เทพและเทพีทั้งห้าองค์ที่คงความหมายสําคัญแก่โลก ตอนที่ 2

4. เทพไดโอไนซัส (Dionysus)

เทพไดโอไนซัส (Dionysus)

ชื่อกรีก : เทพไดโอไนซัส (Dionysus)
ชื่อโรมัน : เทพแบคคัส (Bacchus)

ไดโอไนซัสหรือแบคคัสในภาษาโรมันเป็นเทพแห่งเมรัย ซึ่งสําคัญต่อมนุษย์ (กรีก) มากพอๆกับดีมีเตอร์ พระองค์เป็นเทพองค์ล่าสุดที่ขึ้นไปอยู่บนโอลิมเปียน ถึงแม้จะไม่ได้เป็นหนึ่งในสิบสองเทพใหญ่เพราะมาทีหลัง แต่ก็เป็นเทพสําคัญมากองค์หนึ่ง ไดโอไนซัสเป็นเทพองค์เดียวที่ได้ชื่อว่ามีกําเนิดสามครั้ง และยังเป็นเทพที่มีอุปนิสัยคล้ายคลึงมนุษย์มากที่สุด

ไดโอไนซัสเป็นลูกของซูสกับนางมนุษย์เซมิลี (Semele) ซึ่งเป็นเจ้าหญิงแสนงามแห่งธีบส์ แต่กําเนิดของเขาผิดปกติกว่าคนอื่นก็เพราะโดนพิษรักแรงหึงของพระนางเฮราเล่นงานตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ เรื่องก็คือหลังจากที่เซมิลีตั้งครรภ์ ซูสผู้กําลังหลงเมียคนสวยก็ดีใจเป็นยิ่งนัก ออกปากว่าเซมิลีอยากได้อะไรจะหามาให้ทั้งสิ้น การเอ่ยปากด้วยความดีใจครั้งนี้ ซูสถึงกับเอ่ยสาบานกับแม่น้ำสติกซ์ทีเดียว ถ้าได้อ่านเรื่องของพลูโตจะได้รู้ว่า อันแม่น้ำสติกซ์นี้ ถ้าใครเอ่ยเอามาอ้าง จะทวนสาบานไม่ได้เด็ดขาด ตรงนี้แหละที่เฮราได้ช่อง นางดลใจยัดเยียดความคิดให้แก่เซมิลีว่าอยากจะเห็นสวามีในร่างเทพแท้ให้เต็มตาสักครั้งหนึ่งไว้ในหัวเซมิลี และสนมชาวมนุษย์ก็เอ่ยขอตามนั้น

ซูสได้ฟังสิ่งที่นางขอก็ตกใจแทบหล่นจากเก้าอี้ด้วยรู้ว่าร่างจริงของพระองค์ซึ่งเต็มไปด้วยฉัพพรรณรังสีอันเจิดจ้าของประดาพลังวิเศษต่างๆ ไม่มีตามนุษย์คนไหนจะทนได้ เห็นแล้วจะต้องตายทุกราย มหาเทพพยายามขอร้องให้นางเปลี่ยนใจไปขออย่างอื่น แต่เซมิลีในเวลานั้นไม่มีความคิดอื่นใดเหลืออยู่ในสมองอีกเลยนอกจากสิ่งนี้ ซูสจึงจําเป็นต้องทําตามเนื่องจากเอ่ยปากสาบานกับแม่น้ำสติกซ์ไปเสียแล้ว

ซูสเตรียมตัวพร้อม เมื่อพระองค์แสดงร่างจริง ฉัพพรรณรังสีอันแรงกล้าของพระองค์ก็ทําเอาเซมิลีสิ้นชีวิตจากการเห็นภาพทันที ซูสคว้าเอาลูกในท้องของนางออกมาแล้วยัดไว้ที่ต้นขาของตน ให้เด็กน้อยเจริญเติบโตเต็มที่ก่อนจะออกมาดูโลก

เมื่อไดโอไนซัสเกิด เฮราก็ยังตามรังควานต่อไป นางไปเรียกเอาเหล่าไทแทนมาได้กลุ่มหนึ่ง ยักษ์ไทแทนกลุ่มนี้หาของขวัญและของเล่นไปล่อลวงไดโอไนซัสน้อยให้ออกพ้นสายตาพระบิดา เทพทารกก็ตามมาเพราะไม่รู้ความ พวกไทแทนจับตัวเขา ฉีกแขนฉีกขาได้ก็ย่างเนื้อเด็กน้อยกิน ปรากฏว่าเมื่อบิดาตามมาในภายหลัง ซูสเพียงได้แขนขาบางส่วนของลูกน้อย และอธีน่าก็ไปเก็บหัวใจมาได้ สองคนช่วยกันฝังส่วนที่เหลือแล้วเจ้าแม่รีอาก็ชุบไดโอไนซัสให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง (การตายแล้วฟื้นของไดโอไนซัสนับเป็นวัฏจักรครั้งแรกของเขา ซึ่งต่อมาต้องตายแล้วฟื้นทุกปีเหมือนต้นองุ่น)

ตํานานหนึ่งเล่าว่าต่อจากนั้น ซูสได้นําลูกชายตัวน้อยไปฝากราชาและราชินีแห่งเมืองๆหนึ่งเลี้ยง เฮอร์มีสแนะนําราชาและราชินีเมืองนี้ด้วยว่าให้ปลอมไดโอในชัสเป็นเด็กผู้หญิงเพื่อไม่ให้เฮราสงสัย แต่เฮรา ราชินีสวรรค์ก็ล่วงรู้และตามไปทําลายราชวงศ์นั้นจนย่อยยับ ทําให้ซูสต้องนําตัวไดโอไนซัสไปให้นางอัปสรท้องธารแห่งไนซาช่วยเลี้ยงดูจนเติบโตเป็นหนุ่ม แต่บางตํานานก็ว่า พระองค์คว้าไดโอไนซัสออกมาจากครรภ์มารดาแล้วนํามาให้นางนิมพ์แห่งไนซาเลี้ยงดูในทันที

ที่ภูเขาไนซา ไดโอไนซัสเติบโตอย่างมีความสุขเหมือนดังฝัน รอบตัวแวดล้อมไปด้วยนางอัปสรที่รักเขาประหนึ่งน้องชาย วันๆมีแต่เรื่องสนุกสนานร้องรําทําเพลง แต่ในท่ามกลางความสุขอย่างนี้ ไดโอไนซัสก็อดซุกซนตามประสาอยากรู้อยากเห็นไม่ได้ แล้ววันหนึ่งหลังจากซุกซนกับสิ่งอื่นๆจนเบื่อ เขาหาเรื่องทดลองเล่นกับพวงองุ่นที่มีอยู่ดาษดื่นในแถบภูเขาแห่งนั้น

ผลก็คือทําให้เกิดเครื่องดื่มขึ้นมาอย่างหนึ่งที่ทั้งเทพและมนุษย์ไม่รู้จักมาก่อน กลิ่นของมันหอมหวนจนไดโอไนซัสเองก็อดใจไม่อยู่ เขาทดลองจิบชิมไปเรื่อยๆ รสชาติแปลกๆแต่ก็ทําให้ครื้มใจใช่เล่น จิบไปจิบมาชักติดลมก็เลยลองต่อไปแบบไม่ยั้ง องุ่นหมักเมื่อออกฤทธิ์ก็พาให้ไดโอไนชัสสนุกสนานสุดเหวี่ยงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งเอะอะ ทั้งดีดดิ้นเต้นระบําเป็นบ้าเป็นหลังก่อนจะหลับไป จนนางอัปสรผู้เลี้ยงดูคิดว่าเขาบ้าหรือเสียสติไปแล้ว

องุ่นหมักที่ว่านี้ก็คือไวน์นั่นเอง แต่ตอนที่เทพหนุ่มลองผสมมันขึ้นยังไม่มีใครรู้พิษสงของมันแม้กระทั่งตัวเขาเอง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเมื่อตื่นขึ้นอีกครั้ง คนเมาก็ต้องมีอาการเมาค้าง อาการ อย่างว่าเนี่ยมันแสนทรมานขนาดไหนหลายๆคนที่เคยลองคงรู้ดี ทั้งปวดหัวราวกับจะระเบิด ทั้งผะอืดผะอมขมคอ ตาลาย ไดโอไนซัสไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง ทั้งไม่รู้จะแก้ไขยังไงก็เลยเดินทางไปหานางพยากรณ์ตรวจดู นางก็ตรวจเหตุการณ์และรู้เรื่อง แต่ไม่ยักให้คําแนะนํากลับกล่าวโทษเสียแทน เป็นเหตุให้เทพบุตรหนุ่มโมโหมากทีเดียว

ไดโอไนซัสไม่ได้สนใจสิ่งที่นางพยากรณ์พูดว่าให้ทําลายสิ่งที่คิดขึ้นเสีย ในทางตรงกันข้าม เขาเริ่มต้นเปิดเผยอารยธรรมเมรัยศาสตร์และการดื่มมากขึ้น เริ่มเดินทางตุรัดตุเหร่แจกจ่ายไวน์และความรู้เรื่องไวน์ไปทางภาคพื้นตะวันออก ระหว่างทางเริ่มมีผู้ตามขบวนมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นตัวแซทเทอร์ ตัวเซนทอร์ และไซลีนัส (Silenus) (ตัวละครตัวหนึ่งที่เมาแอ่น ลักษณะท่าทางเป็นชายอ้วนพุงพลุ้ยหัวล้านในภาพยนตร์เรื่องแฟนเทเชีย (Fantasia) ของดิสนีย์ เรื่องแรกนั่นแหละไซลีนัส คนนี้เป็นเทพชั้นรอง เป็นวิญญาณป่า บริวารของไดโอในซัสเหมือนกัน และยังเป็นทั้งครูและสหายผู้ซื่อสัตย์ บางที่รูปไซลีนัสมีแตกต่างกัน เช่นว่าหูเป็นหูม้า บางทีทั้งมีหูม้า หางและขาก็เป็นม้าด้วย)

ที่สําคัญในบรรดาพวกตามขบวนเสด็จคือผู้หญิงพวกหนึ่งที่เมื่อดื่มไวน์จนเมาแอ่น ก็เต้นระบําเด้งหน้าเด้งหลังเหมือนคนบ้าตามขบวนเดินทางของเทพองค์ใหม่ กรีกเรียกพวกนี้ว่า มีหนาด (Maenad) แต่เมื่ออารยธรรมของไดโอไนซัสเข้าไปถึงโรมัน คณานางมีหนาดก็มีชื่อใหม่ว่า  แบคแคนทีส (Baechantes)

ไดโอไนซัสได้รับการล้างบาปในไฟรเกีย เมื่อมีความบริสุทธิ์แล้ว เขาก็เดินทางไปเธรสเพื่อเผยแพร่ไวน์ แต่ไลเคอกัส (Lycurgus) ผู้ปกครองเมืองนี้กลับให้การต้อนรับอย่างไม่สมเกียรติ ถึงกับจะเอาไดโอไนซัสยัดใส่คุก เทพไม่อยากต่อล้อต่อเถียงจึงหนีไปหานางเนเรียดที่ธีทิส (Thetis) แต่ปรากฏว่าไลเคอกัสจับนางมีหนาดของพระองค์ไว้ คราวนี้ไดโอไนซัสชักโกรธจริงๆก็เลยสาปราชาไลเคอกัสให้เป็นบ้าเสียสติ คว้าขวานมาฟันเถาองุ่น ทว่าสิ่งที่เขาคิดว่าเป็นเถาองุ่นคือขาทั้งสองข้างของตัวเอง เท่านั้นยังไม่พอราชอาณาจักรของไลเคอกัสยังประสบความแห้งแล้ง ประชาชนไปขอคําพยากรณ์ นางพยากรณ์บอกว่าเป็นความผิดของพระราชา และพระองค์ควรถูกประหาร ประชาชนก็เลยฉีกเขาเป็นชิ้นๆ

ไดโอไนซัสได้กองทหารซึ่งมีอาวุธพร้อมด้วยฤทธิ์เทพมาจากอินเดีย จากนั้นเขาก็เดินทางกลับมากรีซในราชรถที่ตกแต่งด้วยใบองุ่นลากด้วยเสือดํา มีไซลีนัส คณานางมีหนาด แซทเทอร์ และวิญญาณแห่งความอุดมสมบูรณ์เช่นเทพไพรอาพัสแวดล้อมเริงร่า การเผยแพร่ความนิยมของแต่ละเทพเข้าไปในหมู่คนอาจไม่ใช่เรื่องยากสําหรับเทพอื่น แต่ในเมื่อมันเป็นไวน์ คนก็เลยยอมรับยากหน่อย

ดังนั้นในบางครั้งแทนที่ไดโอไนซัสจะใช้สันติวิธีชักชวนกลับใช้ฤทธิ์เดชแทน เช่นครั้งที่พยายามจะทําให้ชาวเมืองอาร์กอสเห็นพลัง เขาเป่ามนต์ให้ลูกสาวสองคนของราชาแห่งเมืองอาร์กอส เสียสติเที่ยวเดินตุรัดตุเหร่ไปทั่วชนบทเพราะคิดว่าตัวเองเป็นแม่โค อีกครั้งหนึ่งเมื่อเขาพยายามหาทางเข้าไปหาพวกเน็กซอส ไดโอไนซัสไปว่าจ้างพวกสลัดให้ทํางานนี้ แต่โจรสลัดกลับจับตัวเขาลงเรือกะจะเอาไปขายเป็นทาส ไดโอไนซัสรอจนเรือแล่นไปถึงทะเลลึกจึงสําแดงเดชร่ายเวทย์ให้พายของพวกมันกลายเป็นงูและเถาองุ่นเลื้อยพันเรือ โจรสลัดตกใจโดดลงทะเลและกลายเป็นโลมากันไปหมด

ไดโอไนซัสเคยมีความรักอยู่ครั้งหนึ่ง ผู้หญิงคนนั้นคืออาริแอดนี่ (Ariadne) เจ้าหญิงคนที่ช่วยชีสซีอัสให้ฆ่าวัวมิโนทอร์ แต่เมื่อเดินทางหนีมาด้วยกัน ชีสซีอัสก็ทิ้งเธอไว้เดียวดายบนเกาะร้างแห่งหนึ่ง ไดโอในชัสไปพบเข้าก็สงสารและรักนาง เขาช่วยนางออกมาแล้วพาไปอยู่ด้วยกัน บาง ตํานานว่าไม่นานเท่าไหร่อาริแอดนี่ก็ตาย ไดโอในซัสจึงไม่มีรักใหม่อีกเลย

อย่างที่เล่าแต่แรกว่าไดโอไนชัสตายแล้วฟื้นได้ ดังตํานานที่เล่าว่าเขาถูกยักษ์ไทแทนฉีกร่างกายออกเป็นชิ้นๆ สภาพการณ์เหมือนต้นองุ่นเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวที่ชาวบ้านจะฟันกิ่งจนเหลือแต่ต้น จะเรียกว่าไดโอไนซัสถึงแก่ความตายก็ได้ แต่ในความตายนี้เอง ไดโอในซัสได้ลงไปยังปรโลก ช่วยมารดาเซมิลี่มาจากมือของเฮดีส แต่การไปขอนางคืนจากพระองค์ง่ายๆเฮดีสก็ต้องไม่ยอมเป็นธรรมดา ต้องมีการเปรียบมวยกันนิดหน่อย ไดโอไนชัสกล่าวว่าพระองค์เหนือกว่าเทพทุกองค์ เพราะพระองค์ตายแล้วฟื้นได้ เฮดีสเห็นจริงก็เลยยอม (ในตํานานกรีก เฮดีสปล่อยคนที่เดินเข้าสู่ปรโลกให้ออกไปไม่กี่คน) ไดโอไนซัสพานางเซมิลี่ขึ้นไปบนสวรรค์ กลายเป็นมนุษย์อมตะคนเดียวบนสวรรค์ท่ามกลางหมู่เทพที่เป็นอมตะ

ไดโอในซัสกลับมาบนผืนโลกอีกครั้ง พอดีกับเวลาที่ผ่านไป ต้นองุ่นก็ค่อยๆฟื้นตัวแตกดอกงอกงามเหมือนเดิม ก็เหมือนกับไดโอไนชัสฟื้นคืนชีพอีกหน ในช่วงที่เขาฟื้นจากความตายนี่แหละที่ทําให้เทพและมนุษย์ต่างชื่นชมยินดีและต่างพากันเฉลิมฉลองกันใหญ่เลย และนี่คือเรื่องราวทั้งหมดของเทพแห่งเมรัย

5. เทพีเซรีส (Ceres)

เทพีเซรีส (Ceres)

ชื่อกรีก : เทพีดีมีเตอร์ (Demeter)
ชื่อโรมัน : เทพีเซรีส (Ceres)

เทพีดีมีเตอร์ เป็นธิดาของโครนัสกับรีอา ทําหน้าที่เป็นพระโพสพเทวี และเป็นหนึ่งในสิบสองเทพใหญ่ของโอลิมเปียน เธอเป็นพี่นางของซูสเช่นเดียวกับเฮรา แต่ต่อมาดิเตอร์ดูจะกลายเป็นเทพแห่งธรณีไปด้วย แต่ก็เป็นเทพแห่งธรณีที่ต่างจากเจ้าแม่ไกอา เนื่องจากฝ่ายแรกควบคุมเฉพาะดินที่ได้รับการหว่านไถและเน้นหนักในส่วนที่ปลูกข้าวโพด ส่วนเจ้าแม่ไกอาฝ่ายหลังควบคุมแผ่นดินที่มีธาตุที่มาจากจักรวาล ดังนั้นตํานานของเธอจึงข้องเกี่ยวกับที่ราบอันสมบูรณ์และพื้นที่ที่เป็นที่เกิดตํานานของเธอ คือที่อีลียซิส ไม่ไกลจากเอเธนส์และซิซิลี

ดิมีเตอร์อาจไม่เคยแสดงฤทธิ์อํานาจในทางทําลายล้าง แต่ด้วยความที่เป็นเทพีแห่งธัญญาหาร ผู้คนเห็นว่าท่านเป็นเทพีใหญ่มาก มีความหมายกับปากท้องของคนบนโลกพอๆกับเทพไดโอในซัสผู้บันดาลเหล้าองุ่นให้มนุษย์ เทพทั้งสององค์นี้จึงได้รับการเซ่นบวงสรวงไม่ได้ขาดมากกว่าเทพอื่นๆเลยทีเดียว

ดีมีเตอร์ไม่ค่อยมีบทบาทผาดโผนในบรรดาตํานานต่างๆซึ่งก็คือการผจญภัยที่ชาวกรีกชอบเลยสักเรื่อง ยกเว้นความงามของนางเองเท่านั้นที่ทําให้เกิดมีปัญหา สามีคนแรกของดีมีเตอร์คาดว่าน่าจะเป็นโพไซดอน เมื่อยังเป็นเทพแห่งม้าก่อนได้รับเลือกให้ปกครองพื้นสมุทร คราวนั้นฝ่ายชายพยายามปลุกปล้ำ ดิมีเตอร์ก็แปลงกายเป็นนางม้าวิ่งหนี โพไซดอนก็รีบแปลงเป็นม้าตัวผู้วิ่งตามไปสมสู่จนได้ บางตํานานกล่าวว่ากับโพไซดอนนี้ ดิมิเตอร์มีลูกสองตน ตนแรกเป็นอมนุษย์ชื่อ อาไรออน (Arion) ส่วนตนที่สองเป็นหญิง ไม่มีชื่อเรียกแน่นอน แต่ใช้ชื่อว่า “นายหญิง” ทว่าในตํานานส่วนใหญ่กล่าวถึงแค่อาไรออนเพียงตนเดียว

ดิมีเตอร์มีสามีคนที่สองคือซูส ก่อนที่เทพบดีจะแต่งงานกับเฮรา ซูสได้เข้าปลุกปล้ำดิมีเตอร์จนได้ลูกสาวองค์หนึ่งคือนางเพอร์เซโฟนี ซึ่งเพอร์เซโฟนีคนนี้เป็นลูกสาวที่ดีมีเตอร์รักมากที่สุด เธอเติบโตขึ้นมาอย่างแสนสุขท่ามกลางบรรดาพวกนิมฟ์และลูกสาวอื่นของซูส ไม่ว่าจะเป็นอธีน่าหรืออาร์เทมิส และก็เพราะว่านางเติบโตอยู่ในหมู่สาวพรหมจรรย์นี่เองเลยทําให้ไม่สนใจเรื่องมีคู่ครองเลย จวบจนกระทั่งเกิดเรื่องใหญ่เมื่อเพอร์เซโฟนโดนเฮดีสฉุดลงไปเป็นราชินีในยมโลก เป็นครั้งเดียวและครั้งสําคัญมากที่ทําเอาผู้คนเดือดร้อนกันไปทั้งโลกจริงๆเลย

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet