It’s tea & cake o’clock เรื่องเล่าของชาและความเป็นมาของขนมน้ำชา ตอนที่ 1

It's tea & cake o'clock เรื่องเล่าของชาและความเป็นมาของขนมน้ำชา ตอนที่ 1

สายสัมพันธ์ระหว่างชากับอังกฤษนั้นเหนียวแน่นยืนยงจนแทบนึกแยกกันไม่ออก ใน Asterix in Britain (1966) ชาวอังกฤษขอให้ชาวกอลช่วยพวกตนรบกับชาวโรมัน เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 1,500 กว่าปีก่อนอังกฤษจะรู้จักใบชาอย่างเป็นทางการ ก่อนหน้านั้นชาวอังกฤษติดนิสัยชอบดื่มน้ำร้อนผสมนม เมื่อพ่อหมอดรูอิดนาม เกราฟิกซ์ (Gerafix the Druid) เติมสมุนไพรพิเศษ (ชา) ลงในน้ำร้อน ก็ส่งผลให้ชาวอังกฤษมีจิตใจฮึกเหิมกระตือรือร้นเช่นเดียวกับที่ยาวิเศษของเขามีผลต่อชาวกอล

ความลับของชา

It's tea & cake o'clock เรื่องเล่าของชาและความเป็นมาของขนมน้ำชา ตอนที่ 1

ชาอาจกลายเป็นธรรมเนียมอังกฤษ ทว่าอันที่จริงแล้วชาเป็นเครื่องดื่มร้อนที่ดื่มกันแพร่หลายที่สุดในโลก ใบชาดั้งเดิมเก็บจากพุ่ม Camelia sinensis ในมณฑลยูนนาน ประเทศจีน เมื่อมนุษย์พบเป็นครั้งแรกว่าการกินใบชาหรือนําไปต้มกับน้ำอาจนํามาซึ่งความเพลิดเพลินได้

หนึ่งในตํานานเก่าแก่ซึ่งย้อนกลับไปถึงสมัยราชวงศ์ถังเมื่อเกือบ 5,000 ปีก่อน อ้างว่าผู้ให้กําเนิดชาคือพระโพธิธรรม ผู้ก่อตั้งพุทธศาสนานิกายเซน ตํานานนี้เล่าว่าท่านเผลอหลับระหว่างนั่งสมาธิตอนเช้า ท่านหลับต่อเนื่องไป 9 ปีเต็ม ในที่สุดเมื่อตื่นขึ้นมาท่านก็ตัดหนังตาแล้วโยน ทิ้งทันทีเพื่อลงโทษตนเองที่เฉื่อยชา เมื่อหนังตาตกพื้นก็หยั่งรากลงดินและเติบโตเป็นพุ่มชา

หากเรื่องนี้ทําให้คุณดื่มชาไม่ลงไปตลอดกาล ก็ขอบอกว่ายังมีตํานานอีกเรื่องหนึ่งที่น่ากลัวน้อยกว่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับจักรพรรดิเสินหนงแห่งจีน ขณะพระองค์ทรงดื่มน้ำต้มสุก จู่ๆใบจากต้นไม้ที่อยู่ใกล้ๆก็หล่นลงมาในถ้วย และเปลี่ยนสีน้ำเป็นสีอําพัน เมื่อพระองค์ทรงลองจิบก็พลัน ประหลาดพระทัยในรสชาติเลิศล้ำ แล้วชาก็ถือกําเนิดนับแต่นั้น

ชากลายเป็นของโก้เก๋ในอังกฤษเมื่อ แคทเธอรีนแห่งบรากันซา (Catherine of Braganza, 1638-1705) เสด็จมาถึง เจ้าหญิงโปรตุเกสผู้นี้อภิเษกสมรสกับพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 ในปี 1662 เมื่อพระนางย้ายเข้ามาในราชสํานักอังกฤษก็ทรงนําเครื่องดื่มสุดโปรดติดตัวมาด้วย ไม่นานชา ก็ได้รับความนิยมในหมู่ชนชั้นสูงและผู้มั่งมีชาวอังกฤษ ช่วงเดียวกันนั้นโฆษณาชาปรากฏตัวเป็นครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ของลอนดอนและเริ่มมีการนําเข้าชาทางเรือ

การดื่มชายิ่งได้รับความนิยมมากขึ้นเมื่อพระนางเจ้าแอนน์ (Queen Anne, 1665-1714) ทรงเลือกชาเป็นเครื่องดื่มมื้อเช้าแทนเอล เมื่อถึงปี 1750 ชาก็กลายเป็นเครื่องดื่มหลักของทุกชนชั้นในอังกฤษแม้ว่าจะมีราคาแพงมาก ชาราคาถูกที่สุดปริมาณ 1 ปอนด์มีราคาประมาณ 1 ใน 3 ของค่าแรงรายสัปดาห์ของแรงงานฝีมือเลยทีเดียว

ชาวอังกฤษทําให้ชามีลักษณะเฉพาะตัวแบบอังกฤษผ่านวิธีการ 2 วิธีด้วยกัน วิธีแรกเกิดจากความชอบที่ไม่ธรรมดาของพวกเขาในการเติมนมใส่ชา ในศตวรรษที่ 17-18 ถ้วยกระเบื้องที่ใช้เสิร์ฟชาบอบบางมาก จึงมักเกิดการร้าวเมื่อเทชาเดือดๆใส่ถ้วยโดยตรง ดังนั้นจึงมีการเติมนมเพื่อลดอุณหภูมิชาและช่วยให้ถ้วยไม่ร้าว แม้จะเริ่มต้นจากความจําเป็นแต่ไม่นานธรรมเนียมดังกล่าวก็กลายเป็นที่โปรดปรานไปทั่ว และเป็นเหตุผลที่ทําไมกระทั่งทุกวันนี้หลายคนถึงเติมนมใส่ถ้วยก่อนเทชา

วิธีที่ 2 เกิดจากการคิดค้นชายามบ่าย ตํานานเล่าว่าในทศวรรษ 1840 แอนนา ดัชเชสแห่งเบดฟอร์ดคนที่ 7 (Anna, 7th Duchess of Bedford) หนึ่งในนางสนองพระโอษฐ์ของพระนางเจ้าวิกตอเรียริเริ่มมื้ออาหารยามบ่ายแก่ๆเพื่อบําบัดความรู้สึกหดหู่ในช่วงว่างระหว่างอาหารกลางวันกับอาหารค่ำที่ยาวนานในยุคสมัยที่ผู้ชายมักอยู่นอกบ้าน ไม่ว่าจะไปดื่มตามสโมสรที่ตนสังกัด ไปล่าสัตว์ หรือ (ในกรณีที่เป็นชนชั้นกลางหรืออยู่ล่างกว่านั้น) ทํางานจริงจัง

การดื่มชาในช่วงเวลาดังกล่าวกลายเป็นพิธีกรรมสําหรับเพศหญิง โดยพวกเธอมักฉลองด้วยชุดน้ำชากระเบื้องแบบพิเศษพร้อมทั้งเค้กกับแซนด์วิชที่จัดเตรียมอย่างพิถีพิถัน อีกทั้งยังกลายเป็นโอกาสอันดียิ่งให้ได้ซุบซิบนินทาแบบไม่มีใครมาขัดคอ พอถึงปี 1880 มื้อน้ำชาก็กลายเป็นวาระสําคัญ ผู้คนจะแต่งตัวสวยงามเพื่องานนี้ และการเต้นรําในงานเลี้ยงน้ำชายามบ่ายซึ่งบ่อยครั้งมาพร้อมวงออร์เคสตราแสดงสดก็ได้รับความนิยมอย่างยิ่ง

ชามีความสําคัญมากจนกลายเป็นชนวนสงครามระหว่างอเมริกากับอังกฤษ ชาวอาณานิคมอเมริกันผู้คับแค้นเทชาหลายตันลงทะเลที่บอสตันหลังรัฐบาลอังกฤษตัดสินใจเก็บภาษีชาในระดับที่แพงมาก พวกเขาคัดค้านการต้องจ่ายภาษีให้ผู้ปกครองจากดินแดนห่างไกลแทนที่จะจ่ายให้ตัวแทนจากการเลือกตั้งของพวกเขาเอง อันที่จริงพวกเขาโกรธแค้นกับเรื่องนี้มากพอจะก่อสงคราม เหตุการณ์ที่รู้จักกันในชื่องานเลี้ยงน้ำชาที่บอสตันได้นําไปสู่สงครามปฏิวัติอเมริกา หลังจากนั้นอเมริกาก็ได้รับเอกราชและกลายเป็นผู้นําทางเศรษฐกิจของโลก และนั่นคือเหตุผลแท้จริงของงานเลี้ยงน้ำชาที่บอสตัน

เอิร์ลเกรย์เป็นใคร?

It's tea & cake o'clock เรื่องเล่าของชาและความเป็นมาของขนมน้ำชา ตอนที่ 1

ชาแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ ชาเขียวกับชาขาวซึ่งต่างก็ไม่ได้ผ่านการบ่ม ชาอู่หลงซึ่งผ่านการบ่มเล็กน้อย และชาดําซึ่งผ่านการบ่มเต็มที่ จากประเภทหลักข้างต้นยังมีประเภทย่อยอีกนับพันที่ผลิตกันทั่วโลก ชาดําชนิดที่ได้รับความนิยมสูงสุดนอกจากมีรสชาติไม่ธรรมดาแล้วยังมีชื่อ ค่อนข้างพิลึกว่า เอิร์ล เกรย์ (Earl Grey)

ชาร์ลส์ เกรย์ เอิร์ลเกรย์ คนที่ 2 (Charles Grey, 2nd Earl Grey, 1764-1845) เป็นนายกรัฐมนตรีของอังกฤษในปี 1830-1834 ซึ่งเป็นช่วงเวลาสําคัญของการเมืองอังกฤษ แม้นโยบายของเขาถูกดยุคแห่งเวลลิงตัน (Duke of Wellington) นายกรัฐมนตรีคนก่อนคัดค้านอย่างรุนแรง เรื่องแรกที่เอิร์ลเกรย์ประกาศหลังขึ้นดํารงตําแหน่งแทนชายผู้ได้ฉายาว่า “ดยุคเหล็ก” คือคําสัญญาว่าจะปฏิรูปรัฐสภาครั้งใหญ่ รวมถึงยอมให้ประชาชนจํานวน 1 ใน 6 (จากประชากร 14 ล้านคน) ได้ออกเสียงเลือกตั้งจริงๆ ซึ่งอัตราก่อนหน้านั้นอยู่ที่ประมาณ 1 ใน 20 เท่านั้น

ในช่วงสั้นๆที่ดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรี เกรย์ยังได้ชื่อว่าเป็นผู้เลิกทาสทั่วจักรวรรดิอังกฤษด้วย แต่สิ่งที่ทําให้ชื่อของเขายืนยงเป็นอมตะคือการยกเลิกสิทธิผูกขาดการค้ากับจีนของบริษัทอินเดียตะวันออก (East India Company) ในปี 1834 นําไปสู่การเปิดเส้นทางการค้าชาและยุคสมัยของเรือเร็วขนชา เรือประเภทนี้จะขนสินค้าเพียงชนิดเดียว สื่อให้เห็นว่าสินค้าดังกล่าวได้รับความนิยมสูงมาก ธุรกิจส่งออกชาในจีนทํากําไรมหาศาลขึ้นมาทันที และทูตจีนผู้ชาบซึ้งใจก็มอบของขวัญให้นายกรัฐมนตรีอังกฤษเป็นชาสูตรใหม่ที่ผสมน้ำมันพิเศษสกัดจากเปลือก มะกรูดฝรั่ง

การที่ชาเอิร์ลเกรย์มีสีออกเทา (เกรย์) มากกว่าชาธรรมดาก็ดูจะเป็นการยกย่องท่านเอิร์ลผู้นี้ยิ่งขึ้นไปอีก ลองเอามันไปเทียบกับชาคนงานก่อสร้าง (builder’s tea) ชาชงแก่ๆมักใส่นมและเสิร์ฟในถ้วยใบใหญ่ที่คนงานก่อสร้างในอังกฤษนิยมดื่มในช่วงพัก 

ขนมเค้กกับพระเจ้าอัลเฟรดมหาราช

King Alfred's cake

หายนะในห้องครัวนี่เองคือจุดเปลี่ยนชีวิตของพระเจ้าอัลเฟรด จนทําให้พระองค์เป็นกษัตริย์องค์เดียวในประวัติศาสตร์อังกฤษที่ได้รับสมญานามว่า “มหาราช”

เมื่อพระองค์ขึ้นครองราชย์ใน ค.ศ. 871 ดูเหมือนรัชสมัยของพระองค์น่าจะสั้นและไปไม่รอด เพราะชาวเดนส์ที่ยกทัพมารุกรานเข้าปกครองอาณาจักรเมอร์เซีย แองเกลียตะวันออก และนอร์ธัมเบรียเรียบร้อยแล้ว ผู้เดียวที่ขัดขวางไม่ให้พวกไวกิ้งครอบครองอังกฤษได้ทั้งหมดก็คือ กษัตริย์แห่งเวสเซกส์ที่อยู่ทางตะวันตกของประเทศ ผู้มีพระชนมายุ 21 พรรษาและขี้โรค ตลอดสองสามปีถัดจากนั้น พระเจ้าอัลเฟรดทรงพยายามตอบโต้ด้วยการโจมตีและการติดสินบนผสมผสานกันไป แต่ไม่มีอะไรได้ผลนานนัก อีกทั้งสัญญาสงบศึกชั่วคราวกับพวกไวกิ้งก็ถูกละเมิดอย่างรวดเร็วทุกครั้ง

หลังถูกโจมตีอย่างไม่คาดฝันตอนกลางคืนที่ค่ายของพระองค์ในชิปเพนแฮม พระเจ้าอัลเฟรดจําต้องหนีเข้าไปยังดินแดนเล็กๆในที่ลุ่มชื้นแฉะแห่งซัมเมอร์เซตซึ่งรู้จักกันในชื่อเกาะอะเธลนีย์ ช่วงฤดูหนาว ค.ศ. 877 พื้นที่บริเวณนี้ถูกน้ำท่วมทั้งหมด มีแต่คนพื้นเมืองเท่านั้นที่รู้จัก เส้นทาง พระเจ้าอัลเฟรดทรงหลบภัยอยู่ที่นี่พร้อมๆกับรวบรวมไพร่พล จัดกระบวนทัพใหม่ และเติมเสบียงให้กองทัพพร้อมโต้กลับพวกเดนส์

ก่อนหน้านั้นสถานการณ์ไม่สู้ดี ตอนแรกที่หนีเข้ามาที่นี่พระองค์จําต้องปลอมตัวเดินทางและพักในที่ซอมซ่อปะปนกับชาวบ้านเพื่อซ่อนตัวจากเหล่าผู้บุกรุกชาวไวกิ้ง ตอนนั้นเองที่เกิดเหตุการณ์อันโด่งดังซึ่งจะอยู่ติดตัวพระองค์ไปตลอดกาล เรื่องมีอยู่ว่าในช่วงแรกที่หนีมา พระองค์ทรงซ่อนตัวอยู่กับหญิงชาวบ้านนางหนึ่ง และเธอก็ฝากให้พระองค์เฝ้าเค้ก (อาจเป็นสโคนยุคแรก) ซึ่งเธอตั้งไว้เหนือกองไฟ แต่พระเจ้าอัลเฟรดทรงหมกมุ่นกับปัญหาของพระองค์เองจนลืมดูแล้วเค้กก็ไหม้หมด

หญิงชาวบ้านไม่รู้ว่าพระองค์เป็นใครจึงเอ็ดแขกผู้ใจลอยและไม่สนใจงานตรงหน้า คําพูดนี้กระตุกใจกษัตริย์หนุ่มให้ตื่นจากภวังค์เป็นแรงบันดาลใจให้พระองค์ทรงเตรียมพร้อมและวางแผนโจมตีพวกไวกิ้งอย่างระมัดระวังมากขึ้น เมื่อฤดูหนาวเปลี่ยนเป็นฤดูใบไม้ผลิ พระองค์ก็พร้อมโจมตีแม่ทัพชาวเดนส์นามกุธรัม โดยใช้กลยุทธ์แบบโรมันที่ต่อสู้หลังแนวกําแพงโล่ ในวันที่ 6 พฤษภาคม ค.ศ. 878 พระองค์ทรงสามารถตีศัตรูที่ก่อนหน้านี้เคยสู้ไม่ได้จนแตกพ่าย กุธรัมและทหารที่เหลือหนีไปยังปราการที่ชิปเพนแฮมซึ่งพระเจ้าอัลเฟรดก็ยกทัพตามไปปิดล้อมไว้ หลังจากผ่านไป 14 วัน พวกไวกิ้งก็ยอมแพ้

พระเจ้าอัลเฟรดเป็นผู้ปกครองที่ชาญฉลาดและเก่งกาจ พระองค์สนับสนุนการศึกษาปรับเปลี่ยนระบบกฎหมายของอาณาจักรและปรับปรุงโครงสร้างทางทหาร ทั้งยังทรงเป็นผู้มีความรู้และยึดมั่นในหลักศาสนา ภายหลังศาสนจักรคาทอลิกรับยกย่องให้พระองค์เป็นนักบุญ มีการสร้างรูปปั้นและงานศิลปะกระจกสีเพื่อเป็นอนุสรณ์แด่พระองค์ทั่วอังกฤษ

ทว่าอนุสรณ์ที่ไม่เหมือนใครของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่พระองค์นี้และเป็นที่ระลึกถึงจุดเปลี่ยนอันโด่งดังในช่วงที่พระองค์เพิ่งครองราชย์คืออนุสรณ์ที่พบเจอได้ในธรรมชาติ ทั้งในทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือมีเห็ดที่กินไม่ได้ชื่อ Daldinia Concentrica ซึ่งขึ้นตามขอนไม้ผุพัง ในอดีตเคยใช้เป็นเชื้อจุดไฟ ด้วยความที่มีสีดําและลักษณะเป็นก้อนๆ จึงได้ชื่อสามัญว่าเค้กของพระเจ้าอัลเฟรด (King Alfred’s cake) ทั้งนี้เพราะรูปร่างแปลกประหลาดของพวกมันดูคล้ายกองสโคนไหม้นั่นเอง (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet