Star Myths ตํานานดาวกับเรื่องราวของเทพเจ้ากรีก ตอนที่ 2

กลุ่มดาวสุนัขใหญ่ (Canis Major) และกลุ่มดาวกระต่ายป่า (Lepus)

กลุ่มดาวสุนัขใหญ่ Canis Major

กลุ่มดาวนี้มีดาวซีรีอัส-Sirius ดาวสุนัขใหญ่หรือคนไทยเรียกดาวโจร เป็นดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดในเวลากลางคืน ชื่อนี้มาจากภาษากรีกว่า ชีวีออส แปลว่าสุกสว่าง (คนไทยเราเรียกดาวดวงเดียวกันว่าดาวโจร นับเป็นกลุ่มดาวหน้าหนาวสําหรับคนไทย)

กลุ่มดาวสุนัขใหญ่นี้ ชาวกรีกจินตนาการไปว่าเป็นสุนัขของนายพรานโอไรออน (เนื่องจากอยู่ใกล้กัน) ส่วนตํานานของดาวชีริอัสมีเรื่องเล่าสนุกๆไม่น้อยหน้ากันว่า เมื่อโปรครีส (Procris) ลูกสาวของอีเร็กซีอัส (Erechtheus) แต่งงานกับเซฟาลัส (Cephalus) เธอได้รับของขวัญพิเศษสองอย่าง อย่างแรกคือลูกดอกซึ่งไม่มีวันพลาดเป้า ส่วนอีกอย่างหนึ่งคือสุนัขล่าชื่อเลแล็ป (Lelaps) เจ้าตัวนี้มีความเก่งฉกาจฉกรรจ์ หากมันได้กลิ่นสัตว์ใด มันจะตามกลิ่นจนจับตัวสัตว์นั้นได้ทุกครั้ง วันหนึ่งเชฟาลัสจะออกไปล่าสัตว์ก็มาขอยืมของวิเศษทั้งสองของภรรยาไป แม้โปรครีสจะไม่อยากให้เพราะใจรักและหวงแหนของทั้งสองอย่างนี้มาก แต่ก็รักสามีมากกว่า จึงยอม

ปรากฏว่าเซฟาลัสออกไปหลายวันจนทําให้โปรครีสหงอยเหงา นางจึงตัดสินใจออกไปตามสามีในป่าแบบไม่บอกกล่าวกะให้เขาตื่นเต้น โปรครีสไปถึงที่พักของเซฟาลัส นางเหยียบกิ่งไม้หัก เลแล็ปผงกหัวได้กลิ่นนายสาวก็เห่าด้วยความตื่นเต้น แต่เซฟาลสกลับเข้าใจว่าเป็นสัตว์ร้าย จึงคว้าลูกดอกวิเศษขว้างไป ในเมื่อมันเป็นลูกดอกวิเศษมันยอมเข้าเป้าอย่างแม่นยำอยู่แล้ว โปรครีสจึงสิ้นชีพลง ณ ที่แห่งนั้น นับเป็นโศกนาฏกรรมความรักจริงๆ

ส่วนเจ้าเลแล็ป หลังจากตายก็ถูกนําขึ้นไปสู่สวรรค์ เป็นสุนัขของนายพรานโอไรออนต่อไป

ส่วนเรื่องราวของกลุ่มดาวกระต่ายป่านั้น ตามตํานานกล่าวว่า หลังจากส่งกระต่ายท้องตัวหนึ่งขึ้นบนเกาะเลรอส (Leros) สัตว์ตัวนี้ก็แพร่พันธุ์จนควบคุมไม่ได้และให้เกิดความรําคาญ คนบนเกาะเลยจัดการฆ่าล้างทําลายพวกมันจนสิ้นซาก เทพจึงนําพวกมันขึ้นไปอยู่บนฟ้าเป็นการระลึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น

กลุ่มดาวเพอร์ซิอัส (Perseus), กลุ่มดาวแคสสิโอเปีย (Cassiopeia), กลุ่มดาวอันโดรเมดา (Andromeda), กลุ่มดาวซีฟิอัส (Cepheus), กลุ่มดาวซีตัส (Cetus)

ถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น  กลุ่มดาวเพอร์ซิอัส (Perseus), กลุ่มดาวแคสสิโอเปีย (Cassiopeia), กลุ่มดาวอันโดรเมดา (Andromeda), กลุ่มดาวซีฟิอัส (Cepheus), กลุ่มดาวซีตัส (Cetus)

ชื่อในกลุ่มดาวทั้งหมดนี้เกี่ยวร้อยโยงมาจากเรื่องเดียวกันจากตํานานที่เล่าไว้ว่า เพอร์ซิอัสเป็นลูกของดานาอี (Danae) กับซูส (Zeus) แต่ก่อนที่เขาจะเกิดนั้นย่อมเต็มไปด้วยความลําบากยากเย็นตามประสาของวีรบุรุษที่จับใจชาวกรีกทั่วไป

เรื่องเริ่มต้นที่กษัตริย์อครีซีอัส (Acrisius) ผู้มีธิดาแสนสวยชื่อดานาอี แต่พระองค์ก็ยังไม่พอใจเลยและยังอยากได้โอรสไว้สืบบัลลังก์สักคนหนึ่ง จึงไปขอคําพยากรณ์จากเดลฟี นางพยากรณ์ทํานายว่านอกจากจะไม่ได้โอรสแล้ว ที่แย่ที่สุดคือลูกชายของดานาอีก็จะเป็นคนฆ่าพระองค์ด้วย อครีซีอัสตกใจมากจึงหาทางป้องกัน เขาจับดานาอีขังไว้ในหอคอยบรอนซ์ชนิดที่จะไม่มีทางให้ชายคนใดหาหนทางเข้ามาหานางได้เลย

แต่ชะตาก็ลิขิตให้มีชายคนหนึ่งเข้าหานางดานาอีจนได้ แน่นอนว่าชายคนนั้นก็ต้องเป็นคนที่มีความสามารถสุดๆ ในเมื่อที่คุมขังนางแน่นหนามากขนาดนั้น ชายคนนั้นย่อมเป็นใครไปไม่ได้นอกจากซูส มหาเทพผู้ทําสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ ซูสแปลงกายเป็นฝนทองชําแรกแทรกตัวผ่านรอยร้าวเล็กๆบนหลังคาเข้าไปในห้องนางดานาอี ได้นางเป็นสนมสมพระทัย และแล้วนางก็ตั้งครรภ์ให้กําเนิดลูกชายคนหนึ่งซึ่งก็คือเพอร์ซิอัส

ไม่นานนักความลับที่นางดานาอีเก็บไว้ก็แตกเพราะเสียงร้องไห้ของเด็ก อครีซีอัสรีบแจ้นมาถึงหอคอย ตอนแรกกะจะฆ่าลูกสาวและหลานชายเสีย เพราะกลัวเจ้าเด็กชายจะย้อนรอยมาฆ่าเขาตามที่เทวีพยากรณ์ว่าไว้ แต่เมื่อรู้ว่าเด็กชายเป็นลูกของซูส ทําให้ความอยากทําฆาตกรรมหดหาย ทําได้เพียงจับนางกับลูกใส่หีบลอยทะเลไป

ดานาอีกับเพอร์ซิอัสลอยไปตามแรงคลื่น ผ่านไปสองสามวันก็ไปพบกับชาวประมงชื่อดิคทีส (Dictys) เขาเป็นผู้เปิดหีบและนํานางกับลูกไปให้ภรรยาเลี้ยงดู ทั้งสองเป็นคนใจดีมากจึงเลี้ยงดานาอีและเพอร์ซิอัสราวกับเป็นลูกหลาน ทั้งแม่และลูกก็อยู่กับดิคทิสและภรรยามาหลายปีจนกระทั่งวันหนึ่ง ราชาโพลีเดคทีส  (Polydectes) ผู้เป็นพี่ชายของดิคทิสและเป็นราชาแห่งเกาะเล็กๆแห่งนั้นจับสังเกตนางดานาอีได้ทั้งๆที่ไม่เคยสังเกตสองแม่ลูกนานปี จู่ๆความงามของดานาอีต้องใจเขาเป็นที่ยิ่ง แม้เวลานั้นเพอร์ซอัสโตเข้าวัยหนุ่มแล้ว พระองค์อยากได้นางดานาอีเป็นคู่ ครอง แต่ไม่อยากได้เพอร์ซิอัสด้วยจึงหาทางกําจัดหนุ่มน้อยเสีย

โพลีเดคทีสแกล้งคุยกับเพอร์ซิอัสว่าที่เกาะห่างไกลแห่งหนึ่งมีอสุรกายอยู่สามตน เรียกกันว่า พวกกอร์กอน (Gorgons) มันเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีชื่อเสียงเลื่องลือเพราะทรงไว้ซึ่งพลังแห่งความตาย เขาอยากได้หัวของมันมากที่สุดกว่าสิ่งอื่นใดในโลก แล้วก็เปลี่ยนเรื่องคุยว่าเขากําลังจะแต่งงานกับแม่ของเพอร์ซิอัส จะเชิญคนมาจากทั่วทิศซึ่งล้วนเป็นคนดังๆทั้งนั้น งานนี้เพอร์ซิอัสก็ได้รับเชิญด้วย และตามประเพณีแล้วแขกที่มาร่วมงานจะต้องหาของขวัญที่ดีที่สุดมาให้ว่าที่เจ้าสาว ยกเว้นเพอร์ซิอัสคงไม่ต้องให้เพราะเป็นคนตัวเปล่าไม่มีสมบัติ เพอร์ซิอัสฟังแล้วก็เสียรู้ ด้วยความหนุ่มและความห้าวบวกกับความรักแม่เป็นอันมาก เขาจึงบอกกับโพลีเดคทีสว่าเขาจะหาสิ่งที่ดีที่สุดที่ราชาอยากได้มาให้และรับรองด้วยว่าของขวัฐของเขานั้นต้องดีกว่าของคนอื่นแน่ เพราะเขาจะไปฆ่านางเมดูซ่า นำหัวของมันมาเป็นของขวัญ

อันว่านางกอร์กอนนั้น เป็นนางพรายสามพี่น้อง สองตัวแรกเป็นอมตะ ส่วนตัวหลังคือนางเมดูซ่านั้นเป็นนางพรายที่มีสิทธิ์ตาย นางมีหน้าตาน่าเกลียดพอๆกับพี่ๆ แต่ที่พิเศษกว่าคือมีผมเป็นงู และถ้าใครมองหน้านางล่ะก็คนๆนั้นจะถูกสาปให้กลายเป็นหินโดยทันที ด้วยโทษสมบัติเช่นนี้เอง จึงไม่มีใครสามารถฆ่านางได้สำเร็จสักราย

เพอร์ซิอีสออกเดินทางทันทีหลังจากคุยกับราชาโพลีเดคทีสโดยไม่กล้าแวะหาแม่ก่อนด้วยซ้ำ เขามุ่งไปยังเดลฟีเพื่อขอคำพยากรณ์ เพื่อหาทางไปยังที่ที่นางกอร์กอนอยู่ ในที่สุดเพอร์ซิอัสได้พบเฮอร์มีส เทพสื่อสารผู้รู้หนทางทุกหนทุกแห่ง เฮอร์มีสบอกทางและยังให้ยืมดาบตัดหัวเมดูซ่า แถมยังร่วมเดินทางไปกับเพอร์ซิอัสอีกด้วย เทพองค์อื่นๆเช่นอธีน่าให้ยืมโล่ขัดเงาเพื่อจะได้มองดูเมดูซ่าจากภาพสะท้อนเท่านั้น (จะได้ไม่ต้องกลายเป็นหิน) เฮดีสให้ยืมหมวกวิเศษซึ่งสวมแล้วล่องหน ยิ่งกว่านั้น เพอร์ซิอัสยังได้รองเท้าเหาะได้และถุงวิเศษซึ่งใช้สำหรับใส่หัวเมดูซ่าอีกด้วย จากนั้นวีรบุรุษของเราต้องระหกระเหินเดินทางไปพบกับอุปสรรคนานัปการ แต่ก็ไม่ถึงขนาดเกินความสามารถ จนกระทั่งไปถึงที่ที่นางกอร์กอนสามพี่น้องอาศัยอยู่

เมื่อเพอร์ซิอัสมาถึงก็เป็นโชคดีว่านางกอร์กอนกําลังหลับ อธีน่าปรากฏตัวขึ้นและชี้ว่าตัวไหนคือเมดูซา ซึ่งก็สําคัญมากทีเดียว เพอร์ซิอัสจึงเหาะดิ่งลงมาด้วยรองเท้าเหาะและหมวกล่องหน ใช้โล่ขัดเงามองภาพนางเมดูซ่า แล้วตัดหัวด้วยดาบวิเศษใส่ลงถุง พี่สาวของนางตื่นขึ้นด้วยความตกใจ ต่างคนต่างร้องเสียงโหยหวน แต่ก็ในวินาทีที่หัวของนางเมดูซาขาดกระเด็น สิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้นนั่นคือเพกาซัส (Pegasus) กับนักรบใครซาออร์ (Chrysaor) ก็กระเด้งออกมาจากตัวของนางพรายเมดูซ่าพร้อมๆกับเลือดที่พุ่งกระฉูด ไม่มีใครรู้ว่านางตั้งท้องอยู่ตอนที่เพอร์ซิอัสเดินทางไปถึงตัว แต่ก็เชื่อว่าทั้งสองสิ่งน่าจะมีโพไซดอน เทพแห่งทะเลเป็นบิดา เพอร์ซิอัสไม่รอช้า รีบเหาะขึ้นหลังม้าเพกาซัสหนีไปทันที

ในระหว่างเดินทางกลับ เพอร์ซิอัสผ่านแอตลาสผู้รับทัณฑ์แบกสวรรค์ตลอดกาล ด้วยความสงสารเขาจึงเปิดถุงหัวเมดูซาให้มองไปที่แอตลาส ยักษ์แอตลาสจึงกลายเป็นภูเขาหินเทือกใหญ่ ทําให้การรับโทษก็สิ้นสุดลง

เพอร์ซิอัสเดินทางผ่านมายังอาณาจักรทางใต้พบกับเรื่องที่คาดไม่ถึง เจ้าแผ่นดินที่นั่นคือซีฟิอัส (Cepheus) กับราชินีแคสสิโอเปีย (Cassiopeia) (กลุ่มดาวซีฟิอัส และแคสสิโอเปียอยู่บนท้องฟ้าแบบกลับหัวกลับหาง ใบหน้าของคนหนึ่งจะอยู่ที่เท้าของอีกคนหนึ่ง ทําให้พูดกันไม่ได้ และ เพราะราชินีแคสสิโอเปียเป็นผู้สบประมาทนางพรายทะเล กลุ่มดาวของนางจึงไม่เคยตกลงใต้ผิวน้ำ) ทั้งสองมีธิดาสาวสวยนางหนึ่งชื่อว่าอันโดรเมดา (Andromeda) ความงามของนางนั้นเป็นที่ภูมิใจแก่มารดามากจนอดจะเที่ยวคุยโอไม่ได้ว่าอันโดรเมดางามกว่าพวกนางเนเรียด เล่นเอาโพไซดอนไม่พอใจมาก ดังนั้นเพื่อเป็นการปกป้องเกียรติของลูกสาว จึงส่งอสูรทะเลซีทัส (Cetus) ขึ้นมาอาละวาดตามชายฝั่ง ทางเดียวที่จะทําให้มันเลิกรบกวนก็คือต้องจับอันโดรเมดาบูชายัญให้มัน

ถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น  กลุ่มดาวเพอร์ซิอัส (Perseus), กลุ่มดาวแคสสิโอเปีย (Cassiopeia), กลุ่มดาวอันโดรเมดา (Andromeda), กลุ่มดาวซีฟิอัส (Cepheus), กลุ่มดาวซีตัส (Cetus)

อันโดรเมดาถูกล่ามตรึงอยู่ชายฝั่งตอนที่เพอร์ซิอัสไปถึง เป็นจังหวะที่ซีตัส อสูรทะเลกําลังจะคืบคลานขึ้นมาหา เขารีบดิ่งลงไปแล้วดึงหัวนางเมดูซ่าออกมาจากถุงแล้วหันหน้าไปหามัน ทําให้อสูรตนนั้นกลายเป็นหินทันที เพอร์ซิอัสได้อภิเษกกับอันโดรเมดาและพาเธอกลับหามารดา (ต่อมาอันโดรเมดาให้กําเนิดโอรสองค์หนึ่งคือเปอร์เซส (Perses) ผู้ก่อตั้งอาณาจักรเปอร์เซียตาม ตํานานกรีกและยังเป็นย่าทวดของเฮอร์คิวลิสอีกด้วย)

เพอร์ซิอัสเมื่อกลับไปถึงเกาะที่เขาเคยอยู่ บรรยากาศดูเงียบงัน ภรรยาของดิคที่สผู้เป็นเสมือนแม่ของเขาอีกคนหนึ่งตายไปนานแล้ว ส่วนดิคที่สกับดานาอีต้องหนีไปหลบๆซ่อนๆ เนื่องจากดานาอีไม่ยอมแต่งงานกับโพลีเดคทีส เพอร์ซิอัสรู้ตัวว่าถึงเวลาที่เขาต้องจัดการกษัตริย์ทรราช พอดีแว่วข่าวว่าโพลีเดคที่สกําลังจัดงานเลี้ยงอยู่ในวัง เพอร์ซิอัสก็เดินเข้าไปยังท้องพระโรงของกษัตริย์ เตรียมหัวนางเมดูซ่าไว้ ทําใจเย็นเล่าถึงการเดินทางให้กษัตริย์และบรรดาข้าราชบริพารฟัง ปรากฏว่าพวกนั้นหัวเราะเยาะหาว่าโม้ เพอร์ซิอัสได้ที่จึงดึงหัวนางเมดูซ่าออกมาจากถุง หันหน้ามันไปให้พวกนั้นมอง และทันใดทุกคนก็ต่างกลายเป็นหินหมดสิ้นเสี้ยนหนามแผ่นดินใน คราวเดียว

เพอร์ซิอัสส่งคืนของวิเศษต่างๆให้เทพผู้เป็นเจ้าของและมอบหัวกอร์กอนเมดูซ่าให้เทพีอธีน่า ซึ่งนางก็นําไปติดไว้ที่โลอีจิส ทําให้โล่วิเศษนี้นอกจากป้องกันหอกดาบได้แล้ว ยังทําให้สรรพสิ่งที่เข้ามาโจมตีกลายเป็นหินหมดอีกด้วย

เรื่องของเพอร์ซิอัสเป็นเรื่องที่ชาวกรีกนิยมมากจนได้เอาชื่อจากนิยายเรื่องนี้ไปเรียกกลุ่มดาวหลายกลุ่ม โดยที่กลุ่มดาวเพอร์ซิอัสจะอยู่ใกล้กับกลุ่มดาวทอรัส หรือที่คนไทยเรียกว่าราศี พฤษภนั้นเอง

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet