุบันอย่างมากว่าในช่วงชีวิตนี้หรือรุ่นต่อไปในอนาคตอันใกล้ โลกนี้อาจต้องเผชิญกับเหตุการณ์ร้ายแรงดังกล่าวนี้อีกครั้งก็เป็นได้ ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นสิ่งที่ในทางวิชาการเป็นที่ยอมรับกันแล้วว่าเกิดขึ้นได้จริง โดยมีการทําสถิติขึ้นมาอย่างเป็นทางการอีกด้วยว่าในทุกๆ 130,000 ปีนั้นจะมีดาวเคราะห์หรือดาวเคราะห์น้อยขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางขนาดตั้งแต่ 500 เมตรขึ้นไปพุ่งชนโลกหรือตกลงสู่พื้นผิวโลกสักครั้งหนึ่ง

ซึ่งเรื่องของวัตถุขนาดใหญ่ที่มีขนาดดาวเคราะห์พุ่งชนโลกนี้ก็เคยมีกรณีหนึ่งที่เคยเป็นข่าวเกรียวกราวจนสร้าง ความหวาดวิตกให้แก่ผู้คนอย่างมากมาแล้วในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา จนทําให้คนทั่วทั้งโลกต่างเชื่อกันว่าวันสิ้นโลกใกล้จะมาถึงแล้วก็คือกรณีของ “ดาวนิบิรู (Nibiru)” หรือมักเรียกกันว่า “ดาวเคราะห์เอ็กซ์ (Planet X)” ซึ่งเป็นข่าวเล่าลือกันโดยทั่วไปว่ากําลังจะพุ่งเข้าชนโลกจนทําให้โลกทั้งโลกถึงกาลอวสานลง

เรื่องนี้เป็นประเด็นขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1995 เมื่อมีหญิงสาวชาวอเมริกันผู้หนึ่งชื่อ แนนซี ไลเดอร์ (Nancy Lieder) ออกมาอ้างว่าเธอสามารถติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวในระบบดาว เซตา เรติคูลี (Zeta Reticuli) ได้ โดยผ่านทางการส่งสัญญาณคลื่นสมองเข้ามาหาเธอให้เป็นผู้เตือนชาวโลกว่ากําลังเผชิญกับภัยพิบัติครั้งใหญ่จากการพุ่งชนของดาวเคราะห์ในอนาคตอันใกล้ที่จะทําให้มนุษยชาติหมดสิ้นไปจากโลกเช่นเดียวกับการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ในอดีตเลยทีเดียว

ในตอนแรกที่ แนนซี ไลเดอร์ เอ่ยถึงเรื่องนี้นั้น เธอเรียกดาวเคราะห์ดังกล่าวว่า ดาวเคราะห์เอ็กซ์ โดยมีการกําหนดช่วงเวลาที่ดาวเคราะห์ดวงนี้จะพุ่งชนโลกเอาไว้อย่างชัดเจนด้วยว่า เป็นปี ค.ศ. 2003 จากนั้นเธอก็เริ่มเปิดเว็บไซต์ขึ้นมาเพื่อเผยแพร่เรื่องนี้โดยเฉพาะ และได้รับเชิญให้ไปเผยแพร่เรื่องนี้ตามรายการต่างๆทั้งทางทีวีและวิทยุจนสร้างความเกรียวกราวขึ้นมา

จนกระทั่งภายหลังเธอได้อ่านพบเรื่องของดาวเคราะห์ดวงหนึ่งชื่อ นิบิรู ที่โคจรเข้ามาใกล้โลกทุกๆ 3,600 ปีจากหนังสือของ เซคาเรีย ซิตชิ้น (Zecharia Sitchin) เรื่องราวเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องมนุษย์อวกาศในโลกยุคโบราณเห็นว่าชื่อดาวนิบิรูที่ซิตชินเขียนนั้นคล้ายกับเรื่องราวของเธอมาก เธอจึงเชื่อว่าดาวที่เธอกล่าวถึงนี้ก็คือดาวนิบิรู และเริ่มเรียกดาวเคราะห์เอ็กซ์ว่าดาวนิบิรูมาตั้งแต่นั้น

ดาวเคราะห์ 9 (Planet Nine)

สําหรับดาวนิบิรูนั้น ในหนังสือของซิตชิ้น กล่าวว่าดาวดวงนี้ถูกค้นพบขึ้นเป็นครั้งแรกโดยชาวสุเมเรียน (Sumerian) ตั้งแต่ยุคโบราณมาแล้ว และสามารถมองเห็นมันบนท้องฟ้าได้ด้วยตาเปล่า เรื่องของ ดาวเคราะห์เอ็กซ์ หรือ นิบิรู นี้ มีนักดาราศาสตร์ให้ความสนใจและพยายามค้นหาดาวปริศนาดวงนี้ว่าเป็นดาวอะไร โดยใช้ตําแหน่งของดวงดาวตามที่ซิตชินระบุไว้ และพบดาวดวงหนึ่งที่มีลักษณะใกล้เคียงกับที่กล่าว ดาวที่พบนั้นเป็นดาวเคราะห์ที่โคจรอยู่นอกระบบสุริยจักรวาล และมีลักษณะวงโคจรไม่แน่นอน และยังเคยโคจรเข้ามาทับกับวงโคจรของดาวดวงต่างๆในระบบสุริยจักรวาลของเราอีกด้วย

ดาวเคราะห์ดังกล่าวนี้ถูกเรียกว่า ดาวเคราะห์ 9 (Planet Nine) และจากการที่มันโคจรเข้ามาอยู่ในระบบสุริยจักรวาลได้เช่นนี้ จึงเคยทําให้มีความเข้าใจผิดว่าดาวดวงนี้ อาจเป็นสมาชิกอยู่ในระบบสุริยจักรวาลของเรา แต่ต่อมานักดาราศาสตร์ได้ค้นพบว่าดาวเคราะห์ดวงนี้ไม่เพียงแต่ไม่ได้เป็นสมาชิกของระบบสุริยะของเราเท่านั้น แต่ยังไม่ได้อยู่ในระบบกาแล็กซีทางช้างเผือกที่เป็นกาแล็กซีที่ระบบสุริยจักรวาลสังกัดอยู่อีกด้วย

การที่ดาวดวงนี้สามารถโคจรเข้ามาในระบบสุริยะของเราได้เช่นนี้ก็เนื่องจากวงโคจรที่ไม่ค่อยเป็นระบบของมันนั้นเอง จึงทําให้มันค่อยๆหลุดเข้ามาใกล้กับระบบสุริยจักรวาลมากขึ้นจนในที่สุดก็ถูกแรงดึงดูดของดวงอาทิตย์จับเอาไว้เช่นเดียวกันกับดาวเคราะห์น้อยดวงอื่นๆที่ถูกดูดเข้ามาโคจรอยู่ในระบบสุริยจักรวาลนี้

และด้วยการที่คาบของวงโคจรซึ่งไม่มีความแน่นอนเช่นนี้ จึงทําให้ดาวเคราะห์ดังกล่าวมีโอกาสที่โคจรเข้ามาใกล้โลกหรือเฉียดโลกได้ในช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งนักดาราศาสตร์บางคนที่เฝ้าสังเกตเส้นทางโคจรของดาวดวงนี้อย่างใกล้ชิดออกมาเปิดเผยว่ามีความเป็นไปได้ที่ดาวดังกล่าวอาจโคจรเฉียดโลกได้จริงในอนาคต เรื่องนี้จึงสร้างความฮือฮาแก่ผู้เชื่อเรื่องวันสิ้นโลกยิ่งขึ้นไปอีก

ปฏิทินของชาวมายา (Maya)

แต่ถึงอย่างไร ดาวเคราะห์ 9 หรือดาวนิบิรูนี้ก็ไม่น่าจะเป็นดาวเคราะห์เอ็กซ์ที่ แนนซี ไลเดอร์ สาวชาวอเมริกันผู้นั้นกล่าว เพราะเมื่อผ่าน ปี ค.ศ. 2003 มาแล้วเหตุการณ์ต่างๆก็ยังคงเป็นปกติอยู่ แต่พอใกล้เข้าถึงปี ค.ศ. 2012 เรื่องนี้ก็กลับมาเป็นที่ตื่นตระหนกอีกครั้ง เมื่อมีการโยงเรื่องดาวนิบิรูเข้ากับปฏิทินของชาวมายา (Maya) ชนเผ่าพื้นเมืองโบราณในทวีปอเมริกากลางที่ได้ชื่อว่าเป็นนักดาราศาสตร์และนักพยากรณ์ดวงดาวอย่างแม่นยํา กล่าวถึงวันสิ้นสุดยุคตามความเชื่อลงในปฏิทินของตนว่าเป็นเป็นปี ค.ศ. 2012 เรื่องของดาวนิบิรูจึงถูกโยงเข้ามากับกระแสตื่นกลัววันสิ้นโลก ในปี ค.ศ. 2012 อีกครั้ง

การสำรวจค้นพบวัตถุใกล้โลก (Near-Earth Object) ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่โลก

การสำรวจค้นพบวัตถุใกล้โลก (Near-Earth Object) ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่โลก

อย่างไรก็ตาม เราก็ยังผ่านปีดังกล่าวนั้นมาได้ท่ามกลางความตื่นตระหนกกันไปทั่วโดยไม่ได้เกิดอะไรขึ้นมาอีก แต่กระแสเรื่องของดาวนิบิรูพุ่งชนโลกก็ยังไม่จบสิ้นลงไปง่ายๆ พอถึงปี ค.ศ. 2017 เรื่องนี้ก็ถูกปลุกขึ้นมาสร้างกระแสหวาดวิตกกันขึ้นมาอีกโดย เดวิด มีด (David Meade) นักเขียนชาวอเมริกัน มีด นําความรู้เรื่องดาราศาสตร์มาผสานกับสิ่งที่กล่าวไว้ในคัมภีร์ไบเบิล แล้วนํามาทํานายวันสิ้นโลกโดยอาศัยเรื่องของดาวนิบิรูจะพุ่งเข้าชนโลกอีกครั้งโดยกําหนดไว้ว่าจะเป็นปี ค.ศ. 2017

แต่พอมันไม่เกิดขึ้นเขาก็เลื่อนไปเรื่อยๆจนในที่สุดก็เลื่อนไปจนถึงปี ค.ศ. 2018 จึงทําให้ในที่สุดเรื่องนี้ก็กลายเป็นเรื่องโคมลอยที่ไม่มีใครสนใจมันอีก แต่ถึงอย่างไรเรื่องของดาวนิบิรูนี้ก็ทําให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีผู้คนพร้อมที่จะเชื่อเรื่องของดาวเคราะห์ที่จะพุ่งเข้าชนโลกได้มากมายขนาดไหน ไม่เช่นนั้นก็คงไม่อาจก่อกระแสขึ้นมากมายได้ทุกครั้งที่มีคนเสนอเรื่องนี้ขึ้น

101955 เบนนู (101955 Bennu)

กระแสเรื่องของดาวเคราะห์และอุกกาบาต หรือดาวหางพุ่งชนโลกนี้ยังคงไม่หมดสิ้นลง แม้จะมีผู้ทําให้เรื่องดังกล่าวกลายเป็นเรื่องไร้สาระมากครั้งกี่หนแล้วก็ตาม แต่ก็มีเรื่องที่มีความน่าเชื่อถือและเป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีหลักฐานอ้างอิงได้อย่างชัดเจนเนื่องจากเป็นการศึกษาของทีมนักวิจัยแห่งองค์การนาซา (NASA) หรือองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา ก็คือเรื่องของดาวเคราะห์น้อยชื่อ 101955 เบนนู (101955 Bennu) ที่ถูกค้นพบโดยโครงการ ลิเนียร์ (LINEAR) ซึ่งเป็นโครงการศึกษาวิจัยเรื่องของดาวเคราะห์และดาวเคราะห์น้อยที่อาจโคจรเข้ามาเฉียดโลกได้

โดยร่วมกันหลายฝ่ายระหว่างนาซา กองทัพอากาศสหรัฐฯ และห้อง ทดลองลินคอล์นที่เอ็มไอที (MIT’s Lincoln Laboratory) ได้ส่งยานสํารวจ โอซิริส-เร็กซ์ (OSIRIS-Rex) ขึ้นไปทําภารกิจสํารวจอวกาศ และได้ค้นพบวงโคจรของดาวเคราะห์น้อย 101955 เบนนู เข้าในปี ค.ศ. 1999 ดาว เคราะห์น้อยดวงนี้มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า 500 เมตร หรือเท่ากับ ตึก เอ็มไพร์ สเตต (Empire State) 3 หลังเรียงต่อกัน

เมื่อมีการศึกษาวงโคจรของดาวเคราะห์น้อยดวงนี้อย่างละเอียดแล้ว ทางห้องทดลองก็พบว่า ดาว 101955 เบนนูมีโอกาสจะพุ่งเข้าชนโลกได้ 1 ใน 2,700 ซึ่งตัวเลขนี้ไม่ใช่ ตัวเลขที่ห่างไกลความเป็นไปได้แต่อย่างใด เพราะในทางดาราศาสตร์จํานวนเพียง 1 ใน 1,000 ก็ถือว่าเป็นตัวเลขที่มีโอกาสสูงทีเดียว

โดยทางนาซายังได้เปิดเผยอีกด้วยว่า ดาวดวงนี้อาจพุ่งเข้าชนโลกได้ในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 2175-2199 แต่จากหลักฐานล่าสุดได้มีการระบุลงไปอย่างชัดเจนเลยว่าจะเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2135 โดยยังมีการคํานวณแรงปะทะออกมาด้วยว่าจะมีความรุนแรงขนาด 1,200 เมกกะตัน หรือ 80,000 เท่าของระเบิดนิวเคลียร์ที่ทิ้งลงที่เมืองฮิโรชิมาเลยทีเดียว และนอกจากดาวเคราะห์ 101955 เบนนู แล้วก็ยังมี ดาวเคราะห์ 99942 อโพฟิส (99942 Apophis) ที่จัดเป็นวัตถุ “นีโอ (NEO)” หรือ วัตถุใกล้โลก (Near-Earth Object) ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่โลกได้อีกดวงหนึ่ง

ดาวเคราะห์ดวงนี้จะมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 450 เมตร เล็กกว่าดาวเคราะห์เบนนูเล็กน้อย ค้นพบในปี ค.ศ. 2004 โดยนักดาราศาสตร์ชาวอเมริกันแห่ง หอดูดาว คิตต์ พีค (Kitt Peak National Observatory) ในช่วงแรกๆที่มีการค้นพบนั้นได้มีการคํานวณวิถีวงโคจรของมันจนพบว่ามันมีโอกาสจะโคจรเข้ามาใกล้โลกจนเกิดปรากฏการณ์พุ่งชนโลกได้มากถึง 2.7 เปอร์เซ็นต์ และยังระบุอีกด้วยว่าจะเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2029

กระทั่งต่อมาก็มีการคํานวณเพิ่มและเลื่อนกําหนดการออกไปอีกเป็น ปี ค.ศ. 2036 เมื่อมีการออกมาเปิดเผยถึงเรื่องนี้ก็ได้สร้างความแตกตื่นขึ้นแก่ผู้คนอย่างมาก เนื่องจากเป็นช่วงเวลาซึ่งอยู่ในมนุษย์รุ่นนี้นั่นเอง กระทั่งต่อมาได้มีการเฝ้าสังเกตการณ์ดาวเคราะห์ดวงนี้อย่างใกล้ชิด และมีการทําผลคํานวณขึ้นมาใหม่จนพบว่าโอกาสที่มันจะพุ่งชนโลกนั้นถอยห่างออกไปเรื่อยๆ

โดยในปี ค.ศ. 2014 จึงมีผลสรุปออกมาใหม่ว่าดาวเคราะห์ 99942 อโพฟิส อาจพุ่งชนโลกในช่วงเวลาที่เลื่อนไปเป็นปี ค.ศ. 2068 และโอกาสที่จะเกิดก็เปลี่ยนไปด้วยเป็น 1 ใน 150,000 แต่จากข้อมูลล่าสุดที่ทางนาซาได้ออกมาเปิดเผยครั้งใหม่ในปี ค.ศ. 2018 นั้น ระบุว่าดาวเคราะห์ดวงนี้จะมีโอกาสพุ่งชนโลกได้เพียง 1 ใน 1 ล้านเท่านั้นจึงไม่น่าเป็นห่วงกันมากนัก

แต่ก็ยังคงมีดาวเคราะห์ ดาวเคราะห์น้อย ดาวหาง และอุกกาบาต อีกเป็นจํานวนมากที่มีการค้นพบว่ามีวงโคจรใกล้โลกที่ทั้งมีโอกาสและไม่มีโอกาสเข้ามาเฉียดโลกหรือพุ่งเข้าชนโลกในอนาคตปีใดปีหนึ่งซึ่งก็ยังไม่มีหลักฐานใดยืนยันได้ชัดเจนนักว่าดาวดวงใดกันแน่ที่จะสามารถพุ่งชนโลกได้จริง แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังคงเชื่อสถิติจากการคํานวณว่าต้องมีดาวเคราะห์ดวงใดดวงหนึ่งเข้ามาใกล้โลกมากจนปะทะเข้ากับโลกได้อย่างแน่นอนสักวัน

ดาวแคระส้ม กลิอาเซ 710 (Gliese 710)

ดาวแคระส้ม กลิอาเซ 710 (Gliese 710)

มีกรณีของดวงดาวที่อาจโคจรเข้ามาส่งผลกระทบต่อโลกได้อีกกรณีหนึ่งที่ทางองค์การนาซา ให้ความสนใจอย่างมากเช่นกัน คือ ดาวแคระส้ม กลิเอเซ 710 (Gliese 710) ซึ่งเป็นดาวฤกษ์ดวงหนึ่งอยู่ในกลุ่มดาวโอฟิอซูส (Ophiuchus) หรือกลุ่มดาวคนแบกงู ที่อยู่ห่างจากระบบสุริยจักรวาลของเราประมาณ 64 ปีแสง และได้มีการเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้กับระบบสุริยะของเรามากขึ้นทุกที

 เมฆ ออร์ต (Oort Cloud)

โดยนักวิทยาศาสตร์คํานวณได้ว่ามันอาจเข้ามาใกล้กับระบบสุริยะของเราได้เพียงแค่ 1 ปีแสงเท่านั้น ในช่วงเวลาอีกประมาณ 1.4 ล้านปีข้างหน้า ถ้าหากมันเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้กับระบบสุริยะของเรามากๆ มันจะส่งผลทําให้ดาวหางจํานวนมากมายที่มีอยู่หนาแน่นบริเวณขอบนอกของระบบสุริยะที่เรียกกันว่า เมฆออร์ต (Oort Cloud) ซึ่งมีลักษณะเป็นกลุ่มฝุ่นน้ำแข็งที่ก่อให้เกิดดาวหางขึ้นมีความปั่นป่วนในวงโคจรได้อันเนื่องมาจากกระแสแรงโน้มถ่วงอันมหาศาลของดวงดาวแคระสัมดวงนี้ และอาจทําให้ดาวหางเหล่านั้นหลุดเข้ามาในระบบสุริยะชั้นในที่ดาวเคราะห์ต่างๆ รวมทั้งโลกของเราโคจรอยู่กลายเป็นห่าฝนดาวหางพุ่งเข้าชนดวงดาวต่างๆรวมถึงโลกเราจนเกิดวิบัติภัยครั้งใหญ่ได้

ไม่เพียงเท่านั้นความสว่างของมันยังจะทําให้มันกลายเป็นดวงอาทิตย์ดวงที่สองในระบบสุริยะของเราได้อีก และแผ่คลื่นความร้อนแผ่รังสีต่างๆเข้าแผดเผาทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในระบบสุริยะนี้ด้วยเช่นกัน เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้น ไม่เพียงทุกๆชีวิตบนโลกนี้จะไม่เหลือรอดได้อีกเท่านั้น แต่ยังหมายถึงกาลอวสานของโลก และระบบสุริยะนี้ก็อาจกลายเป็นเพียงฝุ่นและสะเก็ดดาวต่างๆล่องลอยอยู่ในอวกาศก็เป็นได้

ดาวหางชูมัคเกอร์-เลวี 9 (Shoemaker-Levy 9)

ดาวหางชูมัคเกอร์-เลวี 9 (Shoemaker-Levy 9)

นี่เป็นเพียงแค่ตัวอย่างหนึ่งของสิ่งที่มีการค้นพบและนํามาเปิดเผยแล้วเท่านั้น ยังมีสิ่งอื่นๆอีกที่หลบซ่อนอยู่ในห้วงอวกาศที่กําลังรุกคืบเข้ามาทําร้ายระบบสุริยะและโลกของเราซึ่งยังไม่ถูกค้นพบหรือที่ยังไม่ถูกเปิดเผยออกมา จนเมื่อเราได้ทราบก็อาจจวนตัวเสียแล้ว และยิ่งเมื่อชาวโลกได้เห็นปรากฏการณ์ดาวหางดวงหนึ่งชื่อ ชูมัคเกอร์-เลวี 9 (Shoemaker-Levy 9) ซึ่งเป็นดาวหางที่โคจรรอบๆดาวพฤหัสพุ่งเข้าชนพื้นผิวของดาวพฤหัสได้อย่างชัดเจนในปี ค.ศ. 1994 ก็ยิ่งทําให้ชาวโลกเกิดความหวาดวิตกมากยิ่งขึ้นว่าเหตุการณ์เช่นนั้นอาจเกิดขึ้นกับตนได้

ดาวหาง ชูมัคเกอร์-เลวี 9 ถูกค้นพบในปี ค.ศ. 1993 โดย หอดูดาวพาโลมาร์ (Palomar Observatory) ในแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ดาวหางดวงนี้มีลักษณะเป็นกลุ่มดาวหางจํานวน 21 ชิ้น โคจรตามกันแบบเรียงแถวคล้ายขบวนรถไฟ เชื่อว่ามันเคยเป็นดาวหางขนาดใหญ่ดวงเดียว แต่ต่อมาถูกแรงโน้มถ่วงของดาวพฤหัสดึงดูดจนแตกออกเป็นชิ้นๆ แล้วพุ่งเข้าชนพื้นผิวทางด้านทิศใต้ของดาวพฤหัสเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ปี ค.ศ. 1994 ในลักษณะเรียงแถวเข้าชนทีละชิ้นด้วยอัตราความเร็ว 60 กิโลเมตรต่อวินาที

ปรากฏการณ์การพุ่งชนในครั้งนั้นได้มีการถ่ายทอดสู่สายตาของคนทั้งโลกโดยผ่านทางกล้องดูดาวอวกาศฮับเบิล (Hubble Space Telescope) และยานสํารวจอวกาศกาลิเลโอ (Galileo Spacecraft) ซึ่งทําให้ชาวโลกมองเห็นปรากฏการณ์การพุ่งชนในครั้งนั้นอย่างชัดแจ้งด้วยใจอันระทึก เนื่องจากเชื่อว่าปรากฏการณ์เช่นนั้นอาจเกิดขึ้นกับโลกเข้าสักวันหนึ่ง โดยมีการคํานวณของนักดาราศาสตร์จนพบว่าการพุ่งชนดาวพฤหัสของดาวหางชูมัคเกอร์-เลวี 9 ในครั้งนั้น ทําให้เกิดแรงระเบิดขนาดมหาศาลถึง 6 ล้านเมกกะตันทีเอ็นที (Megatons of TNT) หรือเท่ากับ 600 เท่าของแรงระเบิดนิวเคลียร์ลูกที่รุนแรงที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยประดิษฐ์ขึ้น และสร้างฝุ่นผงจากแรงระเบิดขึ้นไปลอยปกคลุมอยู่บนชั้นบรรยากาศของดาวพฤหัสถึง 3,000 กิโลเมตร

นอกจากนี้ยังทําให้เกิด จุดมืด (Dark Spot) ซึ่งมีขนาดถึง 12,000 กิโลเมตรขึ้นบนพื้นผิวดาวพฤหัสในบริเวณที่ถูกพุ่งชน โดยสามารถจะส่องกล้องมองเห็นได้อย่างชัดเจนอีกด้วย ลองคิดดูว่าหากปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับโลก โดยมีดาวหางดวงใดดวงหนึ่งโคจรเข้ามาในระยะเฉียด โลกและถูกแรงดึงดูดของโลกดึงให้ตกลงมาสู่พื้นผิวโลกแล้ว อะไรจะเกิดขึ้นกับมนุษยชาติ จะเป็นเช่นเดียวกันกับเมื่อครั้งที่ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไปเมื่อ 65 ล้านปีก่อนหรือไม่ ?

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet