ซิกมุนด์ ฟรอยด์ ผู้บุกเบิกทฤษฎีจิตวิทยาแผนใหม่ ตอนที่ 1

ซิกมุนด์ ฟรอยด์ บิดาแห่งจิตวิเคราะห์แผนใหม่ ตอนที่ 1

ที่มนุษย์ถูกจัดให้เป็นสัตว์ประเสริฐก็เพราะมีสมองที่สามารถจะคิด จะวิเคราะห์ และตอบสนองต่อสิ่งต่างๆได้มากกว่าสัตว์เดรัจฉานหลายเท่านัก มีกระบวนการกลั่นกรองทางความคิดที่ลึกล้ำกว่าการคิด การวิเคราะห์ในระดับตื้น หรือการตอบสนองด้วยสัญชาตญาณอย่างสัตว์เดรัจฉานทั่วไป ซึ่งมนุษย์ทราบในสิ่งเหล่านี้ดี แต่มนุษย์ก็มีความรู้ถึงที่มาในความประเสริฐของตนได้น้อยมาก นับแต่โบราณมามนุษย์ทราบแต่เพียงว่าพวกตนเกิดมาพร้อมกับสิ่งเหล่านี้อยู่แล้ว เพราะถูกสร้างให้เป็นเผ่าพันธุ์ที่ประเสริฐเพื่อให้คอยควบคุมเหล่าสัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย

ซิกมุนด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) ผู้นำแห่งจิตวิทยาแผนใหม่

ซิกมุนด์ ฟรอยด์ บิดาแห่งจิตวิเคราะห์แผนใหม่ ตอนที่ 1

กระทั่งเมื่อโลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคสมัยแห่งวิทยาการและการคิดวิเคราะห์หาเหตุผลให้กับทุกสิ่งทุกอย่างแทนที่จะเชื่ออย่างงมงายปราศจากเหตุผล จึงเริ่มมีการศึกษาถึงที่มาที่ไปในเรื่องของที่มาในความฉลาดและความประเสริฐของตน แต่มนุษย์ยังคงมีความเข้าใจในเรื่องของจิต และที่มาในความฉลาดของเผ่าพันธุ์ตนได้น้อยมากอยู่ดี จนกระทั่งเข้าสู่คริสต์ศตวรรษที่ 19 แล้ว เราจึงเริ่มพัฒนาวิธีการศึกษาเรื่องของจิตกันอย่างเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น และเริ่มไขปัญหาที่ซ่อนเร้นต่างๆออกมาได้มากขึ้นด้วยเช่นกัน

โดยมีนักจิตวิทยารุ่นบุกเบิกการค้นพบสิ่งใหม่ๆในยุค ศตวรรษที่ 19 หลายท่าน เช่น ไอวาน พาฟรอฟ (Ivan Pavlov) ชาวรัสเซีย ยูเกน บลูเลอร์ (Eugen Bleuler) ชาวสวิส คาร์ล ยุง (Carl Jung) ชาวสวิส เมลานี ไคล์น (Melanie Klein) ชาวออสเตรีย อัลเฟรด บิเนต์ (Alfred Binet) ชาวฝรั่งเศส วิลเฮล์ม รูนด์ต (Wilhelm Wundt) ชาวเยอรมัน วิลเลียม เจมส์ (William James) ชาวอเมริกัน ฌอง ปิอาเกต์ (Jean Piaget) ชาวสวิส เอริค เอริคสัน (Erik Erikson) ชาวเยอรมัน-อเมริกัน จอห์น วัตสัน (John Watson) ชาวอเมริกัน

บุคคลเหล่านี้เป็นผู้ที่ช่วยกันเปิดประตูปริศนาแห่งจิตบานนั้นออกมา และทําให้โลกสามารถนําความรู้เหล่านั้นมาใช้ในการพัฒนาสิ่งต่างๆได้ต่อไปในหนทางที่ถูกต้อง แต่ในท่ามกลางนักจิตวิทยาเหล่านี้ ผู้ที่ได้รับการยอมรับกันว่าเป็นผู้ซึ่งเปิดประตูไปสู่การศึกษาวิชาจิตวิทยาแผนใหม่ที่โลกในยุคปัจจุบันให้การยอมรับมากที่สุด และนําผลการศึกษาของบุคคลผู้นี้มาใช้เป็นพื้นฐานในการวิเคราะห์เรื่องราวต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะในด้านไหนๆก็ตามก็คือ ซิกมุนด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud)

ในสังคมยุคปัจจุบันนี้ เรามักจะคุ้นเคยกับคําว่า “คิดแบบฟรอยด์” “พูดแบบฟรอยด์” หรือ “ฝันแบบฟรอยด์” ที่สื่อต่างๆมากมายมักนํามาอ้างอิงจนคุ้นชินกับคําว่า “ฟรอยด์” ไปโดยไม่รู้ตัว และเข้าใจความหมายว่าหมายถึงอะไรที่ลึกซึ้งและซ่อนเร้นบางสิ่งบางอย่างเอาไว้มากกว่าที่เห็นหรือได้ยิน แต่เชื่อว่าหลายคนอาจไม่ทราบด้วยซ้ำว่าคํานี้มาจากไหน ต้นตอของคําว่าฟรอยด์ ทั้งหมดก็มาจาก ซิกมุนด์ ฟรอยด์ กับสิ่งที่เขาค้นพบในเรื่องของจิตนั่นเองที่โลกยุคปัจจุบันกล่าวอ้างถึงฟรอยด์มากมายเช่นนี้ เป็นเพราะทฤษฎีจิตวิทยาของ ซิกมุนด์ ฟรอยด์ มีอิทธิพลต่อสังคมโลกยุคใหม่อย่างมาก จนเขาได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นําแห่งจิตวิทยาแผนใหม่

ถึงแม้ว่า ซิกมุนด์ ฟรอยด์ จะไม่ใช่นักจิตวิทยาคนแรกที่เป็นผู้บุกเบิกวิธีการศึกษาและค้นคว้าจิตวิทยาแผนใหม่ขึ้น ซึ่งก่อนหน้าเขาก็มีผู้บุกเบิกด้านนี้มาก่อนแล้วก็ตาม แต่การศึกษาจิตวิทยาและการบัญญัติทฤษฎีเกี่ยวกับจิตของเขาเป็นสิ่งที่ปลุกให้โลกยุคใหม่ตื่นตัวกับการศึกษาและให้ความสําคัญกับเรื่องของจิตกันอย่างชนิดที่ว่า ไม่ว่าใครจะทําอะไรก็ตามมักต้องนําหลักการของ ฟรอยด์มาใช้ในการวิเคราะห์เรื่องราวเหล่านั้นด้วยทั้งสิ้น

ด้วยเหตุนี้เองจึงทําให้เราจึงคุ้นชินกับคําว่า ฟรอยด์ ที่สื่อต่างๆมักนํามาอ้างอิงกันไม่ว่าจะในด้านวิชาการ บันเทิง ตลกชวนหัว ไปจนถึงตามโฆษณาต่างๆ จึงกล่าวได้ว่าทั่วทุกวงการล้วนแต่มีอิทธิพลของฟรอยด์แทรกซึมเข้าไปในความคิดของคนเหล่านั้นทั้งสิ้น ที่เป็นเช่นนี้เป็นเพราะ ซิกมุนด์ ฟรอยด์ เป็นนักจิตวิทยาที่สามารถวิเคราะห์เรื่องของจิตมนุษย์ได้อย่างตรงเป้าในวิถีการดําเนินชีวิตของผู้คนในยุคใหม่นี้ได้มากที่สุดและสามารถบัญญัติทฤษฎีออกมาได้อย่างเข้าถึงและโดนใจในสิ่งที่คนในยุคปัจจุบันกําลังแสวงหาได้มากที่สุดนั่นเอง

ทฤษฎีจิตวิเคราะห์เนื่องด้วยจิตไร้สำนึกและจิตใต้สำนึก

ทฤษฎีจิตวิเคราะห์เนื่องด้วยจิตไร้สำนึกและจิตใต้สำนึก

ในขณะที่นักจิตวิทยาทั่วไปมักศึกษาค้นคว้าและอธิบายในสิ่งที่พวกเขาพบในแบบวิชาการที่ยุ่งยากซับซ้อนยากเกินกว่าที่จะเข้าใจ แต่ฟรอยด์พุ่งเป้าไปที่พฤติกรรมแบบวันต่อวันของมนุษย์ทั่วไป แล้วใช้พฤติกรรมเหล่านั้นมาศึกษา วิเคราะห์ แล้วนําคําตอบที่ใกล้ตัวมากที่สุดมาให้กับผู้คนในสังคมได้เข้าใจอย่างถูกต้องและถูกใจ

ซิกมุนด์ ฟรอยด์ นั้นเป็นนักจิตวิทยาซึ่งแตกต่างจากนักจิตวิทยารุ่นก่อนๆหรือรุ่นเดียวกันก็ตามที่มักให้ความสนใจและวิเคราะห์กันแต่ในเรื่องของระบบการทํางานของสมอง และมักเชื่อว่าพฤติกรรมของมนุษย์นั้นเกิดจากระบบการทํางานและสั่งการของสมองเป็นหลัก แต่ฟรอยด์มีความเชื่อว่าสมองเป็นส่วนเพียงหนึ่งเท่านั้นยังคงมีสิ่งที่อยู่ลึกลงไปกว่านั้นซึ่งซ่อนอยู่เบื้องหลัง

ระบบสมองปกติและคอยควบคุมพฤติกรรมของเราอยู่ สิ่งนั้นก็คือ จิตไร้สํานึก (Unconscious Mind) และจิตใต้สํานึก (Subconscious Mind) ทฤษฎีเกี่ยวกับจิตทั้งสองนี้ปัจจุบันเป็นทฤษฎีที่คนทั้งโลกให้ความสนใจและนํามาใช้เป็นพื้นฐานในการศึกษาและวิเคราะห์สิ่งต่างๆที่เกี่ยวกับ พฤติกรรมของมนุษย์ และกลายเป็นหลักคิดของสังคมไปแล้ว ไม่ว่าจะอยู่ที่แห่งหนใดมักหนีไม่พ้นการกล่าวถึงเรื่องของจิตทั้งสองนี้

จนถึงวันนี้นับเป็นเวลากว่าศตวรรษมาแล้วที่ ซิกมุนด์ ฟรอยด์ เสนอทฤษฎีจิตวิเคราะห์เนื่องด้วย จิตไร้สํานึกและจิตใต้สํานึกออกมาเผยแพร่ต่อสังคม แต่ก็ยังคงเป็นทฤษฎีที่ไม่เคยตกยุคสมัยเลยแต่อย่างใด ทฤษฎีนี้ก็ยังคงเป็นที่ยอมรับและถูกนํามาใช้อ้างอิงถึงอยู่เป็นประจําไม่ว่าจะในแวดวงใดๆก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นด้านการแพทย์หรือแม้แต่ในด้านการสืบสวนคดีอาชญากรรม ซึ่ง ซิกมุนด์ ฟรอยด์ ก็ยังได้รับการยอมรับอีกด้วยว่าเป็นนักจิตวิทยาผู้ซึ่งปลุกให้ผู้คนในสังคมตื่นตัว และให้ความสําคัญกับการบําบัดรักษาอาการทางจิตประสาทกันอย่างแพร่หลายโดยไม่ต้องอับอายอีกต่อไปว่าตนจะถูกมองว่าเป็นคนบ้าหรือเป็นโรคประสาท เนื่องจากเขาสามารถให้คําอธิบายที่แยกแยะระหว่างของเรื่องอาการทางประสาทกับพฤติกรรมออกจากกัน ทําให้ผู้ป่วยทางจิตไม่จําเป็นต้องเป็นผู้ไม่ปกติทางสมองอย่างเช่นที่เคยเชื่อกัน แต่มันเป็นความบกพร่องทางพฤติกรรมที่สามารถบําบัดรักษาให้หายได้มากกว่า

ด้วยเหตุนี้ ซิกมุนด์ ฟรอยด์ จึงมีอิทธิพลอย่างสูงต่อความเปลี่ยนแปลงทางวิธีคิดให้กับวงการจิตวิทยาแผนใหม่ของโลกจนได้รับการขนานนามว่าเป็น “บิดาแห่งจิตวิเคราะห์แผนใหม่ (Father of New Psychoanalysis)”

ถึงแม้ ซิกมุนด์ ฟรอยด์ จะได้รับการยกย่องอย่างมากในโลกยุคสมัยปัจจุบัน แต่ในตอนที่เขาเสนอทฤษฎีเกี่ยวกับจิตไร้สํานึกและจิตใต้สํานึกขึ้นมาครั้งแรกนั้น เขาก็เป็นอีกผู้หนึ่งก็ถูกต่อต้านแนวความคิดโดยเฉพาะจากแวดวงนักจิตวิทยาด้วยกัน เนื่องจากเป็นความคิดที่แปลกมากเวลานั้น และหลายๆประเด็นที่ฟรอยด์เสนอออกมานั้นก็ล้วนแต่เปลี่ยนแปลงความเชื่อและหลักการดั้งเดิมที่เคยเชื่อสืบทอดต่อๆกันมาเป็นส่วนใหญ่ จนถึงกับมีนักจิตวิทยาหลายคนเรียกเขาว่าเป็น “นักจิตวิทยากํามะลอ”

ปมอิดิปุส (Oedipus Complex) และปมอิเล็กตรา (Electra Complex)

ปมอิดิปุส (Oedipus Complex) และปมอิเล็กตรา (Electra Complex)

ตัวอย่างหลักการหนึ่งของฟรอยด์ที่ถูกต่อต้านว่าเพ้อเจ้อก็คือ เมื่อเขาเสนอว่าความฝันของ มนุษย์สามารถส่งอิทธิพลต่อตนในยามที่ตื่นได้ หรือเรื่องของจิตใต้สํานึกซึ่งสามารถเป็นแรงผลักดันให้มนุษย์มีความเบี่ยงเบนพฤติกรรมของตนเองได้ และหลักการเกี่ยวกับเรื่องเพศซึ่งถูกต่อต้านอย่างมากจากนักจารีตนิยมในช่วงเวลานั้น ก็คือเรื่องที่เขาเสนอว่า “พฤติกรรมทางเพศ ความต้องการทางเพศหรือกามารมณ์” นั้นเป็นปัจจัยสําคัญอย่างยิ่งต่อพฤติกรรมของมนุษย์ที่สามารถส่งผลไปยังจิตสํานึกของตนได้ หรือแม้การอ้างถึงพฤติกรรมที่ผิดจริยธรรม

ซึ่งฟรอยด์กล่าวถึงพฤติกรรมของผู้ชายทุกคนว่ามีความหลงรักมารดาของตนเองฝังอยู่ในจิตใจมาตั้งแต่เด็กจากการเลี้ยงดูและฟูมฟักของมารดาอย่างใกล้ชิดนั่นเองที่อาจส่งผลต่อพฤติกรรมเบี่ยงเบนเป็นความผิดปกติทางจิตเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้ หากไม่สามารถกําหนดให้จิตสํานึกคอยควบคุมความรู้สึกเช่นนั้นเอาไว้ได้ เรื่องนี้กลายเป็นทฤษฎีโด่งดังที่สุดทฤษฎีหนึ่งซึ่งถูกกล่าวถึงและนํามาใช้อ้างอิงอย่างแพร่หลายมากที่สุดในปัจจุบันที่ฟรอยด์เรียกทฤษฎีนี้ว่า “ปมอิดิปุส (Oedipus Complex)” หรือในทางตรงกันข้าม ยังสามารถเกิดปมเช่นนี้ขึ้นกับผู้หญิงได้ด้วย ผู้หญิงจะหลงรักบิดาของตนเองได้ด้วยเช่นกัน โดยหากเกิดขึ้นกับผู้หญิงนั้นจะถูกเรียกว่า “ปมอิเล็กตรา (Electra Complex)” ทฤษฎีหลังนี้เสนอโดย คาร์ล ยุง เพื่อแก้ทฤษฎีของ ฟรอยด์ว่ากรณีนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งชายและหญิง

ชื่อของทฤษฎีทั้งสองนี้มาจากชื่อในเทพปกรณัมกรีกโบราณ อิดิปุส นั้นเป็นเจ้าชายกรีกที่ต้องระเห็จออกจากบ้านเมืองตัวเองตั้งแต่ยังแบเบาะ แต่ภายหลังมีโอกาสเดินทางกับมายังบ้านเมืองตนเองอีกครั้งโดยที่ไม่ทราบชาติกําเนิดของตน จนได้ไปสังหารบิดาตนเองเข้าและได้มารดาบังเกิดเกล้ามาเป็นภรรยาโดยไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร จนในภายหลังเมื่อทราบความจริงแล้วจึงปลิดชีพตนเองล้างอาย

ปมอิดิปุส (Oedipus Complex) และปมอิเล็กตรา (Electra Complex)

ส่วน อิเล็กตรา นั้นคือเจ้าหญิงกรีกที่ภักดีต่อบิดา เมื่อมารดาไปสมคบกับชายชู้สังหารบิดาของนาง จึงลงมือสังหารทั้งมารดาและชายชู้เสียเพื่อชําระแค้น ทั้งทฤษฎีปมอิดิปุสและปมอิเล็กตรา นี้ถือเป็นเรื่องท้าทายสังคมอย่างมาก แม้โลกในศตวรรษที่ 19 จะเริ่มมีภูมิปัญญาซึ่งเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้นแล้ว แต่สิ่งที่ซับซ้อนเช่นนี้ย่อมทําความเข้าใจยากสักหน่อยเมื่อถูกเสนอขึ้นในตอนแรกและสังคมช่วงเวลานั้นก็ยังไม่พร้อมที่จะยอมรับได้ กระทั่งล่วงเข้าสู่ศตวรรษใหม่แล้วนั่นเองการทําความเข้าใจในเรื่องนี้จึงง่ายขึ้น เมื่อโลกก้าวเข้ามาสู่ความเปลี่ยนแปลงและมีประสบการณ์มากขึ้นแล้วจึงเริ่มยอมรับกันได้ รวมไปถึงประเด็นเรื่องเพศที่ฟรอยด์เสนอด้วยเช่นกัน ทั้งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามนุษย์ได้ยึดถือและกระทําเรื่องดังกล่าวนี้กันเป็นสรณะโดยธรรมชาติมาแต่ดึกดําบรรพ์แล้ว

แต่การจะพูดถึงเรื่องนี้อย่างเปิดเผยในที่สาธารณะกลับกลายเป็นเรื่องน่าอาย และมักไม่มีใครกล้านําเรื่องนี้มากล่าวอ้างหรือวิเคราะห์กัน แม้แต่นักจิตวิทยาทั่วไปถึงจะเข้าใจเรื่องนี้ดี แต่ก็มักหลีกเลี่ยงและไม่พูดถึงก็เนื่องด้วยปัจจัยในด้านจริยธรรมนั้นเอง แต่ ซิกมุนด์ ฟรอยด์ ก็กลับกล้าที่จะเสนอบทวิเคราะห์ของเขาออกมาอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งเรื่องนี้เมื่อมาจนถึงทุกวันนี้ก็ไม่มีใครสงสัยอีกแล้วว่าทฤษฎีของฟรอยด์นั้นถูกต้องอย่างน้อยก็เกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ ที่เป็นไปตามอย่างที่เขาวิเคราะห์

บำบัดอาการผู้ป่วยด้วยจิตวิเคราะห์ (Psychoanalysis)

ซิกมุนด์ ฟรอยด์ บิดาแห่งจิตวิเคราะห์แผนใหม่ ตอนที่ 1

นอกจากทฤษฎีพลิกโลกต่างๆแล้ว ซิกมุนด์ ฟรอยด์ ยังเป็นผู้คิดค้นและพัฒนาวิธีการบําบัดรักษาอาการของผู้ป่วยโรคจิตหรือผู้ที่มีอาการทางประสาทไม่ปกติด้วยวิธีใหม่ซึ่งเป็นที่นิยมใช้กันอย่างมากในปัจจุบันก็คือวิธีสะกดจิตผู้ป่วยเพื่อที่จะสื่อสารกับจิตใต้สํานึกของผู้ป่วย โดยให้ผู้ป่วยเพ่งมองวัตถุบางอย่างที่เคลื่อนไหวไปมา เช่น นาฬิกา หรือ เหรียญ เป็นต้น จนกระทั่งจิตของผู้ป่วยสงบนิ่ง

จากนั้นจึงให้ผู้ป่วยเล่าถึงความฝันหรือสิ่งที่เห็นในจิตใต้สํานึกออกมาจนหมดสิ้นเพื่อนําภาพเหล่านั้นมาวิเคราะห์ หรืออีกวิธีหนึ่งที่ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในวงการจิตบําบัดซึ่งจิตแพทย์ทั่วไปนิยมใช้ในปัจจุบันก็คือ การให้ผู้ป่วยนอนลงอย่างสบายบนเก้าอี้นอน หรือจะนั่งด้วยอากัปกิริยาที่ผ่อนคลายก็ได้ แล้วให้ผู้ป่วยค่อยๆเล่าเรื่องต่างๆที่ตนเองทําหรือคิดทั้งในอดีตและปัจจุบัน หรือแม้แต่สิ่งที่คิดจะทําในอนาคต แล้วนําเรื่องที่คนไข้เหล่านั้นเล่ามาทําการวิเคราะห์เพื่อค้นหาประเด็นหรือปมที่เป็นปัญหาของผู้ป่วยรายนั้นเพื่อคิดหาวิธีบําบัดที่ถูกต้องต่อไป วิธีนี้เรียกว่า “จิตวิเคราะห์ (Psychoanalysis)” (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet