ทฤษฎีอุกกาบาตพุ่งชนโลก สาเหตุการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์

ไดโนเสาร์ (Dinosaurs) คือชื่อเรียกรวมๆของกลุ่มสัตว์เลื้อยคลานที่เคยมีอยู่อย่างมากมายทั่วโลกเมื่อ 200 ล้านปีก่อน เป็นเผ่าพันธุ์ของสัตว์ที่มีจํานวนมากที่สุดและกระจายกันอยู่ทั่วโลกมากกว่าเป็นพันชนิด มีตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่กว่าช้างในปัจจุบันหลายเท่าตัว และมีทั้งชนิดที่อาศัยอยู่ทั้งในน้ำ บนบก ครึ่งบกครึ่งน้ำ หรือบินไปในอากาศได้ โดยมีทั้งชนิดที่กินพืชและกินเนื้อคละเคล้ากันไป

การสูญพันธุ์ในช่วงยุคครีเตเชียส-เทอร์เทียรี (Cretaceous-Tertiary Extinction Event)

การสูญพันธุ์ในช่วงยุคครีเตเชียส-เทอร์เทียรี (Cretaceous-Tertiary Extinction Event)

ไดโนเสาร์ถูกจัดแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆได้ 6 กลุ่ม แต่มีสายพันธุ์ที่แยกย่อยออกไปมากกว่า 1,000 ชนิด โดย นักวิทยาศาสตร์ได้มีการพบว่าเผ่าพันธุ์ไดโนเสาร์นี้เริ่มถือกําเนิดขึ้นบนโลก ตั้งแต่เมื่อประมาณ 230 ล้านปีที่แล้วภายหลังจากที่โลกผ่านเหตุการณ์ของภัยพิบัติครั้งใหญ่จนกระทั่งเกิดการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตจํานวนมากมาแล้วอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ก่อนที่จะมาถึงครั้งหลังสุดเมื่อประมาณ 65 ล้านปีก่อนที่ทําให้เกิดการสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตครั้งใหญ่ขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งในครั้งนี้ถึงคราวของไดโนเสาร์ที่ขยายพันธุ์ขึ้นจนมีจํานวนมากมายอยู่ทั่วไปถึงกับ สูญสิ้นเผ่าพันธุ์ลงไปจนหมดสิ้นเลยทีเดียว

สําหรับสาเหตุที่ทําให้ไดโนเสาร์ถึงกับสูญพันธุ์ลงไปครั้งนั้นก็ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอย่างมาก แต่ก็ยังไม่อาจจะพบสาเหตุที่ชัดเจนได้แต่อย่างใด นอกจากทฤษฎีต่างๆที่มีการสันนิษฐานกันขึ้นมามากมาย ซึ่งทฤษฎีที่เสนอกันออกมาเหล่านั้นก็ยังไม่อาจจะฟันธงให้ชัดเจนลงไปได้อยู่ดี

ท่ามกลางทฤษฎีต่างๆที่เสนอกันออกมาในสาเหตุการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์เมื่อประมาณ 65 ล้านปีก่อนนั้น มีทฤษฎีหนึ่งที่ได้รับความเชื่อถือกันมากและมักถูกนํามากล่าวถึงกันอยู่เป็นประจํา ก็คือทฤษฎีเรื่องดาวหางหรืออุกกาบาตขนาดใหญ่ หรืออาจเป็นชิ้นส่วนของดาวหางดวงใดดวงหนึ่งซึ่งมีขนาดใหญ่มากพอที่จะหลุดรอดการเผาไหม้ของชั้นบรรยากาศเข้ามาได้แล้วตกกระแทกกับพื้นผิวโลกด้วยความเร็วสูง ทําให้เกิดแรงสั่นสะเทือนขนาดมหาศาลกลายเป็นแผ่นดินไหวขนาดรุนแรงกว่าที่เราเคยพบเห็นจากปรากฏการณ์แผ่นดินไหวครั้งต่างๆหลายร้อยเท่าขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงยิ่งกว่าระเบิดนิวเคลียร์หลายลูกระเบิดพร้อมๆกัน เข้าทําลายวัฏจักรในการดํารงชีวิตของสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆบนพื้นผิวโลกอย่างเป็นลูกโซ่รวมถึงเผ่าพันธุ์ของไดโนเสาร์ชนิดต่างๆที่มีอยู่เป็นจํานวนมากถึงกับต้องสูญพันธุ์ลงไป

โดยที่ทฤษฎีนี้เกิดขึ้นสืบเนื่องจากการค้นพบร่องรอยการล้มตายของไดโนเสาร์เป็นจํานวนมากในช่วงเวลาเดียวกันคล้ายกับมีปรากฏการณ์อะไรบางอย่างที่ส่งผลทําให้เผ่าพันธุ์ของไดโนเสาร์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆต่างล้มตายลงไปในช่วงเวลาที่ไล่เลี่ยกัน จนถึงกับสูญพันธุ์ลงไปเมื่อประมาณ 65 ล้านปีก่อน โดยเรียกปรากฏการณ์ดังกล่าวว่า การสูญพันธุ์ในช่วงยุคครีเตเชียส -เทอร์เทียรี (Cretaceous-Tertiary Extinction Event)

เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงรอยต่อระหว่างยุคสมัยครีเทเชียสกับเทอร์เทียรี ตามลักษณะการจัดแบ่งยุคสมัยต่างๆออกเป็น ตารางธรณีกาล (Geologic Time Scale) ทางหลักธรณีวิทยา ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวนี้อยู่ในช่วงประมาณ 65 ล้านปีที่แล้ว โดยยุคครีเทเชียสถือเป็นยุคสุดท้ายของเผ่าพันธุ์ไดโนเสาร์ ส่วนยุคเทอร์เทียรีนั้นก็คือยุคเริ่มแรกของเผ่าพันธุ์สิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ๆซึ่งถือกําเนิดขึ้นภายหลังการสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตรุ่นก่อนรวมถึงไดโนเสาร์ลง และมีวิวัฒนาการต่อๆมาจนกระทั่งถึงสิ่งมีชีวิตในยุคปัจจุบัน

การสูญพันธุ์ในช่วงยุคครีเตเชียส-เทอร์เทียรี (Cretaceous-Tertiary Extinction Event)

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามทฤษฎีดังกล่าวนี้ มีการตั้งข้อสันนิษฐานว่าอุกกาบาตหรือสะเก็ดดาวซึ่งหลุดรอดเข้ามาในชั้นบรรยากาศโลกได้นั้นจะต้องเป็นวัตถุที่มีขนาดใหญ่โตมาก และต้องตกลงด้วยความเร็วที่สูงอย่างมหาศาลด้วยเช่นกัน เมื่อตกกระแทกลงสู่พื้นผิวโลกแล้ว มันจึงสร้างแรงสั่นสะเทือนขนาดมหาศาลขึ้นในทันที ซึ่งส่งผลให้ไม่เพียงแต่ทําให้เกิดแผ่นดินไหวที่มีความรุนแรงมหาศาลขึ้นเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อเนื่องให้เกิดภัยพิบัติขนาดใหญ่ที่ทําให้สิ่งแวดล้อมโลกโดยรวมได้รับความเสียหายขึ้นทั่วไปอีกด้วย

วัตถุดังกล่าวหากตกลงบนแผ่นพื้นทวีปก็จะสร้างแรงสั่นสะเทือนเป็นอภิมหาแผ่นดินไหวขนาดรุนแรงมากกว่าแผ่นดินไหวครั้งใดๆที่เคยเกิดขึ้น ซึ่งคํานวณว่าอาจมีความรุนแรงมากกว่า 10 แมกนิจูดที่ไม่เคยมีการบันทึกมาก่อนว่าเคยเกิดขึ้นในโลกยุคปัจจุบันครั้งไหนๆ และสามารถจะทําลายให้ทุกสิ่งทุกอย่างราบลงไปได้ หรือถ้าหากตกลงในทะเลก็จะทําให้เกิดอภิมหาคลื่นยักษ์ที่รุนแรงกว่าสึนามิครั้งไหนๆ เข้ากวาดทุกสิ่งทุกอย่างทั้งในทะเล มหาสมุทร และบนแผ่นดินได้ด้วยเช่นกัน

โดยผลกระทบของปรากฏการณ์ต่างๆเหล่านี้ยังจะส่งผลขยายออกไปเป็นวงกว้างและระยะยาวได้อีกที่อาจกระจายตัวออกไปเป็นลูกโซ่และปลุกภูเขาไฟลูกต่างๆให้เกิดการระเบิดขึ้นตามแนวปล่องแบบลูกต่อลูก จากนั้นจึงปลดปล่อยเถ้าถ่านจํานวนมหาศาลออกมาจนทําให้สภาวะแวดล้อมของโลกเกิดความแปรปรวนเป็นระยะยาว ทําให้วงจรชีวิตและห่วงโซ่อาหารของทุกๆสรรพสิ่งบนพื้นผิวโลกเกิดความวิปริตโกลาหลไปทั่ว เกิดฤดูหนาวอันยาวนาน และเกิดความแห้งแล้งไปทั่ว จนทุกชีวิตต่างก็ตกอยู่ในความอดอยากยากแค้นในการดํารงชีวิต สิ่งมีชีวิตต่างๆจึงต้องทยอยล้มตายลง

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเหล่านี้หากยังคงดําเนินต่อไปเป็นเวลานานๆติดต่อกันไปเรื่อยๆ สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดก็จะล้มตายลงไปเรื่อยๆจนถึงกับสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ลงได้โดยกลุ่มที่ไม่สามารถปรับตัวให้ทนรับกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรงได้ก็จะอยู่รอดได้ยากและสูญพันธุ์ลงไปก่อนไม่ว่าจะเป็นพืชหรือสัตว์ก็ตาม ตามด้วยสิ่งมีชีวิตอื่นๆที่จะต้องอาศัยปัจจัยเกื้อหนุนกันเป็นวงจรก็ต้องล้มตายลงตามกันไป

การสูญพันธุ์ลงจนหมดสิ้นไปจากโลกนี้ของเผ่าพันธุ์ไดโนเสาร์ก็มาจากสาเหตุนี้ เนื่องจากไดโนเสาร์นั้นมีความต้องการปัจจัยในการดํารงชีพสูงกว่าสัตว์อื่นๆและยังมีอยู่เป็นจํานวนมากที่สุดอีกด้วย เมื่อวงจรชีวิตอื่นๆล้มตายลงไปเรื่อยๆจึงเริ่มเกิดสภาวะที่ขาดแคลนขึ้นโดยทั่วไป เกิดการแย่งชิงอาหารกัน สัตว์กินเนื้อชนิดใหญ่กว่ากินสัตว์ชนิดเล็กกว่า เมื่อไม่มีสัตว์อื่นเหลือให้กินก็ต้องหันมาฆ่ากัน เพื่อแย่งกินเนื้อของกันและกันจนในที่สุดก็ล้มตายลงจนหมดสิ้น ส่วนสัตว์ที่กินพืชเมื่อไม่มีพืชให้กินเพียงพอก็ต้องหันมากินเนื้อเพื่อความอยู่รอด แต่ก็ไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้นานเนื่องจากระบบย่อยอาหารของตนไม่สามารถปรับสภาพได้ ไม่นานก็ต้องล้มตายลงไปจนหมดสิ้นด้วยเช่นเดียวกัน

สิ่งมีชีวิตรุ่นก่อนๆที่ล้มตายลงไปและสูญพันธุ์จนเกือบหมดก็ด้วยสาเหตุนี้ กว่าที่โลกจะสามารถ ฟอกตัวและฟื้นคืนสภาพแวดล้อมให้กลับคืนสู่สภาวะสมดุลได้ใหม่อีกครั้ง แล้วสิ่งมีชีวิตที่เหลือซึ่งสามารถรอดชีวิตจากช่วงเวลานั้นมาได้จึงค่อยๆเริ่มพัฒนารูปแบบชีวิตของตนเองให้มีความเข้มแข็งขึ้นในสภาวะแวดล้อมใหม่ และเกิดวิวัฒนาการเป็นสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์ใหม่ๆขึ้น แตกขยายสายพันธ์ออกไปเป็นสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ต่างๆสืบทอดเผ่าพันธุ์ขึ้นใหม่สืบมาจนกระทั่งเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆในยุคปัจจุบันนี้

ซึ่งมนุษยชาติก็ถือกําเนิดขึ้นมาจากการวิวัฒนาการทางสายพันธุ์เช่นเดียวกันกับการเกิดขึ้นของเผ่าพันธุ์สิ่งมีชีวิตในยุคไดโนเสาร์ด้วยเช่นกัน คือพัฒนาจากสิ่งมีชีวิตรุ่นก่อนๆจนกลายเป็นสิ่งมีชีวิตในรุ่นต่อมาเช่นนี้ไปเรื่อยๆ แม้จะเปลี่ยนแปลงคุณลักษณะไปไม่เหมือนกัน แต่ก็มีลักษณะทางพันธุกรรมหลักจากต้นธารเดียวกัน คือจากสิ่งมีชีวิตในยุคแรกๆของโลกแล้ววิวัฒนาการผ่านมาเรื่อยๆนั่นเอง

หลุมอุกกาบาต หลักฐานสำคัญทางธรณีวิทยา

หลุมอุกกาบาต หลักฐานสำคัญทางธรณีวิทยา

จากทฤษฎีดังกล่าวนี้ได้มีการค้นพบหลักฐานในช่วงประมาณไม่ถึง 100 ปีมานี้ ซึ่งสามารถจะใช้อ้างอิงกับทฤษฎีอุกกาบาตหรือสะเก็ดดาวหางพุ่งชนโลกเมื่อประมาณ 65 ล้านปีก่อนได้ หลักฐานสําคัญก็คือร่องรอยของหลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่ที่มีการค้นพบตามบริเวณที่ต่างๆทั่วโลกมากกว่า 40 แห่ง ซึ่งมีขนาดความกว้างของหลุมตั้งแต่เส้นผ่าศูนย์กลาง 10 กิโลเมตร ไปจนถึง 300 กิโลเมตร

โดยหลุมอุกกาบาตต่างๆที่พบนี้สามารถจะคํานวณอายุการเกิดของหลุมแต่ละหลุมได้ว่าหลุมที่เกิดขึ้นใกล้กับช่วงเวลาปัจจุบันมากที่สุดก็คือประมาณเมื่อ 5 ล้านปีมาแล้วนั้น คือหลุมอุกกาบาตที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 52 กิโลเมตร อยู่ที่แถบภูเขาปาเมียร์ ประเทศทาจิกิสถาน และหลุมที่มีความเก่าแก่ที่สุดมีอายุประมาณ 2,400 ล้านปี อยู่ที่สาธารณรัฐคาเรเลีย ประเทศรัสเซีย มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 16 กิโลเมตร

ส่วนหลุมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่มีการค้นพบนั้นอยู่ที่ประเทศแอฟริกาใต้ มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางกว้างถึง 300 กิโลเมตร เกิดขึ้นมาเมื่อประมาณ 2,020 ปีก่อน ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้มีการคํานวณถึงขนาดของอุกกาบาตหรือสะเก็ดดาวที่พุ่งชนและสามารถจะทําให้เกิดหลุมขนาดใหญ่มีเส้นผ่าศูนย์กลางกว้างถึง 300 กิโลเมตรที่แอฟริกาใต้ได้นั้นจะต้องเป็นวัตถุที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 10 กิโลเมตรขึ้นไป และจะต้องพุ่งชนด้วยความเร็วที่สูงมากจึงเกิดแรงกระแทกมหาศาลจนสามารถสร้างร่องรอยขนาดนี้ขึ้นได้

นอกจากนี้ในการพุ่งชนครั้งนั้นก็น่าที่จะทําให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมครั้งใหญ่ขึ้นได้ด้วยเช่นกัน แต่ช่วงเวลานั้นโลกยังคงอยู่ในยุคแรกๆก่อนที่จะมีสิ่งมีชีวิตหลากหลายสายพันธุ์อุบัติขึ้นมาบนโลก ตามตารางธรณีกาลระบุว่าเป็น ยุคโปรเตโรโซอิค (Proterozoic) ซึ่งเป็นยุคที่โลกเพิ่งจะมีสิ่งมีชีวิตประเภทเซลล์เดียวหรือสิ่งมีชีวิตรุ่นแรกๆถือกําเนิดขึ้นเท่านั้น จึงไม่ได้มีความเสียหายต่อสิ่งมีชีวิตมากนัก

หลุมอุกกาบาต หลักฐานสำคัญทางธรณีวิทยา

สําหรับร่องรอยของหลุมอุกกาบาตที่เชื่อกันว่าน่าจะเกิดขึ้นจากการพุ่งชนที่สามารถส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงแกโลกและชีวิตทั้งมวลบนโลก และอาจเกี่ยวพันกับการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์เมื่อประมาณ 65 ล้านปีก่อนครั้งนั้นก็คือหลุมอุกกาบาตซึ่งค้นพบตรงบริเวณคาบสมุทรยูคาทาน (Yucatan Peninsula) ประเทศเม็กซิโก ที่เรียกว่า “หลุมอุกกาบาตชิกซูลับ (Chicxulub Crater)” ชื่อนี้มาจากชื่อของเมืองชิกซูลับ (Chicxulub) ที่เป็นจุดที่ตั้งของหลุมอุกกาบาตแห่งนี้เอง หลุมแห่งนี้ถูกค้นพบในปี ค.ศ. 1978 โดยทีมนักสํารวจที่ต้องการเข้าไปสํารวจหาแหล่งน้ำมันดิบในอ่าวเม็กซิโก บริเวณนอกชายฝั่งทะเลทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของคาบสมุทรยูคาทาน เมื่อทีมสํารวจดําน้ำลงไปจึงได้พบกับแนวหินที่เป็นทางยาวคล้ายกับขอบของบางสิ่งบางอย่างซึ่งมีขนาดใหญ่มาก

แรกที่เดียวไม่มีใครคิดว่าร่องรอยที่พบนี้จะเป็นหลุมอุกกาบาตแต่อย่างใด แต่ต่อมาเมื่อมีการสํารวจลงไปอย่างละเอียดจึงพบว่าลักษณะของแนวหินดังกล่าวนี้เป็นวงโค้งและมีส่วนหนึ่งหายเข้าไปในแผ่นดิน จึงทําการสํารวจลึกเข้าไปในแผ่นดินที่วงโค้งดังกล่าวนี้หายเข้าไปจนค้นพบอีกว่าแนวต่อเชื่อมจากแนวดังกล่าวที่อยู่บริเวณพื้นสมุทรนี้ฝังตัวอยู่ลึกลงไปในชั้นดินของคาบสมุทรยูคาทาน จนเมื่อมีการสํารวจด้วยดาวเทียมอย่างละเอียดอีกครั้ง จึงได้พบว่าสิ่งที่พบนี้มีลักษณะคล้ายเป็นหลุมอุกกาบาตที่พบอยู่ตามที่ต่างๆบนแผ่นดิน โดยครึ่งหนึ่งนั้นอยู่ในพื้นสมุทร ส่วนอีกครึ่งหนึ่งอยู่บนพื้นแผ่นดิน

จนเมื่อมีนักธรณีวิทยาเข้ามาทําการสํารวจเพิ่มเติมแล้วได้มีการนําชั้นหินของหลุมอุกกาบาตแห่งนี้ไปเทียบกับซากฟอสซิลและชั้นหินต่างๆที่อยู่ในระดับเดียวกัน จึงสามารถคํานวณช่วงอายุได้ว่าหลุมนี้เกิดขึ้นมาไม่น่าจะต่ำกว่า 65 ล้านปีก่อนจากอายุดังกล่าวนี้เองที่ได้มีการนําไปเชื่อมโยงกับทฤษฎีอุกกาบาตชนโลกเมื่อประมาณ 65 ล้านปีก่อนจนทําให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ลงได้อย่างพอดิบพอดี นับตั้งแต่นั้นมาเรื่องของหลุมอุกกาบาตชิกซูลับนี้จึงกลายเป็นที่สนใจของผู้คน และมีทีมวิจัยทีมต่างๆเดินทางเข้าไปทําการศึกษาอย่างต่อเนื่องตลอดมาไม่ได้ขาด และทําให้ได้รายละเอียดต่างๆอย่างชัดเจนขึ้นมากว่าการพุ่งชนครั้งนั้นน่าจะเป็นสาเหตุทําให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ลง จนกลายเป็นทฤษฎีหลักอีกทฤษฎีหนึ่งที่มีคนเชื่อถือมากที่สุดในจํานวนทฤษฎีการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ทั้งหมด

หลุมอุกกาบาตซิกซูลับนี้มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางที่ 180 กิโลเมตร โดยคํานวณขนาดของอุกกาบาตได้ว่าน่าจะอยู่ที่ประมาณเส้นผ่าศูนย์กลาง 10-15 กิโลเมตร และการตกของอุกกาบาตที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นจะต้องมีแรงกระแทกที่รุนแรงมากซึ่งมีการคํานวณกันว่ามีอานุภาพมากกว่าแรงระเบิดใดๆที่มนุษย์เคยสร้างขึ้นแม้แต่อาวุธนิวเคลียร์ที่มีความรุนแรงมากที่สุดลูกใดๆก็ตาม สันนิษฐานกันว่าน่าจะมีอานุภาพรุนแรงกว่าแรงระเบิดนิวเคลียร์ที่ถูกสหรัฐอเมริกานําไปทิ้งที่เมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น ในช่วงก่อนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 นับพันล้านเท่าเลยทีเดียว

โดยทีมนักวิทยาศาสตร์ซึ่งทําการวิจัยเรื่องนี้ยังสันนิษฐานอีกด้วยว่าผลของแรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นนี้สามารถทําให้เกิดเป็นอภิมหาสึนามิขนาดมโหฬารที่มีความสูงนับพันฟุตได้ในทันที และซัดเอาน้ำทะเลจํานวนมหาศาลถาโถมเข้ากวาดทุกสิ่งทุกอย่างบนแผ่นดิน ซึ่งสามารถจะเคลื่อนตัวจนลึกเข้าไปในผืนแผ่นดินนับเป็นร้อยๆกิโลเมตรได้เลยทีเดียว นอกจากนี้แรงกระแทกที่ทําให้เกิดแรงระเบิดขนาดมหาศาลขณะอุกกาบาตตกสู่พื้นผิวโลกนี้ยังสามารถจะก่อให้เกิดฝุ่นละอองที่มีความร้อนสูงจํานวนมากลอยขึ้นไปบนชั้นบรรยากาศปกคลุมทั่วท้องฟ้าจนมืดมิดจนกลายเป็นปรากฏการณ์เรือนกระจกขึ้นอย่างฉับพลัน ซึ่งจะส่งผลให้อุณหภูมิบนพื้นผิวโลกสูงขึ้นมาในฉับพลันด้วยเช่นกัน

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันเหล่านี้สามารถสังหารสิ่งมีชีวิตบนพื้นผิวโลกบริเวณที่เกิดเหตุการณ์ให้ล้มตายลงทั้งหมดได้ในทันที และนอกจากจะเกิดฝุ่นควันที่มีอุณหภูมิความร้อนสูงแล้ว แรงระเบิดและคลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นนั้นยังจะทําให้เกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์กลายเป็นพระเพลิงขนาดมโหฬารเผาผลาญทุกสิ่งทุกอย่างไปทั่วทั้งอาณาบริเวณยิ่งกว่าระเบิดนิวเคลียร์ลูกไหนๆที่เคยมีการทดลองกันขึ้นมาอีกด้วย

ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นจากอุกกาบาตตกลงกระแทกพื้นดินที่ชิกซูลับครั้งนั้นยังคงไม่หยุดเพียงแค่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันเพียงเท่านั้น ยังจะมีผลระยะยาวตามมาอย่างต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ด้วยเช่นกัน ถึงแม้ว่าสิ่งมีชีวิตที่ไม่ได้อยู่ในบริเวณใกล้เหตุการณ์จะไม่ได้ล้มตายลงไปในทันที แต่ก็ไม่อาจที่จะหลีกพ้นอันตรายไปได้ เนื่องจากปรากฏการณ์ข้างเคียงที่เกิดขึ้นต่อไปอันเนื่องมาจากคลื่นความร้อนที่แผ่กระจายขยายวงออกไปเรื่อยๆนั้นยังคงสร้างความเสียหายขึ้นอย่างไม่สิ้นสุด เพราะอานุภาพของแรงระเบิดขนาดมหึมาของมันยังจะเผาผลาญเอาแร่ธาตุหลายๆชนิดใต้พื้นสมุทรจนกลายเป็นก๊าซพิษที่สามารถจะก่ออันตรายให้แก่สิ่งมีชีวิตทั้งในน้ำ บนบก และใน อากาศอีกด้วย เช่น แคลเซียมซัลเฟต ที่จะก่อให้ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ หรือ ก๊าซกํามะถัน ซึ่งเป็นก๊าซพิษที่มีอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตทุกๆชนิด เมื่อถูกเผาผลาญให้ลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศเป็นจํานวนมากๆ มันก็จะแพร่กระจายออกไปทั่วทุกหนแห่ง

เมื่อโลกถูกปกคลุมไปด้วยก๊าซเหล่านี้เป็นเวลานานๆก็คล้ายนักโทษที่ถูกรมก๊าซพิษในสถานกักกันของนาซีอย่างไรอย่างนั้น ซึ่งนี้เป็นเพียงแร่ธาตุชนิดเดียวเท่านั้นที่ยกขึ้นมาใช้เป็นตัวอย่าง ยังมีแร่ธาตุชนิดอื่นๆอีกเป็นจํานวนมากที่จะถูกปฏิกิริยาจากการระเบิดครั้งนั้นจนกลายเป็นก๊าซพิษและสารพิษทําอันตรายแก่สิ่งมีชีวิตบนพื้นโลกทั้งหมดได้ สิ่งเหล่านี้ก็คือผลกระทบโดยตรงที่จะมีขึ้นในทันทีที่เกิดการพุ่งชนของดาวหางหรืออุกกาบาตที่ชิกซูลับครั้งนั้น ยังมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นอีกเช่นแรงสั่นสะเทือนอันมหาศาลจากการพุ่งชนในครั้งนั้นจะก่อให้เกิดปรากฏการณ์แผ่นดินไหวขึ้นมาได้อีกด้วย

เนื่องจากแรงกระแทกอันรุนแรงของมันอาจส่งคลื่นความสั่นสะเทือนแผ่กระจายออกไปและผลักดันให้แผ่นเปลือกโลกบริเวณที่เกิดเหตุการณ์หรือบริเวณใกล้เคียงเกิดการเคลื่อนตัวด้วยเช่นกัน ก็เช่นเดียวกับการเกิดแรงดันขึ้นมาจากใต้ผิวโลกจนส่งผลให้แผ่นเปลือกโลกขยับตัวจนเกิดปรากฏการณ์แผ่นดินไหวขึ้น แต่แรงผลักดันนี้เกิดขึ้นจากเบื้องบนแทน และขยายตัวออกไปทําให้บริเวณรอยแยกแผ่นเปลือกโลกเกิดการขยับตัว และเคลื่อนตัวเข้าชนกัน มุดตัวเข้าเกยกัน หรือเสียดสีกัน กลายเป็นแผ่นดินไหวกระจายตัวไปตามย่านต่างๆ

นอกจากจะเกิดแผ่นดินไหวแล้ว แรงกระแทกและแรงระเบิดครั้งนั้นยังอาจไปผลักดันให้แนวปล่องภูเขาไฟในย่านต่างๆเกิดการปะทุจนระเบิดขึ้นมาได้อีกด้วยเช่นกัน และอาจจะทําให้แนวภูเขาไฟในละแวกใกล้เคียงกันระเบิดอย่างต่อเนื่องเป็นทอดๆ ซึ่งการระเบิดของภูเขาไฟจํานวนหลายลูกที่เกิดขึ้นพร้อมกันหรือไล่เลี่ยกันก็ตาม มันจะพ่นเอาหินหลอมเหลวหรือลาวา ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และไอน้ำขึ้นมาในปริมาณมากกว่าครั้งไหนๆจนส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างการดํารงชีวิตของสิ่งมีชีวิตต่างๆได้อีกด้วย

นอกจากนี้การเกิดภูเขาไฟระเบิดยังจะส่งให้เถ้าถ่านภูเขาไฟขึ้นไปลอยอยู่ในชั้นบรรยากาศจนหนาแน่น บดบังแสงอาทิตย์ไม่ให้สาดส่องลงมาบนผิวโลกเป็นระยะเวลานานเลยทีเดียว ทําให้พื้นผิวโลกเกิดสภาพอากาศที่แปรปรวนในระยะยาวที่ทําให้สภาวะแวดล้อมต่างๆเกิดความเปลี่ยนแปลงไปในทางเลวร้ายลงเรื่อยๆจนวงจรธรรมชาติต่างๆเริ่มถูกทําลายลงไปทีละอย่าง ซึ่งในที่สุดทุกๆชีวิตบนพื้นโลกก็จะอยู่ต่อไปได้อย่างยากลําบาก และค่อยๆล้มตายลงไปจนเกือบสูญพันธุ์ลงทั้งหมด โดยอาจเหลือรอดเพียงสิ่งมีชีวิตเล็กๆที่สามารถปรับตัวเองให้สามารถจะดํารงอยู่ในสภาวะที่เลวร้ายได้เท่านั้นเนื่องจากรูปแบบชีวิตและปัจจัยในการดํารงชีวิตไม่ซับซ้อนมากนัก จากปรากฏการณ์ซึ่งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นนี้หรือไม่ที่ทําให้เผ่าพันธุ์ของไดโนเสาร์จึงหมดสิ้นไปจากโลกเมื่อ 65 ล้านปีก่อนภายหลังจากการพุ่งชนครั้งใหญ่ที่ชิกซูลับครั้งนั้น

หลุมศิวะ (Shiva Crater)

นอกจากร่องรอยของหลุมอุกาบาตที่ชิกซูลับในคาบสมุทรยูคาทาน ประเทศเม็กซิโกแล้ว ยังมีร่องรอยของหลุมอุกกาบาตอีกแห่งหนึ่งซึ่งถูกค้นพบในภายหลัง และได้รับการสันนิษฐานว่าอาจเป็นอีกจุดหนึ่งที่เป็นต้นเหตุในการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์เช่นเดียวกันกับหลุมอุกกาบาตชิกซูลับก็เป็นได้ หลุมอุกกาบาตดังกล่าวมีชื่อเรียกว่า “หลุมศิวะ (Shiva Crater)” ตั้งอยู่ใต้พื้นสมุทรกลางมหาสมุทรอินเดีย อยู่นอกชายฝั่งด้านทิศตะวันตกของประเทศอินเดีย

หลุมแห่งนี้ถูกค้นพบโดยนักบรรพชีวินวิทยาชาวอินเดียใน ปี ค.ศ. 1997 โดยสามารถคํานวณอายุการเกิดขึ้นของหลุมอุกกาบาตแห่งนี้ได้ว่าเกิดขึ้นไม่ต่ำกว่า 65 ล้านปีก่อน อันเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่เกิดการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์เช่นเดียวกับหลุมอุกกาบาตชิกซูลับที่เม็กซิโก จึงได้มีการนําลักษณะของหลุมศิวะนี้ไปเปรียบเทียบกับหลุมชิกซูลับว่าอาจเป็นไปได้ที่เหตุการณ์ทั้งสองนี้จะเกิดในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน และสามารถจะสร้างสภาวะวิกฤติขึ้นแก่โลกในเวลาไล่เลี่ยกันลักษณะส่งต่อกันเป็นทอดๆ คือในขณะที่สภาพแวดล้อมโลกกําลังย่ำแย่จนสิ่งชีวิตได้รับความยากลําบากยังไม่ทันที่จะปรับตัวได้ก็เกิดเหตุการณ์ในแบบเดียวกันซ้ำซ้อนขึ้นมาอีก ซึ่งสิ่งมีชีวิตต่างๆนั้นยังไม่ทันที่จะปรับตัวได้ก็ต้องเผชิญกับความเลวร้ายมากขึ้นอีก เนื่องจากครั้งนี้ได้ส่งผลขยายวงออกไปทั่วโลกทั้งซีกโลกตะวันตกที่เกิดขึ้นจากหลุมซิกซูลับกับโลกและตะวันออกจากหลุมศิวะ ทั่วทั้งโลกจึงได้รับผลกระทบไปโดยพร้อมเพรียงกัน จนทําให้ไดโนเสาร์ที่เจริญพันธุ์ขึ้นทั่วโลกต้องสูญพันธุ์ลงจนหมดสิ้นทั้งสองซีกโลก

หลุมอุกกาบาตศิวะนั้นมีลักษณะเป็นวงรี มีความกว้างขนาด 600 x 400 กิโลเมตร ซึ่งสาเหตุที่หลุมแห่งนี้มีลักษณะเป็นวงรีนั้นสันนิษฐานกันว่า เมื่อแรกเริ่มนั้นหลุมแห่งนี้ก็มีลักษณะเป็นวงกลมเช่นหลุมอุกกาบาตทั่วๆไป แต่ต่อมาเมื่อพื้นมหาสมุทรเกิดการขยายตัวออกจากกันไปจนถึงมีการขยับตัวของแผ่นเปลือกโลกอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานเข้า ลักษณะของหลุมจึง เปลี่ยนแปลงไป ถูกยึดจากวงกลมกลายเป็นวงรีไปในที่สุด

หลุมอุกกาบาตศิวะนี้ได้รับการตั้งข้อสันนิษฐานว่าอาจเป็นสาเหตุที่ทําให้เกิดการปะทุของภูเขาไฟครั้งใหญ่เมื่อ 65 ล้านปีก่อน ซึ่งส่งผลให้โลกเกิดความเปลี่ยนแปลงทางสภาพแวดล้อมจนเลวร้ายก็เพราะสภาวะเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากการระเบิดของภูเขาไฟครั้งนั้นด้วย โดยหลักฐานหนึ่งที่ทําให้เกิดข้อสันนิษฐานกันไปเช่นนี้ก็คือการเกิดขึ้นของ ขั้นบันไดเดคคาน (Deccan Traps) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ราบสูงเดคคาน (Deccan Plateau) ตอนกลางของประเทศอินเดีย ขั้นบันไดเดคคานแห่งนี้ตั้งอยู่ตรงบริเวณทิศตะวันตกเฉียงเหนือของที่ราบสูงเดคคาน มีลักษณะเป็นชั้นหินซึ่งก่อตัวขึ้นเป็นชั้นๆคล้ายขั้นบันได

โดยลักษณะชั้นหินที่เรียกว่า ขั้นบันได (Traps) ที่มีอยู่ทั่วโลกนั้นเกิดขึ้นจากการสะสมของลาวาภูเขาไฟที่ถูกพ่นขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อเย็นตัวลงจึงกลายเป็นภูเขาที่มีลักษณะคล้ายกับขั้นบันได ขั้นบันไดเดคคานนี้มีอาณาบริเวณที่กว้างขวางมาก นับเป็น 1 ใน 2 ของขั้นบันไดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งอีกแห่งหนึ่งก็คือ ขั้นบันไดไซบีเรีย (Siberian Traps)

ในประเทศรัสเซีย การเกิดขั้นบันไดเดคคานที่มีขนาดกว้างใหญ่มหาศาลแห่งนี้ขึ้นได้ ตรงบริเวณนั้นต้องเคยเป็นแนวปล่องภูเขาไฟขนาดใหญ่มาก่อน และเคยเกิดการระเบิดครั้งใหญ่ขึ้นมาเป็นเวลานานแล้วในอดีต ซึ่งต้องเป็นการระเบิดที่มีพลังอันมหาศาลมากจึงสามารถพ่นลาวาขึ้นมาจนก่อให้เกิดขึ้นบันไดเดคคานนี้ขึ้นมาได้ และเป็นไปได้ว่าการระเบิดของภูเขาไฟที่ขั้นบันไดเดคคานนี้อาจเกี่ยวเนื่องกับหลุมอุกกาบาตศิวะกลางมหาสมุทรอินเดีย โดยอาจเป็นเพราะแรงสั่นสะเทือนอันมหาศาลที่เกิดจากการตกของอุกกาบาตในครั้งนั้นได้ไปปลุกให้ภูเขาไฟขนาดใหญ่ที่เดคคานเกิดการระเบิดขึ้นและเป็นขั้นบันไดเดคคานขึ้นมานั่นเอง ซึ่งการระเบิดของภูเขาไฟขนาดใหญ่ในครั้งนั้นต้องส่งผลกระทบในทางเลวร้ายครั้งใหญ่ให้แก่โลกได้อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นแรงสั่นสะเทือนหรือเถ้าถ่านภูเขาไฟจํานวนมากที่มากกว่าการระเบิดของภูเขาไฟปกติที่เราเคยพบเห็นกันในทุกวันนี้

ด้วยหลักฐานทั้งสองแห่งคือที่หลุมชิกซูลับและหลุมศิวะนั่นเอง จึงทําให้ทฤษฎีการสูญพันธุ์ของ ไดโนเสาร์ด้วยสาเหตุจากปรากฏการณ์เลวร้ายของสิ่งแวดล้อมซึ่งมีผลมาจากการตกของอุกกาบาตหรือดาวหางขนาดใหญ่นั้นเป็นที่เชื่อถือกันอย่างกว้างขวาง แม้ภายหลังจะมีทฤษฎีใหม่ที่เสนอออกมาและมีความน่าเชื่อถือมากเพียงใด ทฤษฎีนี้ก็ยังคงไม่เคยตกไปจากการถูกนํามาใช้อ้างอิงกันอย่างแพร่หลายแต่อย่างใด (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet