ซิกมุนด์ ฟรอยด์ ผู้บุกเบิกทฤษฎีจิตวิทยาแผนใหม่ ตอนที่ 2

ซิกมุนด์ ฟรอยด์ ผู้บุกเบิกทฤษฎีจิตวิทยาแผนใหม่ ตอนที่ 2

ซิกมุนด์ ฟรอยด์ เป็นชาวออสเตรียเชื้อสายยิวโดยกําเนิด มีชื่อเต็มคือ ซิกิสมุนด์ สโคโม ฟรอยด์ (Sigismund Schlomo Freud) เกิดในปี ค.ศ. 1856 ที่ฟรายเบิร์ก (Freiberg) แคว้นโมราเวีย (Moravia) ซึ่งเวลานั้นเป็นเขตปกครองของจักรวรรดิออสเตรีย แต่ปัจจุบันก็คือสาธารณรัฐเชค มีบิดาเป็นพ่อค้าขนสัตว์ ตอนที่ ซิกมุนด์ ฟรอยด์ เกิดนั้น บิดาของเขามีอายุ 41 ปีแล้ว ในขณะที่มารดามีอายุเพียง 21 ปี ต่างกันถึง 20 ปี เมื่อ ฟรอยด์ อายุเพียงไม่กี่ขวบ บิดาก็ประสบปัญหาล้มละลายจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ในปี ค.ศ. 1857

ผลงานในยุคบุกเบิกของ ซิกมุนด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud)

ผลงานในยุคบุกเบิกของ ซิกมุนด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) 

ครอบครัวฟรอยด์จึงต้องย้ายไปทํามาหากินที่เมืองไลป์ซิก ประเทศเยอรมนี เพื่อประกอบอาชีพใหม่ แต่ต่อมาก็ย้ายไปอยู่ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย แต่ถึงครอบครัวจะยากลําบากเพียงใด บิดาของฟรอยด์ก็คิดเสมอว่าต้องให้บุตรได้รับการศึกษาอย่างดีที่สุด ซึ่งเดิมทีนั้นครอบครัว ต้องการให้เขาศึกษาด้านกฎหมายเพื่อที่จะเป็นทนายความ แต่สุดท้ายแล้วฟรอยด์ก็เลือกเรียนสาขาแพทย์ จนกระทั่งจบปริญญาจากมหาวิทยาลัยเวียนนา (University of Vienna)

ช่วงระหว่างศึกษาวิชาชีววิทยาอยู่ที่มหาวิทยาลัยเวียนนานั้น ฟรอยด์ก็สร้างความฮือฮาขึ้นในหมู่นักศึกษาด้วยการเขียนบทความเกี่ยวกับการศึกษาเรื่องเพศของปลาไหลทะเล ซึ่งวงการ วิทยาศาสตร์ในเวลานั้นพยายามจะศึกษาเรื่องวงจรชีวิตของปลาไหลทะเลมาเป็นเวลานานแล้วแต่ก็ยังเป็นความลับดํามืดตลอดมา เมื่อ ฟรอยด์ หาญกล้าศึกษาเรื่องของปลาไหลทะเลแล้วยังลงลึกไปถึงเรื่องเพศของสัตว์ชนิดนี้อีก จึงสร้างความประหลาดใจให้แก่หมู่นักศึกษาด้วยกันเป็นอย่างมาก และผลงานชิ้นนั้นเช่นกันที่นับเป็นผลงานซึ่งสร้างชื่อเสียงให้แก่เขาเป็นชิ้นแรก เมื่อผลงานการศึกษาชิ้นนั้นได้รับคําชมเชยจากอาจารย์อย่างดี

ในปี ค.ศ. 1879 ฟรอยด์ต้องหยุดเรียนกลางคันเมื่อต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหาร แล้วจึงกลับมาศึกษาต่อจนจบปริญญาแพทยศาสตร์ในปี ค.ศ. 1881 พออายุได้ 25 ปี เขาก็เข้าปฏิบัติหน้าที่แพทย์ฝึกหัดที่โรงพยาบาลเวียนนา (Vienna General Hospital) ฟรอยด์ให้ความสนใจในเรื่องระบบการทํางานของเซลล์สมองมาตั้งแต่ตอนที่ยังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยแล้ว และทําการค้นคว้าเรื่องนี้มาโดยตลอด

พอถึงช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1883 ถึง 1887 ฟรอยด์ก็ให้ความสนใจกับเรื่องการบําบัดอาการเจ็บป่วยซึ่งเกิดจากอาการทางประสาทด้วย โคเคน (Cocain) ที่สกัดมาจากใบของต้นโค้ก (Coke) หรือโคคา (Coco) เขาเชื่อว่าพืชชนิดนี้สามารถเยียวยาอาการเจ็บป่วยทางระบบประสาทอย่างได้ผล จึงค้นคว้าวิจัยเรื่องนี้อย่างเอาจริงเอาจัง แต่พืชชนิดนี้เป็นยาเสพติดชนิดหนึ่ง เมื่อฟรอยด์ นําการค้นคว้าเรื่องนี้ของเขาออกเผยแพร่ในบทความอย่างต่อเนื่อง จึงได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ และต่อต้านอย่างมากจากทั้งนักจิตวิทยาด้วยกันเองและจากแวดวงอื่นๆ แต่เขาก็ยังคงพยายามศึกษาเรื่องนี้และทําความเข้าใจกับสังคมอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปีเช่นกัน

และยิ่งเมื่อถูกโจมตีมากๆเข้า ฟรอยด์ก็สารภาพว่าเขาได้เคยทดลองให้โคเคนในการบําบัดอาการทางประสาทกับคนไข้มาหลายคนแล้วซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจ โดยอ้างด้วยว่าในวงการแพทย์ก็ยังยอมรับ เรื่องการใช้มอร์ฟีน (Morphine) เพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวดของคนไข้ด้วยเช่นกัน ทั้งที่ มอร์ฟีนก็สกัดมาจากฝิ่น ซึ่งเป็นยาเสพติดชนิดหนึ่งเหมือนกัน ฟรอยด์จึงสรุปว่า โคเคน ไม่น่าที่จะส่งผลเสียหายอะไร ถ้าหากจะใช้มันในสรรพคุณทางยาเช่นเดียวกับมอร์ฟีน โดยฟรอยด์ยังอ้างอีกด้วยว่ามนุษย์ก็รู้จักกับการใช้โคเคนเป็นตัวกระตุ้นและบําบัดอาการทางประสาทกันมา เป็นเวลานานนับแต่สมัยโบราณแล้ว

แต่เมื่อเขาได้รับต่อต้านในเรื่องนี้อย่างหนัก ฟรอยด์จึงจําต้องยอมถอยและประกาศว่าจะหยุดการใช้โคเคนกับคนไข้ของเขาโดยเลิกพูดถึงเรื่องนี้อีก แต่คนทั่วไปเชื่อว่าฟรอยด์ยังไม่ยอมหยุด และเชื่อด้วยว่าฟรอยด์ก็ใช้โคเคนกับตัวเองเพื่อจะบําบัดอาการปวดศีรษะเรื้อรัง และอาการเจ็บปวดจากการอักเสบของแผลในรูจมูกที่เป็นโรคประจําตัวของเขา แต่ต่อมาในภายหลังก็มีผู้พบว่า ฟรอยด์ยังคงกลับมาใช้ โคเคนในการบําบัดรักษาอาการคนไข้ของเขาอีก

การตีความหมายของความฝัน (The Interpretation of Dreams)

“การตีความหมายของความฝัน (The Interpretation of Dreams)”

ในปี ค.ศ. 1885 ฟรอยด์ได้เดินทางไปที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เพื่อศึกษาเรื่องการบําบัดอาการทางจิตกับอาจารย์ของเขาเวลานั้นชื่อ ฌอง มาร์ติน ชาร์โกต์ (Jean Martin Charcot) ซึ่งเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอาการทางสมอง และใช้วิธีรักษาผู้ป่วยซึ่งมีอาการผิดปกติทางประสาทด้วยวิธีการจิตบําบัด อาจารย์ผู้นี้เองที่เป็นคนจุดประกายให้กับฟรอยด์หันมาสนใจศึกษาค้นคว้าวิธีการบําบัดโดยใช้หลักวิชาจิตวิเคราะห์นับตั้งแต่นั้น

 

 

ฟรอยด์ใช้เวลาศึกษาที่ปารีสนานร่วมปีจึงกลับบ้านที่เวียนนา และเริ่มต้นศึกษาคว้าเรื่องของจิตวิเคราะห์อย่างจริงจัง พร้อมกับเปิดคลินิกของตัวเองเพื่อรักษาผู้ป่วยที่มีอาการทางประสาทด้วยวิธีการจิตวิเคราะห์พร้อมกันไปด้วยโดยอาศัยคนไข้ของเขาเป็นตัวอย่างในการศึกษาแล้วบันทึกอาการที่พบทั้งหมดนําไปวิเคราะห์หาสาเหตุและคิดหาวิธีในการรักษาอย่างถูกต้อง โดยจําแนกออกเป็นอาการแต่ละชนิดๆไป

พอถึงปี ค.ศ. 1891 ฟรอยด์จึงเขียนหนังสือเล่มแรกออกมาชื่อ “ออน อเฟเซีย (On Aphasia)” ซึ่งมาจากผลการวิเคราะห์อาการของผู้ป่วยโรคอเฟเซีย หรืออาการสูญเสียการสื่อภาษาด้วยการพูด แต่หนังสือเล่มแรกที่เป็นจุดเริ่มต้นผลงานจิตวิเคราะห์แผนใหม่ของฟรอยด์อย่างแท้จริงก็คือหนังสือชื่อ “การตีความหมายของความฝัน (The Interpretation of Dreams)” ออกในปี ค.ศ. 1899

ในหนังสือเล่มนี้ฟรอยด์เสนอว่าความฝันของมนุษย์นั้นสามารถจะบอกถึงสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในพฤติกรรมหรือความต้องการของบุคคลผู้นั้นได้เนื่องจากความฝันเป็นเสมือนกับเครื่องบันทึกภาพความคิดหรือภาพเหตุการณ์ต่างๆเอาไว้ในจิตใต้สํานึกของมนุษย์ ดังนั้นการจะเข้าไปให้ถึงต้นตอของลักษณะอาการที่เกิดขึ้นหรือพฤติกรรมที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในของมนุษย์ในขณะที่ยังตื่นอยู่ จึงสามารถวิเคราะห์ได้จากความฝันหรือสิ่งที่ถูกบันทึกเก็บไว้อยู่ในจิตใต้สํานึกด้วยเช่นกัน

บทความ 3 เรื่องเกี่ยวกับทฤษฎีความรู้สึกทางเพศ (Three Essays on the Theory of Sexuality)

Three Essays on the Theory of Sexuality

ในปี ค.ศ. 1905 ฟรอยด์ได้ออกผลงานจิตวิเคราะห์อีกเล่มหนึ่งซึ่งเป็นเสมือนการปฏิวัติระบบความคิดทางด้านจิตวิทยารูปแบบเดิมทั้งหมดชื่อว่า “บทความ 3 เรื่องเกี่ยวกับทฤษฎีความรู้สึกทางเพศ (Three Essays on the Theory of Sexuality)” หนังสือเล่มนี้ฟรอยด์อธิบายถึงทฤษฎีว่าด้วยสภาวะจิตที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมทางเพศของมนุษย์ โดยจำแนกพฤติกรรมออกไปเป็น 5 ระยะนับตั้งแต่วัยเด็กไปจนถึงวัยเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่จะมีพัฒนาการในความรู้สึกทางเพศซึ่งเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของบุคคลนั้นๆ

ทฤษฎี Psychosexual stages ของฟรอยด์

ทฤษฎี Psychosexual stages ของฟรอยด์

โดยมนุษย์จะบ่มเพาะความรู้สึกทางเพศด้วยความรู้สึกจากการเรียนรู้ด้วยอวัยวะที่ไวต่อความรู้สึกของตนเอง เช่น ในวัยเด็กก็จะเรียนรู้ด้วยปากและทวารหนัก พอโตขึ้นก็จะเรียนรู้จากอวัยวะที่ไวต่อการกระตุ้นต่างๆ เช่น ลําคอ ต้นขา และอวัยวะเพศ เป็นต้น โดยมีการแบ่งระยะในการเรียนรู้ออกเป็นระยะๆตามช่วงเวลาของการเจริญพันธุ์นับตั้งแต่วัยเด็กจนกระทั่งเติบใหญ่ดังนี้

ระยะที่ 1 คือเด็กแรกคลอดจนถึง 1 ปี จะเริ่มเกิดความรู้สึกทางเพศทางปาก (Ora) จากการดูดนม และการกิน 

ระยะที่ 2 นับตั้งแต่วัย 1 ขวบไปจนถึง 3 ขวบ จะพัฒนาความรู้สึกทางเพศจากการขับถ่ายโดยทางทวารหนัก (Anal)

ระยะที่ 3 นับตั้งแต่วัย 3 ขวบไปจนถึง 6 ขวบ เด็กในวัยนี้จะพัฒนาความรู้สึกทางเพศโดยเริ่มเรียนรู้และให้ความสนใจกับอวัยวะเพศ (Phalic) ซึ่งในระยะนี้เองที่เด็กจะพัฒนาความรู้สึกจนเริ่มต้นเกิดปมอิดิปุส หรือปมอิเล็กตราขึ้นได้จากความไร้เดียงสาของตน และเด็กก็จะเริ่มเกิดความสับสนในเรื่องเพศที่อาจพัฒนาไปจนเป็นความก้าวร้าว อาจต่อต้านเพศตรงข้าม หรือเกิดการเบี่ยงเบนทางเพศขึ้นได้ ปมปัญหาที่เกิดขึ้นจะเริ่มพัฒนาขึ้นมาจากระยะนี้เอง

ระยะที่ 4 นับตั้งแต่วัย 6 ขวบไปจนถึง 12 ปี เป็นระยะที่แฝงเร้น (Latency) เด็กในวัยนี้จะเริ่มวิเคราะห์ และรู้จักมีความรับผิดชอบขึ้นจากประสบการณ์ต่างๆที่ได้เรียนรู้และสั่งสมมา รู้จักแยกแยะถูกผิด เริ่มมีความรู้สึกทางเพศที่เด่นชัดขึ้น แต่จะเก็บกดอารมณ์ความรู้สึกเหล่านั้นเอาไว้

ระยะที่ 5 นับตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป หรือช่วงวัยรุ่นจนถึงวัยเติบโตเป็นผู้ใหญ่และวัยชรา เรียกระยะนี้ว่าระยะสืบพันธุ์ (Genital) ในระยะนี้จะมีการพัฒนาความรู้สึกทางเพศขึ้นแล้วอย่างเต็มที่ เด็กวัยรุ่นจะมีอารมณ์และความรู้สึกเหมือนกับผู้ใหญ่ทุกอย่าง วัยรุ่นบางคนจึงได้แสดงพฤติกรรมออกมาอย่างรุนแรงหลังจากถูกเก็บกดมานานรวมไปถึงพฤติกรรมทางเพศด้วย แต่จะค่อยๆลดลงเมื่อมีประสบการณ์มากขึ้นและความคิดความอ่านดีขึ้นแล้วจึงสามารถควบคุมและแยกแยะสิ่งถูกสิ่งผิดได้ดีขึ้น ในวัยรุ่นก็จะเริ่มมีความต้องการในการสร้างปฏิสัมพันธ์กับเพศตรงข้าม เรียนรู้การสนองตอบของอารมณ์ทั้งผิดหวังและสมหวัง ซึ่งทั้งหมดจะเป็นประสบการณ์ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมและความรู้ผิดชอบชั่วดีในการใช้ชีวิตทั้งสิ้น

ฟรอยด์เชื่อว่าการพัฒนาความรู้สึกทางเพศระหว่างวัยเจริญพันธุ์นี้ เป็นประสบการณ์ถาวรซึ่งถูกบันทึกเอาไว้ในระบบจิตใต้สํานึกและสะสมอยู่ในนั้นเรื่อยมา อันจะมีส่วนสําคัญในการผลักดันให้เกิดเป็นพฤติกรรมต่างๆขึ้นมาในภายหลัง จะเป็นบุคคลที่มีความก้าวร้าวรุนแรงหรือจิตใจเยือกเย็น โอบอ้อมอารี ก็อยู่ที่พัฒนาการของแต่ละคนที่สั่งสมมาตลอด 5 ระยะตามที่กล่าวมาว่าจะแยกแยะถูกผิดและจะควบคุมความรู้สึกเหล่านั้นได้มากน้อยเพียงใด ดังนั้นหากจะบําบัดผู้ป่วยทางจิตให้ได้ผลนั้นก็ต้องรู้ถึงต้นตอในสิ่งที่พวกเขาเผชิญและพัฒนาความรู้สึกดังกล่าวมาตั้งแต่วัยเด็ก (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet