It’s tea & cake o’clock เรื่องเล่าของชาและความเป็นมาของขนมน้ำชา ตอนที่ 3

ฮอตครอสส์บัน (Hot Cross Bun) ขนมปังประจำเทศกาลอีสเตอร์

It's tea & cake o'clock เรื่องเล่าของชาและความเป็นมาของขนมน้ำชา ตอนที่ 3

สําหรับหลายๆคน ฮอตครอสส์บัน (hot cross bun) เป็นตัวแทนของเทศกาลอีสเตอร์ โดยเฉพาะวันศุกร์ก่อนวันอีสเตอร์และการตรึงกางเขนพระเยซูซึ่งว่ากันว่าเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดขนมชนิดนี้ เอลิซาเบธ เดวิด กล่าวไว้ใน English Bread and Yeast Cookery (1977) ว่าบันรสหวานใส่เครื่องเทศได้รับความนิยมมาตั้งแต่สมัยทิวดอร์ แต่ได้รับอนุญาตให้ทําเฉพาะโอกาสพิเศษในปี 1592 ซึ่งเป็นรัชสมัยของพระนางเจ้าเอลิซาเบธที่ 1 เจ้าหน้าที่ควบคุมตลาดในลอนดอน (London Clerk of the Markets) ประกาศข้อบังคับดังนี้

นับจากนี้ห้ามคนอบขนม ฯลฯ ไม่ว่าเวลาใดหรือเมื่อใด ห้ามเอ่ยถึงหรือขายปลีกเค้ก บัน บิสกิต ตลอดจนขนมปังอื่นใดที่ใส่เครื่องเทศ (ไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย ไม่ว่าจะทําขนมขนาดเท่าใดก็ตาม) ทั้งภายในและภายนอกบ้านให้พสกนิกรขององค์ราชินี ยกเว้นในพิธีฝังศพในวันศุกร์ก่อนวันอีสเตอร์หรือในวันคริสต์มาส มิฉะนั้นจะถูกริบขนมปังใส่เครื่องเทศทั้งหมดไปให้คนจน

ไม่มีใครรู้สาเหตุแท้จริงของคําสั่งนี้ แต่ดูเหมือนจะเป็นจุดเริ่มต้นธรรมเนียมอบขนมปังเครื่องเทศในวันศุกร์ก่อนวันอีสเตอร์ แม้จะไม่มีบันทึกการใช้คําว่า “ฮอตครอสส์บัน” อย่างเป็นลายลักษณ์อักษรจนกระทั่ง ปี 1733 ก็ตาม และกว่าธรรมเนียมดังกล่าวจะปักหลักมั่นคงก็ล่วงเลยไปถึง ปลายศตวรรษแล้ว ดังเช่นในปี 1791 เจมส์ บอสเวลล์ (James Boswell) เขียนไว้ใน Life of Samuel Johnson ว่าในปี 1773 “วันนั้นเป็นวันศุกร์ก่อนวันอีสเตอร์ ข้าพเจ้ากินอาหารเช้าและฮอตครอสส์บันกับเขา”

อันที่จริงธรรมเนียมการกินอาหารพิเศษในวันอีสเตอร์มีมานานกว่านั้นมาก ตั้งแต่สมัยแองโกล-แซกซัน (Anglo-Saxon) คนแองโกลแซกชันบูชาเทพีแห่งรุ่งอรุณนามว่าอีสเตรอ (Eostre) ชื่อนี้เป็นที่มาของคําว่า “อีสต์” (east) และ “อีสเตอร์” (Easter) เชื่อกันว่าชาวแซกซันถวาย เค้กชิ้นเล็กแด่องค์เทพในงานฉลองวันวสันตวิษุวัต (spring equinox) ธรรมเนียมนี้มีมาตั้งแต่สมัยกรีกและโรมันโบราณ ซึ่งมีเทศกาลฉลองฤดูใบไม้ผลิตามธรรมเนียมปฏิบัติและมีการถวายขนมปังแด่เทพเจ้า

It's tea & cake o'clock เรื่องเล่าของชาและความเป็นมาของขนมน้ำชา ตอนที่ 3

ทุกวันนี้มีฮอตครอสส์บันขายตลอดปีอันเนื่องมาจากการเติบโตแบบหยุดไม่อยู่ของซูเปอร์มาร์เก็ต อย่างไรก็ตามยังมีสถานที่แห่งหนึ่งในอังกฤษที่บันใส่เครื่องเทศยังคงเกี่ยวข้องกับวันพิเศษแห่งการเฉลิมฉลอง เพียงแต่เป็นการฉลองในแบบที่แปลกอยู่บ้างคือที่เมืองอาบิงดอน มณฑลออกซ์ฟอร์ดเชียร์ฉลองเหตุการณ์สําคัญต่างๆ เช่น วันราชาภิเษกและวันเฉลิมพระชนมพรรษา

ด้วยการให้บุคคลสําคัญในท้องถิ่นมารวมตัวกันบนดาดฟ้าของศาลากลางแล้วโยนบันลงมาให้ประชาชนที่อยู่ในจัตุรัสการค้าด้านล่าง (คงไม่ต้องบอกว่าทุกคนเข้าไปรุมแย่งกันทันทีและทําให้เกิดการต่อสู้แย่งบันตามมา) ศาลากลางซึ่งตอนนี้เป็นพิพิธภัณฑ์ไปแล้วเก็บสะสมบันที่โยนกันหลายยุคสมัยโดยนํามาทําให้แห้งและทาน้ำยาเคลือบเงา

สํานวน ศึกชิงบัน (bun fight) มักใช้ในเชิงยั่วล้อสําหรับเรียกเหตุการณ์ใหญ่ใดๆที่ผู้คนแต่งตัวสวยงามและมีอาหารเสิร์ฟให้ หากเน้นที่คําว่า “ศึก” (fight) สํานวนนี้ก็อาจใช้ในอีกแง่หนึ่งได้ นั่นคือหมายถึงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเผ็ดร้อน ซึ่งโดยทั่วไปไม่ใช่เรื่องสําคัญจริงจัง อะไรยกเว้นก็แต่ตัวคู่สนทนาที่เห็นเป็นอีกอย่าง หรืออาจเรียกว่าเป็น พายุในถ้วยชา (a storm in a teacup) (อีกหนึ่งความเปรียบเกี่ยวกับมื้อน้ำชา) ก็ได้

เชื่อกันว่าสํานวนนี้มีความเป็นมาย้อนกลับไปถึงศตวรรษที่ 19 ที่มีการดื่มชายามบ่ายอันเลิศหรูตามบ้านผู้ดีในแบบวิกตอเรีย อาหารมื้อนี้โดยธรรมเนียมแล้วประกอบด้วยบัน สโคน และเค้กน้ำชาหลากหลายชนิด ทั้งหมดทําเป็นรูปทรงเหมือนจรวดเพื่อให้หยิบกินได้ถนัดมือ ดังนั้นถ้าผู้ร่วมรับประทานเป็นเด็กก็เข้าใจได้ง่ายว่าสถานการณ์อาจอลหม่านหากพี่เลี้ยงคุมไม่อยู่

ตำนานความรักและขนมพุดดิ้งเบกเวลล์ (Bakewell Pudding)

Bakewell pudding

มีของหวาน 2 ชนิดที่ถือกําเนิดจากเมืองเงียบสงบแห่งหนึ่งในมณฑลดาร์บีเชอ (Derbyshire) นั่นคือทาร์ตเบกเวลล์ (Bakewell tart) [ทําจากแป้งพายร่วนกรอบ (shortcrust pastry) กับพุดดิ้งเบกเวลล์ (Bakewell pudding) (ทําจากแป้งพายชั้น) อย่างแรกโด่งดังไปทั่วโลก อย่างหลังแม้ไม่ดังเท่าแต่ก็มีประวัติที่โรแมนติกอย่างไม่น่าเชื่อสําหรับขนมเนื้อแน่น (แต่อร่อย) แบบนี้

แฮดดอนฮอลล์ เป็นบ้านหลังใหญ่หรูหราสมัยทิวดอร์ อยู่ห่างจากเมืองเบกเวลล์ในระยะขี่ม้าเลียบแม่น้ำไปไม่นานก็ถึง ทั้งยังเป็นบ้านประจําตระกูลเวอร์นอนด้วย ย้อนกลับไปสมัยศตวรรษที่ 16 ในยุคที่ลูกสาวยังเลือกสามีเองไม่ได้ เซอร์จอร์จ เวอร์นอน (Sir George Vernon) ตั้งใจให้ลูกสาว 2 คน คือมาร์กาเรตและโดโรธีได้แต่งงานกับคนดีๆ สําหรับมาร์กาเรตที่เป็นลูกคนโต เขาเลือกลูกชายของลอร์ดสแตนลีย์ เจ้าของที่ดินกว้างใหญ่ในแลงคาเชียร์ ดังนั้นจึงถือเป็นคู่ที่เหมาะสมกับลูกสาวตนอย่างยิ่ง

แต่โดโรธีผู้เป็นลูกสาวคนเล็กมีความคิดเป็นของตนเอง ไม่ยอมทําตามคําสั่งบิดา เธอพ่ายแพ้เสน่ห์ของ จอห์น แมนเนอร์ส ลูกชายของชนชั้นสูงที่มีศักดิ์ต่ำกว่าบ้านเธอมาก แถมเขายังโดนพ่อของเธอประณามว่าเป็น “คนไร้ความสําคัญ ลูกชายคนที่ 2 ของเอิร์ลอะไรสักอย่าง” อันที่จริงเซอร์จอร์จไม่พอใจมาก ตั้งใจขัดขวางคู่รักคู่นี้ จึงขังโดโรธีไว้ในบ้านห้ามเธอออกไปเจอโลกภายนอก

แต่ความรักหาทางออกได้เสมอและเลดี้โดโรธีก็หนีได้ในที่สุด คืนหนึ่งในปี 1563 ระหว่างงานฉลองก่อนการแต่งงานของมาร์กาเรต โดโรธีฉวยโอกาสที่ผู้คนต่างดื่มเหล้าสรวลเสเฮฮาแอบหนีออกจากบ้านไปหาคนรักผู้ซ่อนตัวอยู่ในสวน จอห์น แมนเนอร์ส เอาม้ามาด้วยคู่หนึ่งเพื่อ เตรียมหนีไปยังเอลสโตนในเลสเตอร์เชอ ทั้งคู่แต่งงานกันอย่างลับๆ สองสามีภรรยาหลบซ่อนตัวจนกระทั่งเซอร์จอร์จหายโกรธและโดโรธีก็ง้อพ่อได้สําเร็จ

ตํานานเล่าว่าขณะหนีตามคนรัก เธอนําสูตรอาหารจานโปรดคือพุดดิ้งเบกเวลล์ไปด้วยเพราะไม่อยากตัดสายสัมพันธ์กับเมืองเกิดอันเป็นที่รัก อันที่จริงตํานานการหนีตามกันของพวกเขายังได้รับการจารึกไว้ในแผ่นศิลาที่โบสถ์ออลเซนต์สในเบกเวลล์ด้วย นอกจากนั้นยังมีนิยายอิงประวัติศาสตร์ Dorothy Vernon of Haddon Hal (1902) ที่เขียนจากเรื่องราวของเธอและขายดีในยุคสมัยนั้น และมีภาพยนตร์ที่ใช้ชื่อเดียวกันกับหนังสือฉายในปี 1924 ด้วย

ทาร์ตเบกเวลล์ (Well-Baked Tart) อันแสนโด่งดัง

Well-baked tart

โดโรธีอาจเทิดทูนสูตรพุดดิ้งเบกเวลล์ แต่อีกนานมากกว่าจะมีการตีพิมพ์สูตรดังกล่าวในงานเขียนของ เม็ก ดอดส์ เมื่อปี 1826 ชื่อ Cook and Housewife’s Manual อย่างไรก็ตามมีเรื่องเล่าในละแวกพี่กดิสทริกต์ว่าตอนต้นศตวรรษที่ 19 มิสซิสกรีฟส์ (Mrs Greaves) เจ้าของ โรงเตี้ยมกิจการดีกลางเมืองเบกเวลล์ชื่อไวต์ฮอร์สมอบสูตรทาร์ตแยมให้ผู้ช่วยคนครัวคนใหม่

คนครัวมือใหม่คนนี้ก็ทาแยมตรงกันแป้งพายที่อบ แล้วจากนั้นก็เทส่วนผสมอัลมอนด์กับไข่ทับลงไปแทนที่จะเอาไปผสมในแป้งพายตามสูตร ดังนั้นสิ่งที่ตั้งใจให้เป็นทาร์ตจึงออกมาเป็นพุดดิ้ง พุดดิ้งชนิดใหม่เป็นที่ชื่นชอบของแขกหลายคนทันที แล้วคนเหล่านี้ก็นําสูตรไปเผยแพร่ทั่วอังกฤษ ทําให้อาหารจานนี้ดังกระฉ่อนอย่างรวดเร็ว

เจน ออสเตน (Jane Austen) เคยพักที่เบกเวลล์ในปี 1811 ขณะเขียนผลงานชิ้นเอก Pride and Prejudice ว่ากันว่าเธอพักที่ไวต์ฮอร์สด้วยและอาจได้กินพุดดิ้งขึ้นชื่อของที่นั่น ในหนังสือ เจนให้นางเอกผู้ร่าเริง เอลิซาเบธ เบตเนตต์ ไปเยือนแลมป์ตัน (เมืองสมมติที่เห็นได้ชัดว่าใช้เบกเวลล์เป็นต้นแบบ) กับลุงและป้าก่อนจะเริ่มมีใจให้มิสเตอร์ดาร์ซีผู้ที่เธอเคยปฏิเสธคําขอแต่งงาน ถึงหนังสือไม่ได้ระบุไว้แต่นางเอกคนนี้อาจอารมณ์ดีเพราะพุดดิ้งแสนอร่อยก็เป็นได้ การมาพักที่เมืองนี้ทําให้เธอมีความมุ่งมั่นเหมือน โดโรธี เวอร์นอน ผู้ฟันฝ่าอุปสรรคเพื่อให้ได้สามีที่ตนปรารถนา

แต่ความเป็นมาของทาร์ตเบกเวลล์ไม่น่าตื่นเต้นอย่างนั้นกําเนิดของมันอาจย้อนไปถึงศตวรรษที่ 15 เมื่อครั้ง “ฟลาธอน” (fathon) หรือคัสตาร์ดฟลาน เป็นที่นิยมอีกทั้งมีการใช้ไม้ฟรังจิพาน (ส่วนผสมระหว่างไข่กับอัลมอนด์ มีลักษณะเหมือนแป้งเปียก) ในการทําเค้กและทาร์ตกันทั่วยุโรปมาตั้งแต่ก่อนหน้านั้นแล้ว

ทว่าชื่อที่ไม่ธรรมดาของทาร์ตเบกเวลล์ไม่ได้มาจากกระบวนการอบเปลือกหุ้มขนมให้สุกเกรียมๆ (ตรงกับสํานวนภาษาอังกฤษว่า “bake well” หรืออบจนได้ที่) แต่มาจากแหล่งกําเนิดของมัน [อย่างไรก็ตามการเล่นคําก็อาจเป็นที่มาของชื่อได้เช่นกัน ผู้มาเยือนเมืองนี้อาจบอกว่ามันเป็น “ทาร์ตที่อบกําลังดี (well-baked tart)

จากเมืองเบกเวลล์ ในปี 1845 อีไลซา แอกตัน (Eliza Acton) กวีผู้ผันตัวไปเป็นนักเขียนตําราอาหารพิมพ์สูตรอาหารจานนี้ของเธอโดยระบุว่ามัน “โด่งดังไม่เพียงในดาร์บีเชอแต่ยังลามไปถึงมณฑลทางเหนือของเราอีกหลายแห่ง มักเสิร์ฟในช่วงวันหยุดเทศกาล” ในปี 1861 มิสซิสบีตันตีพิมพ์สูตรขนมชนิดนี้ในแบบของเธอ ศตวรรษถัดมามิสเตอร์คิปลิงก็แนะนําให้ประเทศอื่นในโลกตะวันตกได้รู้จักความยิ่งใหญ่ของ เชอร์รี่ เบกเวลล์ (Cherry Bakewell) พร้อมไอซิงโรยหน้า

ในขณะที่ทาร์ตเบกเวลล์เป็นขนมหวานขึ้นชื่อจากเมืองนี้ พุดดิ้งแบกเวลล์ก็ยังคงเป็นคู่แข่งที่ไม่ยอมลงให้กันง่ายๆ ปัจจุบันยังคงมีสงครามแบบอารยชนระหว่างคนรักการ์ตกับคนรักพุดดิ้งตํารับดั้งเดิม ศูนย์บัญชาการของคนทั้ง 2 กลุ่มอยู่ที่ร้านเบกเวลล์ทาร์ตแอนด์คอฟฟี่ช็อป (Bakewel Tart and Coffee Shop) กับร้านโอลด์ออริจินัลเบกเวลล์พุดดิ้ง (Old Original Bakewell Pudding) ตามลําดับ

ทั้ง 2 ร้านเก็บรักษาสูตรดั้งเดิมไว้ในตู้เซฟกันไฟและแข่งขันกัน (หวังว่าคงเป็นแบบขําๆตามสไตล์ดินแดนตอนกลางของอังกฤษ) แย่งลูกค้าผู้จงรักภักดีและพัฒนาความเหนือชั้น

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet