ภัยร้ายจากฝุ่นคอสมิกในอวกาศที่อาจส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อโลก ตอนที่ 1

Cosmic Dust

ท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ไพศาลที่เรามองเห็นอยู่เหนือหัวของเราทุกวันนั้น ที่จริงแล้วคือห้วงอวกาศอันมืดมิดไม่มีที่สิ้นสุดและเต็มไปด้วยดวงดาวหรือเทหวัตถุชนิดต่างๆที่มีอยู่จํานวนมากมายมหาศาลไม่มีที่สิ้นสุดเช่นกัน และที่เห็นว่ามันมีความสว่างไสวไร้ดวงดาวช่วงเวลากลางวัน แต่กลับมืดมิดและเต็มไปด้วยดวงดาวในเวลากลางคืนนั้น เป็นเพราะการหมุนรอบตัวเองของโลกทําให้ด้านที่หันหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์จึงเป็นเวลากลางวัน

ในขณะที่อีกด้านซึ่งหันออกจากดวงอาทิตย์จะเป็นเวลากลางคืน และที่ไม่สามารถเห็นดวงดาวต่างๆได้ในเวลากลางวันนั้นเป็นเพราะแสงสว่างจากดวงอาทิตย์นั้นเองที่ทําให้แสงสะท้อนของดาวดวงต่างๆถูกบดบัง พอเวลากลางคืนแสงอาทิตย์ได้ลับขอบฟ้าไปแล้ว เราจึงมองเห็นแสงสะท้อนดวงดาวจํานวนมากอยู่เต็มท้องฟ้า ซึ่งในห้วงอวกาศอันเวิ้งว้างและเต็มไปด้วยดวงดาวก็ไม่ได้มีจํานวนของดวงดาวที่คงที่ตลอดไป มีทั้งดวงดาวที่เกิดขึ้นใหม่และตายลงไปเรื่อยๆอยู่ตลอดเวลา

และถึงจะมีดวงดาวที่เกิดขึ้นมามากมายเพียงใดก็ไม่มีทางที่จะมีความคับคั่งหนาแน่น จนทําให้ดาวดวงเกิดความเบียดเสียด หรือชนกันได้ง่ายๆแต่อย่างใด เพราะอวกาศนั้นกว้างใหญ่ไพศาลมากและไม่มีที่สิ้นสุดที่เราเห็นดวงดาวหนาแน่นจนเห็นกลุ่มดาวจํานวนมากอยู่ชิดติดกันหรือชนกันนั้นก็เป็นเพราะมันอยู่ไกลมาก เราจึงเห็นมันเป็นเพียงจุดเล็กๆที่อยู่ใกล้ชิดกัน แต่ก็ใช่ว่าดวงดาวต่างๆจะไม่มีโอกาสเข้าชนกันได้เสียทีเดียว เนื่องจากดาวดวงต่างๆนั้นมีการโคจรเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆไม่หยุดนิ่ง จึงอาจมีวงโคจรของดาวบางดวงที่พุ่งจะเข้าชนกันได้ โดยเฉพาะดาวหางต่างๆที่มีวงโคจรไม่แน่นอนนั้นจะมีโอกาสชนกับดาวดวงอื่นๆได้มากกว่า แต่การชนกันก็ใช่ว่าจะเกิดขึ้นง่ายๆเช่นกัน

ขยะอวกาศ เศษซากจากความก้าวล้ำทางด้านเทคโนโลีที่อาจย้อนมาเป็นภัยต่อโลกในภายหลัง

ขยะอวกาศ เศษซากจากความก้าวล้ำทางด้านเทคโนโลีที่อาจย้อนมาเป็นภัยต่อโลกในภายหลัง

แต่ในห้วงอวกาศก็ไม่ได้มีแค่เพียงเฉพาะดวงดาวหรือเทหวัตถุต่างๆเท่านั้น ยังมีกลุ่มฝุ่นน้ำแข็ง และก๊าซรวมไปถึงขยะอวกาศต่างๆอีกจํานวนมากมายมหาศาลล่องลอยอยู่ด้วยกัน สําหรับสิ่งอื่นๆนั้นเข้าใจได้ว่าเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติเช่นเดียวกับดวงดาวหรือเทหวัตถุต่างๆ แต่ขยะอวกาศนั้น มันไม่น่าจะมาจากธรรมชาติได้เพราะขยะจะต้องเกิดจากของที่ถูกทิ้ง เมื่อมันไม่มีประโยชน์แล้วเท่านั้น

ขยะอวกาศดังกล่าวจึงต้องมาจากพฤติกรรมของมนุษย์นั่นเองที่จนถึงปัจจุบันเราทราบแต่เพียงว่าในระบบสุริยจักรวาลของเรามีเพียงโลกเท่านั้นที่มีมนุษย์อาศัยอยู่ ขยะอวกาศเหล่านั้นจึงต้องมาจากโลกของเราเองที่ส่งขึ้นลอยอยู่ในห้วงอวกาศรอบๆโลกเป็นจํานวนมาก เช่น ดาวเทียม สถานีอวกาศ จรวดขับดัน หรือสิ่งอื่นๆที่มนุษย์สร้างขึ้น และส่งมันออกไปลอยอยู่นอกอวกาศรอบโลกเพื่อใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ เช่นในด้านสื่อสาร การศึกษาค้นคว้า จนถึงด้านการสงคราม โดยสิ่งเหล่านี้จํานวน มากเมื่อหมดอายุการใช้งานลงก็จะถูกทิ้งให้ลอยอยู่ในอวกาศจนกลายเป็นขยะอวกาศไปในที่สุด

แต่จากความกว้างใหญ่ของจักรวาลหรือในเอกภพนี้ จึงไม่น่าจะมีเพียงแค่โลกเรานี้เท่านั้นที่มีมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ แม้ว่าภายในระบบสุริยะของเรานี้ยังไม่มีการพบมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตใดๆบนดาวเคราะห์ดวงอื่นก็ตาม แต่ในระบบดาวอื่นหรือกาแล็กซีอื่นนั้นน่าที่จะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ด้วย โดยเฉพาะสิ่งมีชีวิตที่ทรงภูมิปัญญาเช่นมนุษย์หรือเหนือกว่ามนุษย์ ดังนั้นจึงไม่น่าจะมีเพียงโลกนี้เท่านั้นที่สามารถสร้างขยะอวกาศขึ้นมาได้ ขยะอวกาศจึงน่าจะมีอยู่ในห้วงอวกาศที่มาจากระบบดาวอื่นๆอีกมากมาย

และถึงแม้ว่ามันจะอยู่ห่างไกลถึงระบบดาวอื่นก็ตาม แต่ก็ไม่แน่ว่ามันอาจถูกดาวหางหรือเทหวัตถุในอวกาศดวงใดก็ได้หอบเอามันเข้ามาสู่ในระบบสุริยะของเราก็เป็นได้ เช่นเดียวกับแบคทีเรียที่ติดมากับดาวหางต่างๆ ขยะอวกาศรอบโลกเหล่านี้จึงเป็นที่กังวลกันมากว่ามันอาจก่ออันตรายขึ้นแก่โลกได้เมื่อมันถูกแรงโน้มถ่วงของโลกดึงให้มันตกลงสู่พื้นผิวโลก ซึ่งก็มีตัวอย่างการตกลงสู่พื้นผิวโลกของขยะอวกาศหลายชิ้นให้เห็นแล้ว เช่น ซากดาวเทียมและสถานีอวกาศต่างๆที่เคยตกลงมาถึงพื้นโลก แม้ว่าบางครั้งจะถูกเผาไหม้ลงในชั้นบรรยากาศโลกจนระเบิดกลายเป็นชิ้นส่วนเล็กชิ้นน้อยก่อนตกลงมาถึงพื้น แต่บางครั้งก็เผาไหม้ไม่หมดและตกลงมาสู่พื้นโลกโดยยังมีขนาดที่ใหญ่อยู่ ซึ่งบ้างก็ตกลงในทะเล แต่บ้างก็สร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นเป็นวงกว้างได้เมื่อมันตกลงมาในบริเวณชุมชน และยิ่งนานวันคนทั่วโลกก็ยิ่งมีโอกาสเสี่ยงที่จะถูกภัยชนิดนี้คุกคามมากขึ้น

เมื่อโลกมีการสะสมปริมาณขยะอวกาศต่างๆมากยิ่งขึ้นในแต่ละปี จากการที่มนุษย์ยังคงพัฒนาเทคโนโลยีด้านต่างๆอย่างไม่หยุดยั้งนั่นเอง จึงทําให้สิ่งประดิษฐ์ต่างๆขึ้นไปลอยอยู่ในอวกาศรอบโลกมากขึ้นทุกวัน จนมีความเสี่ยงมากขึ้นด้วยว่าขยะอวกาศเหล่านั้นจะทําความเสียหายให้แก่โลกมนุษย์ได้ในเปอร์เซ็นต์ที่สูงขึ้น และความชุกชุมของมันก็อาจทําให้อุกกาบาตหรือดาวหางที่โคจรเข้าเฉียดโลกอาจพุ่งชนเศษขยะเหล่านี้ หรือมันก็อาจลอยไปชนกันเองแล้วกระดอนกลับเข้ามาในเขตแรงดึงดูดของโลกจนตกลงมากลายเป็นห่าฝนขยะอวกาศได้อีก ถ้าหากมีจํานวนขยะที่มากและถูกแรงดึงดูดของโลกดึงตกลงสู่พื้นผิวโลกพร้อมกันในคราวเดียว

แม้ว่าในอวกาศนอกโลกจะเต็มไปด้วยขยะอวกาศมากมายเพียงใด แต่นักวิทยาศาสตร์เห็นว่าโอกาสที่โลกจะมีอันตรายจากขยะอวกาศเหล่านั้นเกิดขึ้นได้ยาก เพราะไม่มีทางที่ปริมาณของขยะอวกาศจะมีจํานวนหนาแน่นมากพอที่จะทําให้พวกมันเคลื่อนตัวเข้าชนกันเองได้ หรือแม้ว่าจะถูกดาวหางพุ่งชนก็ตาม และถึงแม้จะเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้นจริง ขยะอวกาศเหล่านั้นก็ยังมีโอกาสน้อยที่จะตกลงมาเป็นอันตรายแก่โลกได้ เพราะคงถูกทําลายลงไปในชั้นบรรยากาศโลกเสียก่อนที่จะตกลงสู่พื้นโลก หรือถึงแม้ว่ามันจะเป็นชิ้นที่ใหญ่มากๆเมื่อตกลงถึงพื้นโลกก็ไม่น่าจะสร้างความเสียหายให้มากนัก

ขยะอวกาศ เศษซากจากความก้าวล้ำทางด้านเทคโนโลีที่อาจย้อนมาเป็นภัยต่อโลกในภายหลัง

โดยมีการยกตัวอย่างที่ชัดเจนในกรณีดาวเทียมขนาดใหญ่ตกลงสู่พื้นโลกครั้งที่เคยสร้างความหวาดวิตกให้แก่ชาวโลกมาแล้วในอดีตกรณีหนึ่งก็คือการตกของสถานีอวกาศที่มีชื่อว่า “สกายแล็บ (Sky Lab)” ซึ่งเป็นสถานีอวกาศขนาดใหญ่ของสหรัฐอเมริกาที่สร้างความวิตกขึ้นมากมายไปทั่วทั้งโลกเมื่อมีการประกาศว่ามันจะตกลงสู่พื้นโลก เพราะขนาดของมันที่มีความใหญ่โตอย่างมากนั่นเอง

สกายแล็บ ถูกส่งขึ้นไปปฏิบัติภารกิจในห้วงอวกาศตั้งแต่ปี ค.ศ. 1973 จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1979 สถานีอวกาศแห่งนี้ก็สูญเสียความเสถียรในการโคจรและเริ่มโคจรได้ช้าลง จากนั้นก็ค่อยๆลดระดับลงมาและตกเข้ามาอยู่ในชั้นบรรยากาศโลกจนถูกดึงดูดให้ตกลงสู่พื้นโลกในที่สุด แต่ก่อนจะสูญเสียการควบคุมนั้น ทางศูนย์ควบคุมภาคพื้นดินได้พยายามให้มันโคจรไปอยู่ตรงแถบที่ไม่มีผู้คนอาศัยคือบริเวณมหาสมุทร อินเดีย แต่เมื่อถึงเวลาที่มันตกลงสู่พื้นโลกจริง ชิ้นส่วนต่างๆก็เสียดสีกับชั้นบรรยากาศจนแตกออกเป็นชิ้นๆ และตกลงในบริเวณทิศตะวันตกของทวีปออสเตรเลีย ซึ่งก็เป็นจุดที่มีผู้คนอาศัยไม่หนาแน่นนัก

สถานีอวกาศเทียนกง-1 (Tiangong-1)

หรือมีอีกกรณีหนึ่งก็คือ สถานีอวกาศเทียนกง-1 (Tiangong-1) ของประเทศจีน ซึ่งส่งขึ้นไป ปฏิบัติภารกิจตั้งแต่ปี ค.ศ. 2011 และเริ่มสูญเสียการควบคุมนับจากปลาย ปี ค.ศ. 2016 โดยที่ทางจีนได้พยายามแก้ไขมาตลอด จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 2017 จึงมีการเปิดเผยว่าสถานีอวกาศแห่งนี้เริ่มเข้ามาอยู่ในชั้นบรรยากาศโลกและเกิดการเผาไหม้ขึ้นแล้ว แต่มันก็ยังคงไม่ได้ตกลงถึงพื้นโลกในทันที กระทั่งต้นปี ค.ศ. 2018 มันจึงตกลงในมหาสมุทรแปซิฟิกทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะตาฮิติ

อย่างไรก็ดี ทั้งสองกรณีอาจจะเป็นความโชคดีก็เป็นได้ ซึ่งไม่แน่ว่าสักวันหนึ่งข้างหน้าอาจมีการตกของสถานีอวกาศใดที่ไม่โชคดีเช่นนี้เกิดขึ้นมาอีกก็เป็นได้ เพราะนักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถฟันธงลงไปได้ว่าถ้าหากเกิดมีสิ่งใดไปทําให้ขยะอวกาศจํานวนมหาศาลนี้ หรือแม้แต่ดาวเทียมและสถานีอวกาศที่ถูกส่งขึ้นไปจนคับคั่งอยู่ในอวกาศรอบโลกให้ตกลงมาเป็นจํานวนมากเหมือนกับห่าฝนได้จริง มันก็จะเป็นห่าฝนเหล็กซึ่งสร้างความเสียหายไปทั่วทุกบริเวณได้พร้อมๆกัน แต่จะมีสิ่งใดที่เป็นสาเหตุทําให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้นก็กําลังเป็นที่ถกเถียงและหาถึงความเป็นไปได้กันอยู่

ภัยร้ายจากฝุ่นคอสมิก (Cosmic Dust) ในอวกาศที่อาจส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อโลก

ภัยร้ายจากฝุ่นคอสมิกในอวกาศที่อาจส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อโลก

ท่ามกลางความวิตกกังวลของชาวโลกกับเรื่องของขยะอวกาศ หรือเทหวัตถุใดที่อาจตกลงสู่พื้นผิวโลกจนสร้างภัยพิบัติครั้งร้ายแรงให้แก่โลกได้นี้ มีประเด็นหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกําลังให้ความสนใจอยู่และตั้งข้อสันนิษฐานว่าจะเกิดขึ้นได้ ซึ่งน่าหวาดวิตกยิ่งกว่าเรื่องของขยะอวกาศรอบโลกเสียอีกก็คือภัยที่เกิดขึ้นจาก ฝุ่นคอสมิก (Cosmic Dust) ซึ่งอาจส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อมนุษยชาติหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆบนโลกได้มากมายยิ่งกว่าฝุ่นคอสมิก คือกลุ่มของฝุ่นที่มีขนาดโมเลกุลแตกต่างกันไปตั้งแต่ 0.1 มม. โดยประมาณขึ้นไป และมีลักษณะหรือโครงสร้างซึ่งแตกต่างกันออกไปตามถิ่นที่อยู่และสภาพแวดล้อมในอวกาศที่ฝุ่นเหล่านั้นถือกําเนิดขึ้น ซึ่งก็มีการเรียกฝุ่นคอสมิกเหล่านี้ในชื่อแตกต่างกันไปตามถิ่นที่อยู่นั้นๆด้วย เช่น ฝุ่นระหว่างกาแล็กซี (Intergalactic Dust) ฝุ่นระหว่างดวงดาว (Interstellar Dust) ฝุ่นรอบๆดาวเคราะห์ (Circumplanetary Dust)

นอกจากนี้ยังมี ฝุ่นดาวหาง (Comet Dust) ฝุ่นเทหวัตถุในอวกาศ (Asteroidal Dust) และ ฝุ่นแถบไคเปอร์ (Kuiper Belt Dust) กลุ่มฝุ่นเหล่านี้เมื่อรวมตัวกันอย่างหนาแน่นจะมีลักษณะที่คล้ายกลุ่มหมอกลอยอยู่ในอวกาศ โดยข้อมูลที่ได้จากการศึกษาลักษณะฝุ่นเหล่านี้ นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่ากลุ่มฝุ่นคอสมิกนี้อาจเกี่ยวพันกับสภาวะอากาศโลกซึ่งกําลังมีความแปรปรวนก็เป็นได้

Nuclear, Hiroshima

เรื่องนี้ได้รับการเปิดเผยโดยทีมนักวิทยาศาสตร์ชาวออสเตรเลียกลุ่มหนึ่งซึ่งได้เฝ้าติดตามสังเกตการพุ่งชนของสะเก็ดดาว และอุกกาบาตชนิดต่างๆที่ตกลงสู่พื้นผิวโลก และพบว่าในปี ค.ศ. 2004 ได้ เกิดการพุ่งชนของอุกกาบาตขนาดใหญ่ลูกหนึ่งที่ตรงบริเวณทวีปแอฟริกาตอนใต้ ปริมาตรของอุกกาบาตลูกนี้ขนาดเทียบเท่ากับบ้านขนาดใหญ่หลังหนึ่ง เมื่อเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกนั้นได้ทําปฏิกิริยาเสียดสีกับชั้นบรรยากาศจนทําให้เกิดการระเบิดรุนแรงที่สามารถปลดปล่อยพลังงานได้เทียบเท่ากับการระเบิดของระเบิดนิวเคลียร์ที่ฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จนทําให้เกิดแสงสว่างวาบขึ้นทั่วทั้งบริเวณนั้น และการระเบิดของอุกกาบาตลูกนี้ก็ยังทําให้เกิดเป็นกลุ่มฝุ่นหมอกคอสมิกจํานวนมหาศาลถึง 1,000 ตันกระจายตัวขึ้นไปปกคลุมอยู่บนชั้นบรรยากาศโลกในระดับความสูงระหว่าง 56 กิโลเมตรถึง 18 กิโลเมตรนับจากพื้นโลกขึ้นไปอีกด้วย โดยที่ฝุ่นจํานวนมหาศาลเหล่านี้สามารถลอยไปปกคลุมอยู่บนชั้นบรรยากาศได้เป็นเวลานานหลายสัปดาห์เลยทีเดียว

ซึ่งปรากฏการณ์เช่นนี้ไม่ใช่ว่าเพิ่งจะเคยเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกหรือเกิดขึ้นได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น แต่สันนิษฐานกันว่าในปีหนึ่งๆจะมีปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องหลายครั้งหลายหนด้วยกัน ซึ่งในบางครั้งก็อาจมีการระเบิดของอุกกาบาตในลักษณะเดียวกันนี้ขึ้นพร้อมกันหลายๆลูกจนทําให้มีปริมาณของฝุ่นคอสมิกจํานวนมากสะสมอยู่บนชั้นบรรยากาศโลกไปเรื่อยๆ โดยมีการประเมินว่าปริมาณของฝุ่นคอสมิกที่อุกกาบาตเหล่านั้นทิ้งเอาไว้หลังจากการระเบิดเมื่อเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกว่าในปีหนึ่งๆจะมีปริมาณฝุ่นคอสมิกที่มากถึง 40,000 ตันสะสมอยู่บนชั้นบรรยากาศ ทั้งจากปรากฏการณ์ดังกล่าวและที่ลอยมาจากอวกาศ โดยที่ไม่มีการสูญสลายไปทุกปีจึงมีปริมาณฝุ่นคอสมิกสะสมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆและปกคลุมอยู่ทั่วไปบนชั้นบรรยากาศโลกปริมาณของฝุ่นคอสมิกนี้จึงเป็นตัวเร่งให้เกิดสภาวะเรือนกระจกบนชั้นบรรยากาศโลกได้รวดเร็วขึ้นไปอีก นอกจากผลซึ่งได้รับโดยตรงจากก๊าซเรือนกระจกตามที่กล่าวมา จึงอาจเป็นไปได้ว่าสภาวะโลกร้อนที่กําลังเป็นปัญหาใหญ่ของโลกอยู่ในทุกวันนี้ มีตัวแปรสําคัญที่ทําให้สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงไปอย่างผันผวนก็คือฝุ่นคอสมิกดังกล่าวนั่นเอง

นอกจากประเด็นเรื่องอุกกาบาตจากนอกโลกตกลงมาจนทําให้เกิดปริมาณฝุ่นคอสมิกจํานวนมากในชั้นบรรยากาศโลกที่อาจเป็นสาเหตุหลัก อีกสาเหตุหนึ่งซึ่งเป็นตัวการก่อให้เกิดสภาวะโลกร้อนแล้ว นักวิทยาศาสตร์ยังมีข้อสันนิษฐานอีกด้วยว่าการที่ฝุ่นคอสมิกเหล่านั้นสามารถที่จะส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศของโลกได้นั้นก็ยังเกี่ยวข้องกับอิทธิพลของดวงอาทิตย์ด้วยเช่นกัน โดยมีนักวิทยาศาสตร์อีกกลุ่มหนึ่งที่ได้ทําการศึกษาเรื่องปฏิกิริยาของดวงอาทิตย์ต่อสภาวะโลกร้อนจนกระทั่งพบว่าปริมาณของฝุ่นคอสมิกในระบบสุริยจักรวาลของเรา ก็มีความเกี่ยวพันกับความเปลี่ยนแปลงในจํานวนจุดมืดบนดวงอาทิตย์ (Sun Spot) ด้วย เช่นกัน

Solar Flare

จุดมืดบนดวงอาทิตย์คือบริเวณที่มีสนามแม่เหล็กสูงมาก จนทําให้มีอุณหภูมิที่ต่ำกว่าบริเวณอื่นๆ หรือร้อนน้อยกว่าบริเวณโดยรอบนั่นเอง เมื่อเราส่องกล้องขึ้นดูดวงอาทิตย์จึงเห็นเป็นจุดสีดํา หรือจุดที่มีความมืดกว่าจุดอื่นๆโดยรอบ จุดมีดเหล่านี้ไม่ได้อยู่คงที่และยังมีจํานวนเพิ่มขึ้นและลดลงได้เรื่อยๆอีก โดยจุดมืดบนดวงอาทิตย์นี้จะมีจํานวนเพิ่มขึ้นและลดลงอย่า เป็นคาบในทุกๆ 11 ปี เพื่อศึกษาสิ่งนี้ทางทีมนักวิทยาศาสตร์ดังกล่าวได้มีการติดตามเฝ้าสังเกตความเปลี่ยนแปลงของจุดมืดบนดวงอาทิตย์ต่างๆนั้นพบว่าปริมาณของฝุ่นคอสมิกในระบบสุริยะทั้งหมดจะมีความหนาแน่นขึ้นในช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า โซลา แฟลร์ (Solar Flare) หรือการระเบิดอย่างรุนแรงที่ทําให้มีแสงสว่างลุกโชติช่วงขึ้นบริเวณตรงกลางจุดมืดซึ่งบริเวณดังกล่าวจะมีความเข้มข้นของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสูงมาก

Solar Wind

และในช่วงเวลาที่จํานวนจุดมืดเพิ่มมากขึ้นก็ยังจะเกิดปรากฏการณ์ โซลาร์ แฟลร์ เพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งการเกิดขึ้นของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีมากขึ้นนี้เองที่จะส่งผลทําให้มีปริมาณฝุ่นคอสมิกทวีจํานวนมากขึ้นไปด้วยและแผ่กระจายออกไปลอยอยู่ทั่วทั้งระบบสุริยจักรวาล ส่วนสิ่งที่เป็นตัวการผลักดันให้ฝุ่นคอสมิกแผ่กระจายออกไปนั้นก็คือ ลมสุริยะ (Solar Wind) ซึ่งเป็นพลังงานที่เกิดจากการระเบิดอย่างรุนแรงของปรากฏการณ์ โซลาร์ แฟลร์ นั่นเองที่พัดพาให้ฝุ่นเหล่านั้นกระจายออกไป โดยทีมวิจัยที่ศึกษากรณีดังกล่าวได้เฝ้าสังเกตการณ์การเกิดจุดมืดบนดวงอาทิตย์ กระทั่งพบว่าในปี ค.ศ. 1990 ซึ่งเป็นปีที่ครบคาบ 11 ปีของการเกิดจุดมืดบนดวงอาทิตยที่จะมีมากที่สุดในปีนั้น ปริมาณฝุ่นคอสมิกในระบบสุริยจักรวาลก็ทวีจํานวนขึ้นอย่างรวดเร็วด้วย

ระทั่งมาถึงปี ค.ศ. 2002 เมื่อครบคาบ 11 ปีในรอบใหม่ก็พบว่าปริมาณฝุ่นคอสมิกได้ทวีจํานวนขึ้นมาอีกคล้ายๆกับเมื่อปี ค.ศ. 1990 นอกจากนี้ยังพบอีกด้วยว่าปริมาณฝุ่นคอสมิกในระบบ สุริยจักรวาลที่เพิ่มขึ้นนี้เกี่ยวพันกับความเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นบนโลกเช่นกัน โดยภายหลังจากที่ปริมาณฝุ่นคอสมิกเพิ่มขึ้นตามคาบ 11 ปีแล้ว หลังจากนั้นอีกประมาณ 1-2 ปีก็มักจะเกิดพายุที่ทวีจํานวน มากขึ้นและรุนแรงมากยิ่งขึ้นตามย่านต่างๆทั่วโลก จากสิ่งนี้จึงทําให้เกิดข้อสันนิษฐานขึ้นว่าปรากฏการณ์ฝุ่นคอสมิกในระบบสุริยะที่เพิ่มขึ้นนี้ น่าจะเกี่ยวพันกับสภาพภูมิอากาศของโลกที่มีความเปลี่ยนแปลงได้โดยตรงด้วยเช่นกัน (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet