เทพและเทพีทั้งห้าองค์ที่คงความหมายสําคัญแก่โลก ตอนที่ 1

เทพและเทพีทั้งห้าองค์ที่คงความหมายสําคัญแก่โลก ตอนที่ 1

โลก มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 12,756 กิโลเมตร โคจรรอบดวงอาทิตย์โดยใช้เวลา 365.24 วัน หมุนรอบตัวเองใช้เวลา 1 วัน และอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ราว 149.6 ล้านกิโลเมตร มวลของโลกคือหินและโลหะ บรรยากาศประกอบด้วยไนโตรเจนและออกซิเจนเป็นส่วนใหญ่

โลกเป็นดาวเคราะห์ต้นแบบของดาวเคราะห์แข็ง เป็นดาวที่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นลําดับ 3 ทําให้เกิดความเหมาะสมโดยบังเอิญหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการรับพลังงานแสงอาทิตย์พอเหมาะ ตลอดจนชั้นบรรยากาศไม่หนาเกินไป ทําให้เกิดวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ยิ่งกว่านั้นผิวของโลกมีการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาหลากหลายรูปแบบที่สุดในบรรดาดาวเคราะห์ทุกดวงในระบบสุริยะ ทําให้ผิวโลกส่วนใหญ่ใหม่มาก (แต่ผิวโลกและบรรยากาศของโลกก็บางมากเช่นกันเมื่อเทียบกับขนาด)

ภายในแกนของโลกประกอบด้วยหินและสารประกอบต่างๆที่ยังอยู่ในรูปของเหลว เพราะยังคงมีความร้อนสูงมาก การไหลวนของหินเหลวและโลหะในชั้นแก่นโลกทําให้เกิดสนามแม่เหล็ก (ซึ่งสามารถปกป้องโลกจากลมสุริยะได้) การที่แกนชั้นในของดาวเย็นตัวลงจนไม่สามารถไหลเวียนได้สะดวกเช่นดาวอังคาร ทําให้สนามแม่เหล็กอ่อนมาก ส่วนการที่แกนชั้นในเย็นสนิทจนหินที่เคยอยู่ในสภาพของเหลวในอดีตเย็นสนิทเช่นเดียวกับดวงจันทร์ ก็ทําให้ไม่มีสนามแม่เหล็กเหลืออยู่เลย

เล่ามาถึงบรรดาเทพและเทพีต่างๆที่ตอนหลังกลายเป็นตัวแทนของดาวเคราะห์สําคัญๆในระบบสุริยะไปหมดแล้ว แต่แม้ว่ามนุษย์จะได้เอาชื่อต่างๆของบรรดาเทพทั้งหลายไปใช้ ถึงยังงั้นก็ยังมีเทพสําคัญระดับแนวหน้าอีกสี่ห้าองค์ที่ไม่ได้เป็นชื่อของดาวในท้องฟ้า แต่คงความหมายสําคัญแก่โลกเป็นอันมากจนสามารถเอามารวมไว้ในเรื่องของโลกไปเลย  เทพและเทพีทั้งห้าที่คงความหมายแก่โลกคือเทพและเทพีดังต่อไปนี้

1. เทพีเวสต้า (Vesta)

เทพีเวสต้า (Vesta)

ชื่อกรีก : เทพีเฮสเตีย (Hestia)
ชื่อโรมัน : เทพีเวสต้า (Vesta)

เฮสเตีย เป็นเทพีสําคัญที่คนปัจจุบันไม่ค่อยมีใครรู้จัก เนื่องจากนางเป็นเทพพรหมจรรย์ และเป็นเทพที่มีความเป็นอยู่ค่อนข้างเงียบสงบ ชอบชีวิตเรียบง่าย ไม่มีชีวิตโลดโผนเหมือนคนอื่นๆก็เลยไม่ค่อยดังเท่าไหร่

เฮสเตียเป็นธิดาของโครนัสกับรีอา เป็นพี่นางองค์โตที่สุดของวงศ์ไทแทนส์ นางมีหน้าที่เป็นเทพแห่งเตาไฟ แต่เป็นไฟในครัวเรือน ไม่เหมือนไฟของเฮพเฟสตัส เจ้าแห่งเตาไฟในการหลอมโลหะ เพราะฉะนั้นคนกรีกก็เลยนับถือนางมากด้วย เฮสเตียเป็นเทพที่ดีมาก ดูแลสารทุกข์สุขดิบในครัวเรือนของมนุษย์ แต่ก็รักษาพรหมจรรย์ได้เหนียวแน่นไม่เคยมีราคีกับใคร อีกทั้งไม่มีความริษยาวิ่งไล่สาปคนโน้น แช่งคนนี้ให้วุ่นเหมือนเทพเทพองค์อื่นๆ เธอจึงดูจะเป็นแบบอย่างให้ใครเคารพนับถือได้อย่างสนิทใจจนนับเป็นปูชนียบุคคลได้เลย คงจะด้วยความที่ไม่ค่อยมีเรื่องมีราวนี่เอง เรื่องราวของเฮสเทียก็เลยมีเพียงเท่านี้

2. เทพีมิเนอร์วา (Minerva)

เทพีมิเนอร์วา (Minerva)

 

ชื่อกรีก : เทพีอธีน่า (Athena)
ชื่อโรมัน : เทพีมิเนอร์วา (Minerva)

นับเป็นเทพสําคัญหนึ่งในสิบสององค์ของวงศ์โอลิมเปียน นางเป็นธิดาของซูสที่มีกําเนิดแปลกที่สุดในบรรดาลูกของเทพบดี นั่นก็คือเกิดจากเศียรของบิดาโดยตรงเลย แต่ความแปลกอันนี้หลายตํานานก็ว่ามันมีประวัติ

เริ่มตั้งแต่เมื่อครั้งที่ซูสถูกนําไปเลี้ยงไว้ยังถ้ำที่ครีต ครั้นเติบโตเป็นหนุ่ม คนที่มีหน้าที่ดูแลอภิบาลก็เปลี่ยนจากนางแพะอมัลเชียเป็นเทพีมีทิส เทพีไทแทนที่ทรงความรู้ นางถ่ายทอดความรู้ที่นางมีให้ซูส ถ่ายทอดไปถ่ายทอดมา สุดท้ายก็เลยกลายเป็นสนมคนแรกของซูสไป ไม่นานหลังจากนั้นนางมีทิสก็ตั้งครรภ์ จนถึงตอนนี้ซูสถึงได้รู้เรื่องคําทํานายว่าลูกของสนมองค์นี้จะยิ่งใหญ่กว่าพ่อ ด้วยความกลัวประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ซูสก็เลยกลืนมีทิสซะทั้งๆที่ตั้งครรภ์แก่แล้วนั่นล่ะ ซูสอาจจะเศร้าโศกที่ต้องทําในสิ่งที่ไม่อยากทํา แต่เพื่อความปลอดภัยของตัวเองและวงศ์วานว่านเครือ พระองค์ก็จําใจ และแล้วเมื่อกาลเวลาผ่านไป ซูสก็ลืมเลือนเรื่องนี้ไปสิ้น

กระทั่งเมื่อสงครามผ่านไปและสวรรค์เข้าที่เข้าทาง จู่ๆวันหนึ่งซูสก็เกิดปวดเศียรขึ้นมาอย่างรุนแรง ปวดขนาดที่ไม่อาจหาอะไรมาระงับ เมื่อเหลียวหาทางแก้ไม่เจอ ซูสก็เลยเรียกเฮพเฟสตัส เทพช่างคนเดียวของวงศ์ช่วยเอาขวานมาจามผ่าศีรษะออกดูสาเหตุ เฮพเฟสตัสก็ทําตามสั่ง แต่ว่าเมื่อคมขวานแบะศีรษะเทพซูสออกเป็นรอยอ้า ยังไม่ทันที่เฮพเฟสตัสจะชะโงกไปดูก็มีเสียงโห่ร้องก้องออกมาก่อน แล้วเทวีองค์หนึ่งก็โผล่ออกมาจากเศียรของซูส นางเป็นหญิงสาวโตเต็มที่ แต่งชุดเกราะนักรบ สวมหมวกเหล็กและถืออาวุธครบครัน (เรื่องนี้ในบางตํานานไม่กล่าวถึงนางมีทิสเลย ให้อธีน่าเป็นลูกของซูสคนเดียวล้วนๆ)

หลังจากประสูติ อธีน่าเริ่มแสดงให้เห็นภูมิปัญญาอันเฉลียวฉลาดเกินใครจนได้ตําแหน่งเทพีแห่งปัญญาไปโดยไม่มีใครค้าน เทพเทวีเป็นจํานวนมากเริ่มชื่นชมพระองค์โดยเฉพาะอย่างยิ่งมหาเทพผู้เป็นบิดา ยิ่งนางมีความสามารถ ความฉลาดมากเท่าใด พระองค์ก็ยิ่งชื่นชมมากเป็นสองเท่า 

ในหน้าที่การงานของเทพีอธีน่ามีงานไม่น้อยกว่าเทพองค์อื่นๆ หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ ด้วยความที่นางเป็นเทพีอุปถัมภ์เมืองหลายเมืองนั่นเอง ทําให้นางก็ต้องดูแลเมืองต่างๆเหล่านั้น เช่นว่าเมืองเอเธนส์เป็นต้น ชื่อก็บอกชัดๆเลยว่ามาจากอธีน่า หรืออย่างเมืองแอตติกาที่อุตส่าห์ไปแข่งขันชิงมาได้จากเทพโพไซดอนผู้เป็นลุง

นอกจากนี้เธอยังเป็นเทพแห่งศิลปะการสร้างสันติภาพ ทั้งๆที่เป็นเทพีแห่งสงครามด้วยนั่นแหละ ที่น่าแปลกใจต่อไปคือนางเป็นเทพีอุปถัมภ์ สถาปนิก และประติมากร แถมด้วยเป็นเทพแห่งการประชุม เป็นที่ปรึกษาของบรรดาทวยเทพแห่งโอลิมปัสในเรื่องต่างๆ สงสัยที่มีหน้าที่การงานมากก็คงเพราะนางมีปัญญามากกว่าใครนั่นเอง และสงสัยจะเป็นเพราะเหตุนี้เองหรือเปล่าที่ทําให้เฮราเกลียดขี้หน้าเพราะความเก่งกาจเกินหน้าเกินตาเหลือเกินนี่แหละ

แต่ไม่ว่าจะมีหน้าที่การงานมากมายขนาดไหน สิ่งที่อธีน่ารักที่สุดก็ยังคงเป็นการสงครามอยู่ดี อันนี้ต่างจากมาร์ส เพราะรายนั้นเป็นเทพแห่งการรบและเป็นการรบแบบบ้าดีเดือดไม่ค่อยคิดหน้าคิดหลัง ต่างจากอธีน่าซึ่งรบทีไรก็ชนะที่นั้น นางเคยสังหารยักษ์พัลลัสจนกระทั่งได้นามพัลลัสมาประดับนามของตัวเอง ทําให้ในบางครั้ง เราจะได้ยินเขาเรียกเทพองค์นี้อีกนามหนึ่งว่า “พัลลัสอธีน่า” เคยสังหารยักษ์เอ็นเซลาดัส แล้วฝังมันไว้ใต้เกาะซิซิลี ซึ่งในบางสถานการณ์อธีน่าอาจไม่ได้ลงมือเอง แต่ก็ได้ช่วยบรรดานักรบต่างๆที่ออกผจญภัย ไม่ว่าจะเป็นเฮอร์คิวลิสในการทํางาน 12 ประการ หรือเพอร์ซิอัสในการสังหารเมดูซา เหตุนี้นางจึงกลายเป็นผู้อุปถัมภ์นักรบไปโดยปริยาย

ด้วยใจรักการรบพุ่งเป็นชีวิตจิตใจนี่เอง อธีน่าก็เลยเป็นเทพพรหมจรรย์เช่นเดียวกับเฮสเตียและอาร์เทมิส แม้ว่าจะมีครั้งหนึ่งที่เทพเฮพเฟสตัสซึ่งแอบหลงรักจะเข้าปล้ำเอาดื้อๆ แต่นางก็เอาตัวรอดมาจนได้ แต่บางตํานานก็เล่าว่า ถึงคราวนั้นเธอจะรอด แต่มีคนรับเคราะห์ไปแทนครับ เรื่องก็คือ เมื่อเฮพเฟสตัสซึ่งหลงรักอธีน่ามานานได้ใช้กําลังปลุกปล้ำ ขณะที่กําลังนัวเนียจะเสียที่ไม่เสียที่รอมร่อ เทพเฮพเฟสตัส เกิดล่มปากอ่าวซะก่อน เชื้อความรักพุ่งปรี๊ดออกจากร่างปะทะตัวอธีน่า

เทพีสาวตกใจ รังเกียจเอาเศษผ้าเช็ดเนื้อตัวของตัวเองแล้วขว้างลงมายังพื้นโลก เชื้อนั้นไม่ได้หายตายไปเปล่า แต่กลายเป็นว่าเจ้าแม่ไกอาผู้เป็นทวดและเป็นเจ้าแม่ธรณีต้องตั้งท้องแทน คลอดออกมาเป็นเด็กชายชื่อว่า เอริคโธนิอัส (Erichthonius) แม้จะเป็นลูกที่ไม่ได้ตั้งใจ และไม่ได้ออกจากครรภ์ของนางเลยก็ตาม แต่เด็กก็ได้ชื่อว่าเป็นลูกของอธีน่ากับวัลแคน มีรูปร่างไม่สมประกอบ แต่เป็นความไม่สมประกอบที่แตกต่างจากบิดา คือ แทนที่จะพิการ เขากลับเป็นครึ่งคนครึ่งงู กระนั้นเอริคโธนิอัสต่อมากลายเป็นผู้ก่อตั้งราชวงศ์แห่งแอตติกา ซึ่งธีซิอัส (Theseus) ก็เป็นหนึ่งในสายราชวงศ์นั้นนั่นเอง

อราคนี (Arachne)

อราคนี (Arachne) เดิมเป็นชื่อของสาวชาวลีเดียนผู้หนึ่งซึ่งได้ชื่อว่าเป็นหญิงสาวที่มีความสามารถในการปั่นขนแกะให้เป็นเส้นด้ายด้วยความเร็วมาก และยังมีความสามารถสูงในการทอเส้นใยนี้ให้กลายเป็นพรมที่งดงามอีกด้วย ความสามารถอันนี้เองที่ทําให้อราคนีรู้ว่าตัวเองมีความสามารถเกินกว่าหญิงคนใดๆในโลกหล้า เธอจึงมีความภูมิใจอย่างมากทีเดียว และถ้าหากเธอเพียงแต่จะรู้จักพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ อราคนีคงไม่ต้องประสบชะตากรรมที่น่าสงสารภายหลัง

เพราะความที่เธอภูมิใจในความสามารถนี่เอง ต่อมามันเบ่งบานกลายเป็นความลําพองเข้าขั้นผยองถึงขนาดโอ่ว่าเธอเก่งกว่าอธีน่า และบังอาจท้าทายเทวีผู้ซึ่งมีหน้าที่ทอผ้าให้เทพทั้งหลายให้มาแข่งขันทอผ้ากัน เทวีอธีน่าถึงกับอมยิ้มด้วยความไม่เจียมตัวของสาวชาวมนุษย์นางนี้ที่เดียว ก็อธีน่านั้นเธอเป็นเทพก็ต้องมีความสามารถเกินมนุษย์อยู่แล้ว เธอจึงเปิดโอกาสให้อราคนีคิดเสียใหม่ แต่ทางมนุษย์ปฏิเสธการถอนตัวโดยเด็ดขาด

เทวีอธีน่าเมื่อเห็นความผยองของอราคนีเข้าก็รับคําท้า และเมื่อทั้งสองเข้าประจําที่ที่หูกทอผ้าของตนเริ่มการแข่งขัน นิ้วมือของทั้งสองนางเคลื่อนไหวไปเร็วราวกับสายฟ้า ขณะที่ปั่นด้ายและถักทอพรม ไม่น่าเชื่อว่าอราคนีกลับทําเสร็จก่อนเทวี และคลี่พรมผืนนั้นออกให้อธีน่าตรวจตราราวกับจะเยาะเย้ย

อธีน่าแทบลมจับ เธอถลึงตามองพรมที่แสนงามผืนนั้น ความเสียใจที่พ่ายแพ้กลายเป็นความโกรธเกรี้ยว และความโกรธก็ยิ่งทวีมากขึ้นอีกเมื่อเธอไม่สามารถหาจุดบกพร่องได้แม้แต่จุดเดียว ที่สําคัญเธอไม่เห็นปมด้ายที่อราคนีซ่อนไว้เลย ขณะที่ความโกรธกําลังพลุ่งพล่านเดือดดาลอยู่นั้น พลันเธอก็ระลึกขึ้นมาได้ว่ากําลังถูกมนุษย์ธรรมดาลบหลู่ศักดิ์ศรี ความโกรธแปรเป็นความอับอาย แล้วเลยกลายเป็นความพาล เธอจึงร่ายเวทเปลี่ยนให้อราคนีกลายเป็นแมงมุม สาปให้ต้องปั่นด้ายจากร่างกายตัวเองไปชั่วนิรันดร์

จากวันนั้นเป็นต้นมา แมงมุมจึงยังคงชักใยบางๆออกมาจากร่างเพื่อเป็นสิ่งเตือนใจมนุษยชาติให้ระวังอารมณ์ขึ้นๆลงๆของเทพให้ดี และอราคนีก็กลายเป็นต้นตระกูลแมงมุมสืบมา (ดังนั้น คำต่างๆที่เกี่ยวข้องกับแมงมุมถึงใช้คําคล้ายๆกันนี้ เช่น Arachnid หรือ Arachnophobia ก็มาจากคุณชื่อของอราคนี นางแมงมุมตัวแรกนี่เอง)

3. เทพเฮพเฟสตัส (Hephaestus)

เเทพเฮพเฟสตัส (Hephaestus)

ชื่อกรีก : เทพเฮพเฟสตัส (Hephaestus)
ชื่อโรมัน : เทพวัลแคน (Vulcan)

องค์นี้เป็นเทพแห่งเตาเผาเหล็ก หรือจะว่าเทพองค์นี้เป็นเทพช่างก็ถูกอีก เทพเฮพเฟสตัสเป็นโอรสของซูสกับเฮรา แต่ประวัติความเป็นมาของพระองค์พูดไว้หลายอย่างและล้วนค่อนข้างน่าสงสาร ตํานานหนึ่งว่าเทพองค์นี้เมื่อแรกเกิดก็เป็นเด็กอ่อนแอขี้โรคจนพระมารดาไม่ชอบก็เลยขว้างลงมาจากสวรรค์ตกลงไปในทะเล เทวีทิธิส ผู้เป็นมารดาของอคิลลิส วีรบุรุษแห่งกรุงทรอยได้ช่วยไว้ แต่ก็ไม่สามารถเยียวยาความพิการที่เกิดขึ้นเพราะแรงกระแทกได้ เทพเฮพเฟสตัสก็เลยเป็นเทพขาเป๋ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

แต่ถึงจะพิการ เทวีทิธิสกับเทวียริโนมีก็รักและเลี้ยงดูมาจนเติบใหญ่ ทั้งสองเห็นแววว่าเทพองค์นี้มีความสามารถในการช่างมากก็เลยสร้างเตาถลุงเหล็กใหญ่ให้ เฮพเฟสตัสก็ตั้งหน้าตั้งตาง่วนอยู่กับงานหน้าเตา ไม่ว่าจะเป็นเสื้อเกราะและอาวุธ เขาก็ล้วนทําได้อย่างดีและสวยงาม

แล้ววันหนึ่งเฮพเฟสติสก็ยิ่งแสดงความสามารถให้ประจักษ์มากขึ้น เขาได้ทําเครื่องเพชรพลอยอย่างสวยงามหยดย้อยเสียจนเมื่อพระมารดาที่แท้จริงได้เห็นผลงานนี้เข้าก็ใจอ่อน และยิ่งเมื่อรู้ว่าเป็นผลงานของลูกที่พระองค์ขว้างทิ้งลงไปเองก็เลยหาทางแก้ตัวด้วยการรับตัวขึ้นมาอยู่ในสรวงสวรรค์ นี่ก็เป็นตํานานฝ่ายหนึ่ง

ส่วนอีกฝ่ายกล่าวว่า แรกที่เดียวเฮพเฟสตัสก็มีกําเนิดอย่างสมบูรณ์เช่นเดียวกับเทพองค์อื่น ๆ กระทั่งเมื่อเฮราก่อกบฏแล้วไม่สําเร็จนั่นล่ะ ตอนนั้นซูสโมโหนางมากก็เข้าไปจับนางจะลงโทษให้สาแก่ใจ แต่เทพเฮพเฟสตัสเข้าขวางกลัวพระบิดาจะทําร้ายพระมารดารุนแรงเกินไป เพียงแต่ว่าตอนนั้นซูสทรงมีน้ำโหมากจนเห็นช้างเท่าหมู เห็นว่ามีอะไรขวางอยู่ข้างหน้าก็จับเหวี่ยงไป สิ่งที่โดนเหวี่ยงก็นี่ละครับเทพเฮพเฟสตัสนี่เอง ท่านตกลงมายังพื้นโลก แรงกระแทกอย่างหนักหน่วงนี้ต่อให้เป็นเทพก็พิการได้ เฮพเฟสตัสก็เลยพิการตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ครั้นพอเทพบิดาคลายพิโรธลงแล้วนึกได้ว่าท่านได้เหวี่ยงลูกลงไปจากสวรรค์ก็เสียพระทัย รีบรับเฮพเฟสตัสกลับขึ้นมาใหม่ และต่อมาก็ประทานเทพีวีนัสผู้งดงามที่สุดให้เป็นการชดเชย ซึ่งไม่รู้ว่าได้ให้ความสุขหรือความทุกข์แก่ลูกกันแน่ในเมื่อเทพีวีนัสได้ชื่อว่าเป็นจอมเจ้าชู้แห่งสรวงสวรรค์และไม่เคยซื่อสัตย์กับสวามีที่ถูกต้องเลย ด้วยเหตุนี้ในบางตํานานซึ่งก็คงเห็นใจเทพเฮพเฟสตัสว่าเป็นเทพที่ดี ซื่อสัตย์ และขยันขันแข็ง ก็เลยทําให้ท่านมีมเหสีองค์อื่นอยู่ด้วย และนับเป็นมเหสีที่ดีมากด้วยนั่นคือ เทวีอาไกลยา (Aglaia) ซึ่งเป็นลูกสาวของซูสกับเทพียูรีโนมีที่เคยเลี้ยงเขามาในวัยเยาว์

ถึงแม้ว่าเฮพเฟสตัสจะเป็นเทพสําคัญองค์หนึ่งในสิบสองผู้ใหญ่แห่งโอลิมปัส แต่เอาเข้าจริงท่านก็ไม่ได้อยู่บนโอลิมปัสบ่อยนัก ที่ที่พระองค์อยู่เป็นประจําและชอบมาก ชาวโรมันว่าเป็นที่ใต้ภูเขาไฟเอ็ตนา ถือกันว่าไฟที่ร้อนแรงอยู่ใต้ภูเขาก็คือเตาถลุงเหล็กของเฮพเฟสตัส เมื่อเชื่อมโยงกับหน้าที่และสิ่งที่เทพองค์นี้ชอบก็นับว่าเหมาะสมกันดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งชื่อ “วัลแคน” ที่โรมันเรียกที่ภายหลังต่อมาคําว่า “วัลแคน” ก็กลายเป็นรากศัพท์ วัลแคโน (Vulcano) ที่แปลว่าภูเขาไฟนั่นเอง (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet