ซิกมุนด์ ฟรอยด์ ผู้บุกเบิกทฤษฎีจิตวิทยาแผนใหม่ ตอนที่ 3

ซิกมุนด์ ฟรอยด์ ผู้บุกเบิกทฤษฎีจิตวิทยาแผนใหม่ ตอนที่ 3

นอกจากทฤษฎีการพัฒนาความรู้สึกทางเพศที่ส่งผลต่อพฤติกรรมนี้แล้วยังมีทฤษฎีที่โดดเด่นของ ซิกมุนด์ ฟรอยด์ อีกทฤษฎีหนึ่งก็คือทฤษฎีว่าด้วย สัญชาตญาณ (Instinct) ของมนุษย์ โดยเสนอเรื่องนี้ไว้ในหนังสือชื่อ “เหนือไปกว่าหลักความพึงพอใจ (Beyond the Pleasure Principle)” ที่พิมพ์ออกเผยแพร่ในปี ค.ศ. 1920 ฟรอยด์กล่าวในหนังสือเล่มนี้ว่ามนุษย์มีสัญชาตญาณหลักเป็นสัญชาตญาณสามัญที่ติดตัวมาแต่กําเนิด คือ สัญชาตญาณแห่งแรงปรารถนา หรือ สัญชาตญาณทางเพศ (Sexua Intinct) ที่เขาใช้คําจํากัดความว่า “เอรอส (Eros)” หรือ “ลิบิโด (Libido)” หมายถึงความรักและความต้องการทางเพศ (เอรอส เป็นนามเทพแห่งความรักของกรีก)

สัญชาตญาณชนิดนี้เป็นพลังขับดันให้มนุษย์ทุกๆคนต้องการที่จะมีชีวิตอยู่รอดเป็นสัญชาตญาณแห่งการดํารงชีพของทุกๆชีวิตมนุษย์จึงหมกมุ่นอยู่กับการกิน การแสวงหาความสุข และเพศรส จึงทําทุกอย่างก็เพื่อให้ได้ 3 สิ่งนี้เข้ามาในชีวิต ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้ก็คือ สัญชาตญาณแห่งการมีชีวิต (Life Instinct) แต่มนุษย์ก็ยังมีสัญชาตญาณอีกชนิดหนึ่ง เป็นตัวถ่วงดุลอยู่ด้วยคือ สัญชาตญาณแห่งความตาย (Death Instinct) หรือที่ ฟรอยด์ เรียกว่า “ธานาทอส (Thanatos)” (ฮานาทอส คือเทพแห่งความตายของกรีก)

สัญชาตญาณส่วนนี้เองที่ทําให้มนุษย์รู้จักในการป้องกันตัวเองและทําทุกวิถีทางเพื่อให้ตนอยู่รอดได้ และด้วยสัญชาตญาณทั้งสองทั้งความต้องการมีชีวิตอยู่และสํานึกแห่งความตายนี้ก็ยังทําให้มนุษย์แต่ละคนก่อพฤติกรรมที่ไม่เหมือนกันออกมาอีกด้วย จะมีความก้าวร้าวหรือความโอบอ้อมอารีมากกว่ากันนั้น เป็นไปตามพื้นนิสัยของแต่ละบุคคลที่แตกต่างกันออกไป โดยแต่ละบุคคลจะก่อพฤติกรรมอะไรออกไปก็ขึ้นอยู่กับสัดส่วนของสัญชาตญาณทั้งสองอย่างนี้ว่าสิ่งไหนมีมากกว่ากันนั่นเอง

ทฤษฎี Id, Ego, Super Ego

ทฤษฎี Id, Ego, Super Ego

นอกจากทฤษฎีโด่งดังที่ถือเป็นการปฏิวัติแนวทางจิตวิทยาดังเช่นที่กล่าวมาแล้ว ยังมีทฤษฎีอันลือลั่นซึ่งถือเป็นเสมือนเครื่องหมายบ่งชี้เฉพาะลงไปถึงความเป็น ซิกมุนด์ ฟรอยด์ ทั้งหมดก็ว่าได้ และเป็นทฤษฎีซึ่งได้รับการยอมรับกันอย่างแพร่หลายและถูกนํามาใช้ในการวิเคราะห์ลักษณะทางบุคลิกภาพของบุคคลที่ถูกอ้างอิงถึงมากที่สุดก็คือทฤษฎีว่าด้วย อีโก (Ego) และ อิด (id) ซึ่งเขาได้อธิบายไว้ในหนังสือชื่อ “ธิ อีโก แอนด์ ธิ อิด (The Ego and the ld)” ที่พิมพ์ออกเผยแพร่ในปี ค.ศ. 1923

ตามทฤษฎีของฟรอยด์เกี่ยวกับ อีโก และ อิด กล่าวว่า มนุษย์ทุกคนจะถูกอานุภาพของจิตควบคุมอยู่ ทั้งจิตสํานึก (Conscious) จิตไร้สํานึก (Unconscious) และจิตใต้สํานึก (Subconscious) จิตทั้ง 3 นี้มีส่วนอย่างมากในการกําหนด บุคลิกภาพของมนุษย์แต่ละคน ฟรอยด์จึงได้แยกลักษณะของจิตที่กําหนดบุคลิกภาพนี้ออกมาเป็น 3 ส่วน คือ

อิด (Id) คือ ตัวตนที่ฝังอยู่ในจิตไร้สํานึก หรือสันดาน ซึ่งมนุษย์ทุกคนจะมีตัวตนนี้เป็นสัญชาตญาณดิบซึ่งฝังอยู่ตั้งแต่เกิด ตัวตนนี้จะแสวงหาความต้องการและความพึงพอใจส่วนตนเท่านั้น โดยไม่มีการสํานึกถึงความถูกต้องแต่อย่างใด เป็นสัญชาตญาณดิบที่ทําให้มนุษย์มีความก้าวร้าวและทําทุกอย่างเพื่อความอยู่รอด

ซุปเปอร์อีโก (Super Ego) คือ จิตคุณธรรม หรือมโนสํานึกก็ได้ มนุษย์จะมีจิตใจใฝ่คุณธรรมหรือความรู้ผิดชอบชั่วดีอยู่ในตัวของทุกคนเช่นเดียวกัน สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นจากประสบการณ์ที่ได้รับการเรียนรู้และสั่งสมมาตั้งแต่เกิดและเจริญเติบโตมาเรื่อยๆ ประสบการณ์เหล่านั้นจะถูกบันทึกเอาไว้ในจิตใต้สํานึก และจะถูกนําออกมาใช้ในยามที่ต้องตัดสินใจกระทําสิ่งหนึ่งสิ่งใดลงไป 

อีโก (Ego) คือ ความเป็นตัวเอง หรืออัตตา มนุษย์ทุกคนมีอีโกที่เป็นตัวคั่นกลางคอยคัดแยกระหว่าง อิด กับ ซุปเปอร์ อีโก โดยที่ อีโก นี้จะเป็นตัวกําหนดสัดส่วนความสมดุลระหว่างสัญชาตญาณดิบกับจิตคุณธรรมให้เกิดมีความพอดีกัน นอกจากนี้ อีโก ยังมีส่วนสําคัญที่จะทําให้บุคลิกภาพของบุคคลผู้นั้นเป็นไปในทิศทางใดระหว่าง ความดี กับ ความชั่ว หรือ ความน่ารักน่าใคร่ กับความน่าชิงชัง สิ่งเหล่านี้ขึ้นอยู่กับพลังของ อีโก นี้เองที่จะคอยหาเหตุผลและคอยแยกแยะให้ทุกคนได้ตระหนักระหว่างสิ่งที่ควรทํากับไม่ควรทํา จึงอาจกล่าวได้ว่า อีโก ก็คือตัวตนที่คอยปลุกสํานึก และเป็นสิ่งกําหนดพฤติกรรมของแต่ละบุคคล

ในปี ค.ศ. 1908 ซิกมุนด์ ฟรอยด์ ได้ร่วมกับเพื่อนนักจิตวิทยาชาวสวิสผู้มีชื่อเสียงอีก 2 คน คือ ยูเกน บลูเลอร์ และ คาร์ล ยุง จัดทําวารสารจิตวิทยาขึ้น ทั้ง บลูเลอร์ ยุง และ ฟรอยด์ มีแนวทางในการศึกษาจิตวิทยาแผนใหม่คล้ายๆกัน และทั้ง 3 คนก็ยังมักได้รับเชิญไปบรรยายตามสถานที่ ต่างๆร่วมกันอยู่เป็นประจําอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกาซึ่งเริ่มให้ความสนใจผลงานจิตวิเคราะห์แผนใหม่อย่างแพร่หลายมากขึ้น

ในอีก 2 ปีต่อมา ในปี ค.ศ. 1910 ทั้ง 3 ก็ร่วมกันก่อตั้งสมาคมจิตวิเคราะห์นานาชาติ (International Psychoanalytical Association) ขึ้นมาอย่างเป็นทางการ แต่สมาคมแห่งนี้มีอายุเพียงแค่สั้นๆเพราะต่อมาปรากฏ ว่าแนวทางระหว่าง ฟรอยด์ กับ บลูเลอร์ และ ยุง กลับค่อยๆมีความขัดแย้งกันเอง จนทั้ง บลูเลอร์ และ ยุง ต้องขอถอนตัวออกจากการร่วมทํางานกับฟรอยด์ไปในที่สุด ในปี ค.ศ. 1940 ฟรอยด์ ได้รับรางวัลเกอเธ (Goethe Prize) จากผลงานการศึกษาและเผยแพร่ทฤษฎีเรื่องปมอิดิปุส ของเขาในฐานะที่กล้าเสนอความรู้ใหม่ๆอันเป็นประโยชน์ให้แก่สังคม เพื่อทําให้สังคมเกิดความกระจ่างยิ่งขึ้น

ทฤษฎีว่าด้วยพระเจ้า ผู้เป็นตัวแทนความต้องการการปกป้องของมนุษย์

ทฤษฎีว่าด้วยพระเจ้า ผู้เป็นตัวแทนความต้องการการปกป้องของมนุษย์

ในปี ค.ศ. 1939 ซิกมุนด์ ฟรอยด์ ได้ถูกต่อต้านอย่างรุนแรงจากฝ่ายศาสนาและชาวคริสต์ที่เคร่งศาสนาทั่วไป เมื่อเขาเขียนหนังสือชื่อ “โมเสสกับความเชื่อเรื่องพระเจ้าองค์เดียว (Moses and Monotheism)” ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ความเชื่อในเรื่องพระเจ้าของชาวคริสต์ที่มีความเชื่อในเรื่องพระเจ้าองค์เดียว

ฟรอยด์กล่าวไว้ในหนังสือว่า “พระเจ้าเกิดขึ้นมาจากมโนสํานึกที่มนุษย์สร้างภาพขึ้นมาเองเพื่อเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวให้รู้สึกถึงความปลอดภัยเท่านั้น” โดยอธิบายแนวคิดของเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า พระเจ้าเกิดจากการสร้างสิ่งทดแทนความศรัทธาในวัยเด็กของมนุษย์ มนุษย์ทุกคนเกิดมามีพ่อมีแม่ แม่คือตัวแทนของความอบอุ่น เพราะเมื่อเราหิวแม่ก็จะให้นม หาอาหารมาป้อนเข้าปาก เราจึงรู้สึกอบอุ่นเมื่อได้อยู่กับแม่

ส่วนพ่อนั้นคือตัวแทนของความปลอดภัย พ่อจะคอยปกป้องเราจากอันตรายและภัยร้ายต่างๆไม่ให้กล้ำกรายเข้ามาถึงตัว เราจึงรู้สึกปลอดภัยเวลาที่อยู่กับพ่อ เด็กทุกคนจึงชื่นชมในความเข้มแข็งของพ่อที่สามารถปกป้องอันตรายให้กับเราได้ และมักสร้างภาพของพ่อขึ้นมาในจิตใจว่าเป็นผู้ที่เข้มแข็งที่สุด เป็นผู้น่าเคารพยําเกรงที่สุด แต่พอเติบโตขึ้นและเริ่มมีการสั่งสมประสบการณ์มากขึ้น การมองภาพของพ่อที่เคยเข้มแข็งน่ายําเกรงก็จะเริ่มแปรเปลี่ยนไปด้วย เป็นการมองด้วยเหตุด้วยผลเมื่อพบความจริงว่าที่แท้พ่อก็คือมนุษย์ผู้หนึ่งที่ต้องทําหน้าที่ปกป้องลูกเมื่อตอนยังเด็กเท่านั้น

เมื่อลูกเติบโตขึ้น ลูกก็ต้องรับผิดชอบตัวเองโดยไม่มีพ่อมาคอยคุ้มครองเสียทุกเรื่อง แต่ลูกก็ยังมีความ ต้องการให้มีคนคอยคุ้มครองที่ฝังลึกในจิตใต้สํานึกอยู่ จากจุดนี้เองจึงทําให้มนุษย์สร้างภาพของพระเจ้าขึ้นเพื่อเป็นสิ่งคุ้มภัยซึ่งไม่มีตัวตนจริง ฟรอยด์เรียกสิ่งนี้ว่า “ปมแห่งความต้องการพ่อ (Father Complex)”

ในปี ค.ศ. 1933 ซิกมุนด์ ฟรอยด์ ต้องเผชิญกับปัญหาใหญ่อย่างเช่นที่นักวิทยาศาสตร์เชื้อสายยิวทุกๆคนต้องเผชิญเมื่อ ฮิตเลอร์ (Hitler) และพรรคนาซี (Nazi) ขึ้นมาปกครองประเทศเยอรมนี และมีคําสั่งให้ทําลายห้องทดลองรวมถึงเผาตําราจากการค้นคว้าก่อนหน้านั้นทั้งหมดเพื่อเริ่มต้นจัดระเบียบสังคมขึ้นใหม่

ในการกวาดล้างครั้งนั้นมีหนังสือและตําราของฟรอยด์จํานวนมากที่ถูกนําไปเผาด้วย และเมื่อนาซีเข้ายึดครองออสเตรียแล้วประกาศรวมออสเตรียเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิไรซ์ที่ 3 (The Third Reich) ในปี ค.ศ. 1938 ซิกมุนด์ ฟรอยด์ กับครอบครัวจึงถูกตํารวจลับของเยอรมนีบุกเข้าไปจับกุมถึงในบ้านแล้วนําตัวไปสอบสวน โดยบังคับให้ล้มเลิกการทํางานวิจัยทั้งหมดลงเสีย

แต่เขาก็ยังโชคดีที่ไหวตัวทัน ล่วงรู้ถึงสัญญาณอันตรายซึ่งกําลังจะมาถึงในเวลานั้น ก่อนที่พวกนาซีจะเริ่มเข้าทําการกวาดล้างชาวยิวตามนโยบายของฮิตเลอร์ และรีบพาครอบครัวหนีออกจากออสเตรียในเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ. 1938 โดยพาทั้งหมดอพยพไปอยู่ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ แต่เขาก็พํานักอยู่ที่อังกฤษได้เพียงแค่ปีเดียวเท่านั้นจึงได้เสียชีวิตลงในปี ค.ศ. 1939

ฟรอยด์เป็นคนสูบซิการ์จัดมาก เขาติดซิการ์จนแทบจะจุดมันแบบมวนต่อมวนต่อเนื่องมาตั้งแต่วัยหนุ่มเป็นระยะเวลานานหลายสิบปี กระทั่งป่วยเป็นโรคมะเร็งที่เพดานปากและแผลในจมูกเรื้อรัง ซึ่งสิ่งเหล่านี้มาจากพฤติกรรมในการสูบซิการ์ของเขานั่นเอง ตอนปีสุดท้ายของชีวิตนั้น มะเร็งเกิดลุกลามจนทําให้เขาไม่อาจทนกับอาการเจ็บปวดได้อีกต่อไป กระทั่งเสียชีวิตลงในวันที่ 23 กันยายน ปี ค.ศ. 1939 รวมอายุได้ 83 ปี

สําหรับชีวิตส่วนตัวนั้น เขาสมรสกับ มาร์ธา เบอร์เนย์ส (Martha Bernays) ภรรยาของฟรอยด์เสียชีวิตลงในปี ค.ศ. 1951 ทั้งสองมีบุตรชายและบุตรสาวด้วย กัน 6 คน บุตรคนหนึ่งชื่อ เอินส์ต ฟรอยด์ (Ernst Freud) เป็นสถาปนิกมีชื่อเสียง ส่วนบุตรสาวคือ แอนนา (Anna Freud) นั้นเจริญรอยตามบิดา โดยเป็นนักจิตวิทยาด้วยเช่นกัน และสร้างชื่อเสียงขึ้นมาจากการค้นคว้าวิจัยเรื่องจิตวิทยาในเด็ก

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet