ภัยร้ายจากฝุ่นคอสมิกในอวกาศที่อาจส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อโลก ตอนที่ 2

ภัยร้ายจากฝุ่นคอสมิกในอวกาศที่อาจส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อโลก ตอนที่ 2

ปัญหาจากฝุ่นคอสมิกที่ส่งผลต่อโลกนั้นกําลังเป็นที่สนใจกันอย่างกว้างขวางมากขึ้นเรื่อยๆในแวดวงวิทยาศาสตร์โลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการเปิดเผยข้อมูลที่มีฝุ่นคอสมิกจํานวนมากกลุ่มหนึ่งกําลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้กาแล็กซีทางช้างเผือกของเรามากขึ้นเรื่อยๆจากองค์การอวกาศยุโรป (European Space Agency) ซึ่งได้ส่งยานสํารวจอวกาศยูลิสซิส (Ulysses) ขึ้นไปสังเกตดูปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในระบบสุริยจักรวาล จนสามารถจับความเคลื่อนไหวดังกล่าวได้ โดยเรื่องนี้ต่อมาได้รับการยืนยันจากทางองค์การนาซาด้วยเช่นกันว่านาซาเองก็ได้เฝ้าสังเกตปรากฏการณ์นี้อยู่ด้วย โดยออกมาเปิดเผยสิ่งเดียวกันนี้ว่ามีฝุ่นคอสมิกจํานวนมากกลุ่มหนึ่งที่กําลังเคลื่อนตัวเข้ามา ซึ่งไม่ใช่เพียงเข้ามาใกล้กาแล็กซีทางช้างเผือกเท่านั้น แต่มันยังมีวิถีที่มุ่งตรงมายังระบบสุริยจักรวาลของเรามากขึ้นเรื่อยๆด้วย

รังสีอันตรายจากอวกาศ

Cosmic ray

ซึ่งถ้าหากข้อสันนิษฐานในเรื่องของความเกี่ยวพันกันระหว่างปริมาณความหนาแน่นของฝุ่น คอสมิกในอวกาศกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกเป็นไปตามนั้นจริง การที่กลุ่มฝุ่นคอสมิกจํานวนมากเคลื่อนเข้ามาจนถึงระบบสุริยจักรวาลของเรา ก็เป็นเรื่องที่น่าวิตกอย่างมากว่าโลกอาจจะต้องได้รับผลกระทบจากปริมาณฝุ่นคอสมิกเหล่านั้น จนทําให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศครั้งใหญ่กว่าที่เรากําลังเผชิญกันอยู่นี้ก็เป็นได้ เพราะขณะที่ฝุ่นคอสมิกกลุ่มดังกล่าวยังเดินทางมาไม่ถึงระบบสุริยจักรวาลของเรา ความแปรปรวนในสภาพภูมิอากาศของโลกยังเกิดขึ้นได้อย่างมากมายเช่นนี้ ถ้าหากกลุ่มฝุ่นดังกล่าวเข้ามาอยู่ในระบบสุริยะของเราแล้ว ความร้ายแรงขนาดไหนที่จะเกิดขึ้นติดตามมา

ซึ่งการที่ฝุ่นคอสมิกเหล่านั้นจะเคลื่อนเข้ามาในชั้นบรรยากาศโลกได้หรือไม่นั้น ได้เคยมีนักวิจัยกลุ่มหนึ่งสามารถตรวจพบฝุ่น คอสมิกที่มาจากนอกโลกได้สําเร็จแล้ว โดยทําการสกัดออกมาจากตัวอย่างดินซึ่งขุดขึ้นจากใต้ท้องมหาสมุทรบริเวณใกล้ๆกับหมู่เกาะอโซเรส (Azores) นอกชายฝั่งของประเทศโปรตุเกส และนักวิจัยกลุ่มนั้นก็สามารถตรวจสอบอายุของฝุ่นคอสมิกดังกล่าวได้ว่าตกสู่พื้นโลกตั้งแต่เมื่อประมาณ 1 แสนปีมาแล้ว

การค้นพบนี้แสดงให้เห็นว่าฝุ่นคอสมิกจากอวกาศได้เคยตกเข้ามาอยู่ในชั้นบรรยากาศโลกจริง และการที่มันจมอยู่รวมกับชั้นดินใต้พื้นสมุทรก็เป็นเพราะฝุ่นเหล่านั้นได้ลอยปกคลุมอยู่ในชั้นบรรยากาศโลกอย่างหนาแน่นมาก่อนเมื่อ 1 แสนปีที่แล้ว โดยตกลงบนพื้นผิวโลกพร้อมกับฝนหรือไอน้ำซึ่งการเกิดปรากฏการณ์ครั้งนั้นขึ้นก็น่าจะเคยสร้างความแปรปรวนขึ้นกับสภาพภูมิอากาศโลกอย่างรุนแรงมาตั้งแต่ครั้งนั้นแล้วเช่นกัน และการเข้ามาของฝุ่นคอสมิกก็ไม่น่าที่จะเกิดขึ้นเพียงครั้งนั้นครั้งเดียว แต่น่าจะเกิดขึ้นมาหลายครั้งแล้วเช่นกัน เพราะยังมีการพบฝุ่นคอสมิกลักษณะเดียวกันนี้ตามชั้นดินชั้นหินแห่งอื่นๆอีกหลายแห่งโดยมีอายุอยู่ในช่วงเวลาต่างๆกันอีกด้วย

นอกจากฝุ่นคอสมิกดังที่กล่าวมาแล้ว โลกของเรายังต้องเผชิญกับอันตรายจากห้วงอวกาศอีกชนิดหนึ่งที่กําลังเป็นที่สนใจกันอย่างมากในหมู่นักวิทยาศาสตร์และติดตามศึกษาเรื่องนี้กันอย่างจริงจังอยู่เช่นกัน นั่นก็คือเรื่องของ รังสีอันตรายจากอวกาศ โดยปกติแล้วโลกหรือดาวเคราะห์ดวงอื่นๆในระบบสุริยจักรวาลได้รับรังสีต่างๆโดยตรงจากดวงอาทิตย์ เช่น รังสีคอสมิก (Cosmic ray) รังสีแกมมา (Gamma ray) รังสีเอ็กซ์ (X-ray) รังสีอุลตราไวโอเลต (Ultraviolet Ray) รังสีอินฟราเรด (Infra Red Ray) และแสงขาว (Visible Light) หรือแสงแดด ที่รวมเอาคลื่นแสงสีที่ตาไม่สามารถมองเห็นได้เอาไว้เป็นต้น

โดยรังสีต่างๆเหล่านี้ล้วนแต่เป็นรังสีอันตรายที่สามารถแผดเผาให้ทุกชีวิตบนพื้นโลกสูญสิ้นลงไปได้เพียงชั่วพริบตาทั้งสิ้น แต่ที่เรายังอาศัยอยู่บนโลกและสืบลูกสืบหลานมาจนปัจจุบันได้อย่างไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใดนั้น เป็นเพราะโลกเราก็มีเกราะกําบังอันแข็งแกร่ง นั่นก็คือชั้นบรรยากาศของโลกชั้นต่างๆที่มีอยู่หลายชั้นห่อหุ้มพื้นผิวโลกอยู่นั่นเอง ซึ่งถ้าหากปราศจากชั้นบรรยากาศเหล่านี้แล้ว รังสีที่ร้อนแรงจากดวงอาทิตย์ก็สามารถสาดส่องลงมาแผดเผาทุกสิ่งทุกอย่างบนพื้นผิวโลกได้โดยตรงจนเผาไหม้ทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นจุลลงไปได้

แต่ในปัจจุบันมีการพบสิ่งที่น่าตกใจก็คือเกราะกําบังเหล่านี้กําลังถูกทําลายลงไปมากขึ้นเรื่อยๆจากปัญหาการทําลายสภาพแวดล้อมของมนุษย์ที่หนักข้อขึ้นเรื่อยๆ จนทําให้ชั้นโอโซน (Ozone) อันถือเป็นปราการชั้นสําคัญในการปกป้องรังสีจากดวงอาทิตย์อย่างแข็งแกร่งกําลังถูกทําลายจนเสียหายลงไปเรื่อยๆ แต่ก็ยังคงมีอีกสิ่งหนึ่งที่เหล่านักวิทยาศาสตร์กําลังทําการวิจัยและศึกษาหาข้อมูลกันอย่างขะมักเขม้น ก็คือความเป็นไปได้ที่โลกอาจได้รับอันตรายจาก รังสีที่มีความเข้มข้นรุนแรงกว่ารังสีของดวงอาทิตย์หลายร้อยเท่า ซึ่งอาจจะส่องเข้ามาในระบบสุริยจักรวาลและเข้าทําลายไม่เพียงโลกเท่านั้น แม้ดวงดาวอื่นๆที่อยู่ในระบบสุริยะนี้ก็อาจมอดไหม้ลงไปได้ถ้าหากมันเดินทางมาถึง นั่นก็คือรังสีแกมมาจากห้วงอวกาศอันไกลโพ้น ไม่ใช่ที่ส่องมาจากดวงอาทิตย์ของเราตามปกติ แต่มาจากระบบดาวหรือระบบกาแล็กซีอื่น โดยมีการเรียกรังสีชนิดนี้ว่า “แกมมา-เรย์ เบิร์สท (Gamma-ray Burst)”

แกมมา-เรย์ เบิร์สท (Gamma-ray Burst)”

นับจากช่วงปลายศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา นักดาราศาสตร์ได้มีการค้นพบความลับของแสงวาบลึกลับที่ส่องข้ามจักรวาลมาจากระบบดาวอื่นที่ไม่ใช่ระบบสุริยจักรวาลของเรา หรือระบบ กาแล็กซีทางช้างเผือกของเราได้โดยบังเอิญ สิ่งนี้สร้างความสนใจให้แก่นักดาราศาสตร์ทั่วโลกให้คอยเฝ้าติดตามศึกษาและค้นหาเรื่อยมาว่าแสงวาบที่ส่องข้ามมานี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และมีแหล่งที่มาจากที่ไหน โดยมีการตั้งข้อสันนิษฐานว่าแสงวาบซึ่งมาจากห้วงอวกาศอันไกลโพ้นนี้ น่าจะมาไกลจากกาแล็กซีอื่น และน่าจะมีความเข้มข้นอย่างมหาศาล หรือมีระดับการส่องสว่างที่สูงมากและต้องสูงยิ่งกว่าแสงหรือรังสีชนิดใดๆที่เราเคยรู้จักมาก่อน จึงสามารถเดินทางมาให้เรามองเห็นได้เช่นนี้ และถ้าหากลําแสงหรือรังสีดังกล่าวนี้เกิดพุ่งเข้ามาที่เป้าหมายคือระบบ กาแล็กซีของเราหรือระบบสุริยะจักรวาลของเราโดยตรงแล้ว จะก่อให้ความเสียหายอย่างมากมายได้ขนาดไหน

แสงวาบความเข้มข้นสูงซึ่งกําลังเป็นประเด็นในการศึกษานี้ ต่อมาจึงทราบว่าเป็นแสงที่เปล่งรังสีชนิดแกมมา ซึ่งเป็นรังสีที่มีพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่สูงที่สุดในจํานวนรังสีต่างๆที่มีอยู่ในจักรวาล แต่รังสีที่เปล่งออกมาจากแสงวาบ แกมมา-เรย์ เบิร์สท นี้มีขนาดความเข้มข้นชนิดยิ่งยวด หรือมากกว่ารังสีแกมมาที่เปล่งออกมาจากดวงอาทิตย์หลายร้อยเท่าเลยทีเดียว แสงดังกล่าวนี้มีแหล่งที่มาจากการระเบิดอย่างรุนแรงในห้วงอวกาศมีลักษณะคล้ายกับแสงไฟที่สว่าง วาบขึ้นมาครั้งหนึ่งแล้วหยุดลง ไม่ได้สาดมาให้เห็นเป็นลําแสงได้โดยตรงแต่อย่างใด

แสงวาบนี้ถูกตรวจพบได้โดยบังเอิญในปี ค.ศ. 1967 โดยดาวเทียมจารกรรมทางทหารของกองทัพสหรัฐฯ ซึ่งเป้าหมายเบื้องต้นนั้น ดาวเทียมดวงนี้ถูกส่งขึ้นไปเพื่อทําการตรวจจับรังสีแกมมา ที่แผ่ออกมาจากการลอบทดลองอาวุธนิวเคลียร์ของรัสเซียในช่วงที่เกิดสงครามเย็นขึ้นที่โดยปกติในการระเบิดของอาวุธนิวเคลียร์แต่ละครั้งนั้นจะมีการเปล่งรังสีแกมมาออกมาจากแร่ยูเรเนียมระหว่างที่เกิดการระเบิดขึ้นอยู่แล้ว

แต่ครั้งนั้นดาวเทียมไม่ได้จับสัญญาณรังสีแกมมาจากการทดลองของรัสเซียแต่อย่างใด กลับไปรับเอาสัญญาณจากคลื่นรังสีแกมมาปริศนาที่เกิดขึ้นพร้อมกับแสงวาบดังกล่าวนี้โดยบังเอิญ แต่ก็ไม่ทราบว่าต้นกําเนิดของแสงนี้ว่าถูกส่งมาจากที่ใดกันแน่ แต่เชื่อว่าต้องมาจากที่หนึ่งที่ใดที่มีระยะทางอันไกลโพ้น แสงวาบดังกล่าวจึงกลายเป็นความลึกลับที่นักดาราศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์จากที่ต่างๆพยายามค้นหาถึงที่มาของมันมานับตั้งแต่นั้น

ซึ่งมีการตั้งสมมติฐานกันในเบื้องแรกกันไปต่างๆนานาถึงสาเหตุที่สามารถทําให้เกิดแสงวาบหรือรังสีแกมมาส่งออกมาอย่างรุนแรง จนสามารถข้ามจักรวาลมาให้เห็นได้ว่าอาจมาจากหลายสาเหตุ ตั้งแต่การชนกันของดาวหาง ดาวนิวตรอน หรือหลุมดํา เป็นต้น เนื่องจากเชื่อว่าแสงวาบหรือรังสีแกมมาที่มีความเข้มข้นขนาดนั้นน่าจะเกิดขึ้นจากการระเบิดที่รุนแรงมหาศาลมาก ซึ่งอาจมีขนาดของความรุนแรงที่มากกว่าการระเบิดของระเบิดนิวเคลียร์ที่เกิดขึ้นบนโลกกว่าพันเท่าอย่างแน่นอน แต่ก็ยังไม่มีใครสามารถจะค้นพบหลักฐานชัดเจนพอที่จะใช้อ้างอิงได้

ซุปเปอร์โนวา (Supernova)

ความเร้นลับของแสงวาบจากรังสีแกมมาดังกล่าวนี้ดําเนินมาเป็นเวลาอีกร่วม 30 ปีนับจากที่มีการค้นพบครั้งนั้น แต่ก็ยังคงมีความพยายามติดตามเรื่องนี้กันตลอดมา จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1997 ปริศนาของแสงวาบนี้จึงได้รับการไขจนกระจ่างชัดเป็นครั้งแรก เมื่อนักวิทยาศาสตร์ทําการศึกษาปรากฏการณ์การระเบิดในแบบ ซุปเปอร์โนวา (Supernova) ซึ่งเป็นการระเบิดของดาวฤกษ์ที่ตายแล้วหรือดับลงอย่างต่อเนื่อง จนมีการค้นพบที่มาของแสงวาบและการเปล่งรังสีแกมมาขนาดเข้มข้นนี้ว่าเกิดขึ้นจากใจกลางของการระเบิดแบบซุปเปอร์โนวานี้เอง

นอกจากนี้ยังพบอีกด้วยว่าแสงวาบที่เกิดขึ้นมีทั้งปรากฏการณ์แบบสั้น หรือการเกิดแสงวาบที่ต่ำกว่า 2 วินาที กับปรากฏการณ์แบบยาว คือมีช่วงเวลาการเกิดแสงวาบให้เห็นได้นานกว่า 2 วินาทีขึ้นไป ซึ่งทั้ง 2 ลักษณะนี้จะเกิดจากปรากฏการณ์ของการระเบิดที่แตกต่างกัน จึงมีการสรุปได้ว่าแสงวาบที่ก่อให้เกิดรังสีแกมมาชนิดเข้มข้น จนสามารถส่งคลื่นรังสีข้ามจักรวาลจนไกลโพ้นนับพันๆปีแสงได้เช่นนี้ เกิดขึ้นได้จากทั้งการชนกันของดาวนิวตรอนและการระเบิดในแบบซุปเปอร์ โนวาของดาวฤกษ์ที่สิ้นอายุขัยลงแล้ว

แต่ก็มีข้อสงสัยติดตามมาอีกด้วยว่ารังสีแกมมาที่เกิดขึ้นจากปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ เมื่อมันสามารถจะส่งคลื่นรังสีให้เดินทางข้ามมาจากระยะทางที่ไกลโพ้นนับพันล้านปีแสงจนมาถึงยังระบบสุริยจักรวาลของเราได้เช่นนี้ ถ้าหากมีการระเบิดแบบซุปเปอร์โนวาของดาวฤกษ์ หรือการชนกันของดาวนิวตรอนที่อยู่ในระยะใกล้เช่นเกิดขึ้นใน กาแล็กซีทางช้างเผือกของเราเอง การระเบิดที่เกิดขึ้นจะสามารถเปล่งรังสีแกมมาที่มีความเข้มข้นอย่างยิ่งยวดนี้ออกมาจากการระเบิดได้มากถึงขนาดไหน และจะทําอันตรายได้มากเพียงใด ถ้าหากรังสีแกมมาที่มีความเข้มข้นกว่ารังสีของดวงอาทิตย์หลายร้อยเท่านี้สาดซัดเข้ามาใส่ระบบสุริยะของเรา

ตั้งแต่มีการพบสัญญาณการระเบิดที่ทําให้เกิดแสงวาบซึ่งเปล่งรังสีแกมมาอันทรงพลังอย่างยิ่งยวดเช่นนี้ได้นั้น ก็ได้มีการคอยเฝ้าสังเกตการณ์ปรากฏการณ์ดังกล่าวตลอดมาจนพบว่าในแต่ละวันนั้นได้เกิดการระเบิดที่ทําให้เกิดแสงวาบชนิดนี้ขึ้นในจักรวาลอย่างน้อย 1 ครั้ง เนื่องจากจักรวาลนี้เต็มไปด้วยดาวฤกษ์จํานวนมากมายมหาศาล และที่หมดอายุขัยลงก็ยังมีเพิ่มจํานวนขึ้นอยู่ตลอดเวลาด้วยเช่นกัน ซึ่งการเกิดแสงวาบขึ้นแต่ละครั้งก็มีการพบว่าเกิดขึ้นจากระยะที่ไกลตั้งแต่นับพันล้านปีแสงไปจนถึงใกล้ที่สุดคือไม่กี่ล้านปีแสงเท่านั้น

สิ่งที่หวาดวิตกกันก็คือทิศทางของรังสีแกมมาที่พุ่งตรงไปนั้นจะสร้างความเสียหายให้แก่วัตถุที่รังสีนั้นส่องผ่านไปได้ขนาดไหน ได้มีความพยายามที่จะค้นหาผลกระทบของโลก ถ้าหากรังสีแกมมาซึ่งเกิดจากการระเบิดดังกล่าวนี้ไม่เพียงแค่ทําให้เกิดแสงวาบขึ้นเท่านั้น แต่รังสีแกมมาที่เกิดขึ้นนั้นพุ่งตรงมายังโลกหรือเพียงแค่เฉียดโลกก็ตาม หากการระเบิดนั้นเกิดขึ้นในระยะห่างเพียงไม่กี่พันล้านปีแสง หรือหากเกิดการระเบิดของดาวฤกษ์ขึ้นภายในกาแล็กซีทางช้างเผือกของเรานี้เอง โดยได้มีการสร้างแบบจําลองขึ้นเพื่อศึกษาเรื่องนี้โดยเฉพาะ และพบว่ารังสีแกมมาที่เกิดขึ้นนี้มีความเข้มข้นถึงขนาดที่สามารถเข้าทําลายชั้นบรรยากาศโลกทั้งหมดได้ในทันที โดยมีการยกตัวอย่างของชั้นโอโซนที่เป็นเกราะป้องกันสําคัญให้แก่โลกนั้นจะถูกเผาผลาญลงได้อย่างรวดเร็วคล้ายการพ่นไฟลงไปบนแผ่นโฟมอย่างไรอย่างนั้น ซึ่งการทําลายชั้นบรรยากาศโลกเช่นนี้ไม่เพียงแต่เปิดทางให้คลื่นความร้อนจากรังสีแกมมาลงมาทําลายสิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนผิวโลกได้ในทันทีเท่านั้น แต่มันยังเปิดช่องให้ทุกสิ่งทุกอย่างจากอวกาศมีโอกาสพุ่งตรงเข้ามาทําลายโลกได้โดยตรงจนไม่มีอะไรเหลือได้อีกด้วย นับเป็นหายนะซ้ำซ้อนที่โลกอาจต้องประสบอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง

สําหรับโอกาสที่แสงวาบจากการระเบิดรุนแรงจนทําให้เกิดหายนะครั้งใหญ่ขึ้นกับโลกจนถึงกับทําให้สิ่งมีชีวิตทั้งมวลสูญสิ้นลงไปได้นั้นจะเกิดขึ้นกับโลกได้หรือไม่ มีสมมติฐานหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยแคนซัส (University of Kansas) ที่สหรัฐอเมริกาได้ตั้งไว้ เกี่ยวกับการสูญพันธุ์ไปของรูปแบบสิ่งมีชีวิตรุ่นแรกๆของโลกเมื่อประมาณ 450 ล้านปีก่อนในช่วงรอยต่อยุคออร์โดวิเชียน-ซิลูเรียน (Ordovician-Silurian) ตามตารางธรณีกาลจากการสํารวจชั้นดินชั้นหินในช่วงเวลาดังกล่าว และได้มีพบดินที่ปนเปื้อนกัมมันตรังสีที่เกิดจากการดูดซึมรังสีอุลตราไวโอเลตในระดับที่เข้มข้นมากเกินกว่าปริมาณซึ่งโลกเคยได้รับจากดวงอาทิตย์จากสถานที่แห่งหนึ่ง

นักวิจัยของมหาวิทยาลัยดังกล่าวจึงได้ตั้งสมมติฐานขึ้นว่าเป็นไปได้หรือไม่ว่าชั้นโอโซนที่ปกป้องรังสีจากนอกโลกอาจเคยถูกทําลายลงไปอย่างฉับพลันด้วยปรากฏการณ์ที่รังสีแกมมาจากแสงวาบ ซึ่งเกิดขึ้นใกล้ระบบสุริยะของเรามากจนสามารถเข้าทําลายชั้นโอโซนของโลกลงไปในทันทีมาแล้วครั้งหนึ่งตั้งแต่ตั้งแต่เมื่อ 450 ล้านปีก่อน ทําให้รังสีต่างๆโดยเฉพาะรังสีอุลตราไวโอเลตที่เข้มข้นส่องลงมาทําลายสิ่งมีชีวิตรุ่นแรกๆของโลกในยุคนั้นจนสูญพันธุ์ลงจนหมดสิ้น และอาจทําให้เกิดจุดหักเหครั้งใหญ่ที่เปลี่ยนแปลงสภาพต่างๆของโลกไปทั้งหมดจนทําให้เกิดสิ่งมีชีวิตรูปแบบใหม่ขึ้นมาแทน สิ่งนี้อาจเป็นคําตอบได้บางส่วนว่าโลกจะเป็นเช่นไรถ้าหากเกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวขึ้นจริง แต่คําตอบที่ชัดเจนกว่าก็คือ หากโลกต้องเผชิญกับปรากฏการณ์นี้จริงก็ไม่ใช่เพียงแค่โลกเท่านั้นที่จะเสียหาย ระบบสุริยะทั้งหมดก็คงต้องเสียหายไปด้วยเช่นกัน

ยังคงมีสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์มีความกังวลและกําลังติดตามเรื่องนี้อยู่อย่างใกล้ชิดอีกเรื่องหนึ่ง ก็คือมีการสํารวจพบในปี ค.ศ. 2009 ว่าปริมาณรังสีคอสมิกในอวกาศโดยรอบโลกมีปริมาณที่เพิ่มสูงขึ้นจากเดิมอย่างมาก โดยเพิ่มขึ้นถึง 19 เปอร์เซ็นต์ในรอบ 50 ปี และยังมีการพบสิ่งที่สอดคล้องกันอีกด้วยว่า ในขณะที่รังสีคอสมิกกําลังเพิ่มขึ้นนั้น ทั้งสนามแม่เหล็กและรังสีที่แผ่ออกมาจากดวงอาทิตย์กลับอ่อนกําลังลงไปด้วย ปกติแหล่งกําเนิดรังสีคอสมิกเหล่านี้มีทั้งที่มาจากนอกระบบสุริยะและที่มาจากดวงอาทิตย์ของเราเอง แต่รังสีคอสมิกส่วนใหญ่ที่สามารถทําอันตรายให้แก่โลกได้นั้นมาจากนอกระบบสุริยะ หากโลกไม่มีเกราะป้องกันที่ดี สิ่งมีชีวิตบนพื้นโลกก็จะได้รับอันตรายจากรังสีคอสมิกเหล่านั้นได้ ตามที่กล่าวมาแล้วว่าโลกมีชั้นบรรยากาศที่ห่อหุ้มอยู่ทําหน้าที่เป็นเกราะกําบังไม่ให้รังสีคอสมิกจากอวกาศเหล่านั้นหลุดรอดเข้ามาทําร้ายโลกได้โดยตรง แต่โลกก็ยังมีปราการที่สําคัญอีกชั้นหนึ่งคอยปกป้องโลกจากรังสีคอสมิกที่หลุดรอดลงมายังพื้นผิวโลกไม่ให้มีความเข้มข้นมากเกินไปจนเข้ามาทําอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตบนโลกได้ง่ายๆก็คือสนามแม่เหล็กหรือสนามรังสีของดวงอาทิตย์นั่นเอง

“เฮลิโอสเฟียร์ (Heliosphere)”

ดวงอาทิตย์ของเราทําหน้าแผ่สนามพลังปกป้องดาวบริวารต่างๆที่อยู่ในระบบสุริยะไม่ให้ปริมาณของรังสีคอสมิกจากภายนอกระบบสุริยะแผ่เข้ามาจนมีความเข้มข้นมากเกินความสมดุล ซึ่งสร้างอันตรายแก่ดาวเคราะห์บริวารดวงต่างๆได้ โดยเรียกสนามพลังนี้ว่า “เฮลิโอสเฟียร์ (Heliosphere)” มีลักษณะคล้ายเปลือกไข่ห่อหุ้มระบบสุริยะทั้งหมดอยู่ สนามพลังดังกล่าวนี้ จะทําหน้าที่คอยป้องกันไม่ให้รังสีคอสมิกจากภายนอกหลุดรอดเข้ามาในระบบสุริยะได้โดยง่าย เฮลิโอสฟียร์ ซึ่งห่อหุ้มระบบสุริยะอยู่นี้มีขนาดและความหนาแน่นมากเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับระดับพลังงานสนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์ที่เปล่งออกมาในรูปของลมสุริยะ ซึ่งเป็นกระแสพลังงานที่เกิดขึ้นจากอนุภาคของประจุไฟฟ้าในชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์เองว่าจะมีความเข้มข้นหรือหนาแน่นมากเท่าใด หากมีความเข้มข้นมากก็จะก่อให้เกิดสนามเฮลิโอสเฟียร์ให้มีขนาดที่ใหญ่โตกว้างขวางมากขึ้น แต่ถ้าหากความเข้มข้นน้อยขนาดก็จะหดแคบลงไปซึ่งก็จะทําให้ปราการที่คอยป้องกันรังสีคอสมิกจากภายนอกอ่อนกําลังลงไปด้วย รังสีคอสมิกก็จะมีโอกาสเฉียดเข้ามาใกล้กับวงโคจรของโลกและดาวเคราะห์อื่นๆในระบบสุริยะ

จากการสํารวจที่ทําโดยองค์การนาซา ทําให้ทราบว่าระดับของลมสุริยะนั้นมีความอ่อนแรงลงไปอย่างมากและลดต่ำลงมากขึ้นเรื่อยมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2008-2009 สิ่งนี้หรือไม่ที่ทําให้ระดับรังสี คอสมิกในอวกาศภายนอกโลกจึงเพิ่มระดับสูงขึ้นมาเรื่อยๆในทางกลับกัน

การที่พบว่าสนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์หรือลมสุริยะอ่อนกําลังลงในขณะที่ปริมาณของรังสี คอสมิกในอวกาศโดยรอบโลกมีความเข้มข้นขึ้นเช่นนี้ เท่ากับว่าปราการเฮลิโอสเฟียร์ได้เริ่มหดเล็กลงจนทําให้ปริมาณรังสีคอสมิกจากนอกระบบสุริยะสามารถหลุดรอดเข้ามาในอยู่ระบบเพิ่ม มากขึ้นเรื่อยๆ และถ้าหากดวงอาทิตย์ยังไม่สามารถที่จะสร้างสนามพลังขึ้นทดแทนได้ และลดลงไปเรื่อยๆตามที่พบนี้ ดาวเคราะห์ต่างๆในระบบสุริยะรวมไปถึงโลกนี้ด้วยจึงมีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะต้องตกอยู่ในอันตรายจากรังสีคอสมิกมากขึ้นเรื่อยๆด้วยเช่นกัน

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet